เมืองอุบลฯ ถิ่น สส. โลกไม่ลืม 'บ้านใหญ่' หลายขั้ว - ไร้ 'ตระกูลการเมือง' ผูกขาด

12 ส.ค. 2569 - 16:54

  • สิ้น ‘เกรียง กัลป์ตินันท์’ แม่ทัพเพื่อไทย จ.อุบลฯ กับ "สัจธรรมการเมือง" ไม่เหมือนพื้นที่อื่น ผ่าน "สมรภูมิหลากบ้านใหญ่" ไร้ "เจ้าพ่อ-เจ้าแม่" ผูกขาดพื้นที่

  • ย้อน "นักการเมืองดัง" จาก จ.อุบลราชธานี "ทองอินทร์ ภูริพัฒน์" ผู้กล้าอภิปรายค้านเพิ่มงบกองทัพ สมัยรัฐบาล จอมพล ป. และ "เลียง ไชยกาล" ทำให้ "พระยาพหลพลพยุหเสนา" ลาออก นายกฯ 

เมืองอุบลฯ ถิ่น สส. โลกไม่ลืม 'บ้านใหญ่' หลายขั้ว - ไร้ 'ตระกูลการเมือง' ผูกขาด

การถึงแก่อนิจกรรมอย่างสงบของ 'เกรียง กัลป์ตินันท์' อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และอดีตรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ในวัย 73 ปี ได้สร้างความอาลัยแก่แวดวงการเมืองไทยและพี่น้องชาวอุบลราชธานี 

ในฐานะที่เป็นนักการเมืองรุ่นเก๋าผู้โลดแล่นบนถนนสายนี้มากว่า 3 ทศวรรษ อีกทั้งยังเป็นพี่ชายของ 'กานต์ กัลป์ตินันท์' นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) อุบลราชธานี และเป็นบิดาของ 'วรสิทธิ์ กัลป์ตินันท์' สส.อุบลราชธานี เขต 1 พรรคเพื่อไทย

การสูญเสียแกนนำระดับ 'แม่ทัพภาคอีสาน' ของ พรรคเพื่อไทย อาจถูกประเมินว่าจะส่งผลกระทบสะเทือนระดับแผ่นดินไหวต่อฐานอำนาจการเมืองในพื้นที่ แต่ในความเป็นจริงทางการเมืองของ จ.อุบลราชธานี กลับไม่ได้เกิดแรงกระเพื่อมรุนแรง จนถึงขั้นสั่นคลอนดุลอำนาจโดยรวมแต่อย่างใด

เหตุผลสำคัญคือ จ.อุบลราชธานี ไม่ใช่จังหวัดที่มี 'บ้านใหญ่ผูกขาด' เพียงหลังเดียว สนามการเมืองของเมืองอุบลฯ มีลักษณะเฉพาะตัวสูง เป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ที่มี สส. มากถึง 11 เขตเลือกตั้ง 

แต่ละพื้นที่ต่างมี 'บ้านใหญ่ประจำพื้นที่' หรือ 'ซุ้มการเมืองเฉพาะถิ่น' ที่สังกัดหลากพรรคหลายค่าย ไม่ว่าจะเป็น พรรคเพื่อไทย, พรรคภูมิใจไทย, พรรคประชาธิปัตย์, พรรคไทยสร้างไทย ตลอดจนพรรคม้ามืดคลื่นลูกใหม่อย่าง 'พรรคไทรวมพลัง'

โครงสร้างอำนาจที่กระจายตัวเช่นนี้เอง ที่ทำให้ภูมิทัศน์ทางการเมืองเมืองอุบลฯ มีความพลวัต ไม่เคยตกอยู่ในกำมือของขั้วอำนาจใดขั้วอำนาจหนึ่งอย่างเบ็ดเสร็จ

ตักศิลาทางการเมือง-ดาวสภาตำนาน 'โลกไม่ลืม'

หากย้อนดูประวัติศาสตร์การเมืองไทย จ.อุบลราชธานี เป็นจังหวัดที่เปรียบเสมือน 'ตักศิลาทางการเมือง' ของภาคอีสาน เป็นดินแดนที่ผลิตนักการเมืองระดับตำนาน เป็นดาวสภา และขุนพลฝ่ายสภาฯ ที่โลดแล่นในเวทีระดับชาติมาทุกยุคทุกสมัย

ในยุคหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 อุบลราชธานีส่ง ทองอินทร์ ภูริพัฒน์ เข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร ก่อนก้าวขึ้นเป็นรัฐมนตรีหลายกระทรวง

ทองอินทร์ได้รับการจดจำในฐานะนักการเมืองสายประชาธิปไตย ผู้กล้าอภิปรายคัดค้านการเพิ่มงบประมาณกองทัพในสมัยรัฐบาล จอมพล ป. พิบูลสงคราม โดยสร้างวาทะประวัติศาสตร์กลางสภาว่า "เราจะเริ่มสร้างบ้านด้วยการสร้างรั้ว หรือว่าเราจะเริ่มสร้างบ้านด้วยการสร้างเสาเสียก่อน" เพื่อชี้ให้เห็นว่าการศึกษาและสาธารณสุขของประชาชนสำคัญกว่าการยุทโธปกรณ์ ก่อนที่เขาจะจบชีวิตลงอย่างสะเทือนขวัญ ในคดีสังหาร 4 อดีตรัฐมนตรี ปี 2492

อีกหนึ่งตำนานผู้แทนเมืองอุบลฯ คือ เลียง ไชยกาล เจ้าของฉายา กระทู้ล้มรัฐบาล จากเหตุการณ์การตั้งกระทู้ถามสดกลางสภาเมื่อปี 2480 กรณีการซื้อขายที่ดินของกรมพระคลังข้างที่ ซึ่งสร้างแรงสั่นสะเทือนจนกดดันให้ พระยาพหลพลพยุหเสนา นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ต้องประกาศลาออกจากตำแหน่ง 

นอกจากนี้ เลียงยังเป็นสามีของ อรพินท์ ไชยกาลสตรีคนแรกของประเทศไทย ที่ได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ในยุคการเมืองร่วมสมัย เมืองอุบลฯ ยังเป็นถิ่นกำเนิดของนักการเมืองระดับแกนนำสภาฯ อีกหลายคน เช่น สุทัศน์ เงินหมื่น มืออภิปรายและจอมเก๋าจากพรรคประชาธิปัตย์ และ สมคิด เชื้อคง อดีต สส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย ผู้มีบทบาทสำคัญในฐานะวิปฝ่ายค้านและวิปรัฐบาล ผู้จัดระเบียบเกมสภาฯ ให้กับพรรคร่วมได้อย่างเฉียบขาด

พ่อ ดัน ลูก และ ยุทธการ 'สลับค่าย'

ความน่าสนใจของการเมืองอุบลราชธานี ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่สัญลักษณ์ของนักการเมืองรุ่นเก๋า แต่คือกระบวนการ ส่งต่อมรดกทางการเมือง จากรุ่นพ่อสู่รุ่นลูก ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงการสืบทอดนามสกุล แต่เป็นการปรับตัวทางการเมืองเพื่อความอยู่รอดท่ามกลางบริบทพรรคการเมืองที่เปลี่ยนไป

กรณีตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ อิสสระ สมชัย อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และอดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ผู้เคยเป็นแกนนำหลักของค่ายพระแม่ธรณีในพื้นที่อีสานใต้ ได้ส่งต่อฐานเสียงในพื้นที่เขต 8 อุบลราชธานี ให้แก่บุตรสาวอย่าง แนน - บุณย์ธิดา สมชัย

แนน บุณย์ธิดา เริ่มต้นเส้นทางสภาฯ ในเสื้อพรรคประชาธิปัตย์ตั้งแต่งานเลือกตั้งปี 2554 ก่อนจะตัดสินใจครั้งสำคัญด้วยการย้ายซบพรรคภูมิใจไทยในช่วงปลายปี 2565 

การย้ายค่ายครั้งนี้ไม่เพียงแต่ทำให้เธอรักษาเก้าอี้ สส.เขต 8 เอาไว้ได้ในการเลือกตั้งปี 2566 และปี 2569 แต่ยังส่งผลให้เธอก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งโฆษกพรรคภูมิใจไทย และได้เป็น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในเวลาต่อมา 

สะท้อนให้เห็นว่า ฐานเสียงตระกูลสมชัย มีความเข้มแข็งในตัวเอง จนสามารถย้ายสลับขั้วพรรคเพื่อเข้าสู่อำนาจบริหารได้สำเร็จ

ด้านอำเภอดอนมดแดง ชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ หรือ เสี่ยกุ่ย อดีต สส.อุบลราชธานี 10 สมัย ผู้เป็นขุนพลของ พรรคไทยรักไทย และ เพื่อไทย มาอย่างยาวนาน ได้ปูทางส่งต่อมรดกทางการเมืองให้กับบุตรสาว กานต์ - สุดารัตน์ พิทักษ์พรพัลลภ จนสามารถคว้าชัยชนะเป็น สส.อุบลราชธานี เขต 7 พรรคเพื่อไทย ได้สำเร็จในการเลือกตั้ง ต่อมาได้ย้ายเข้า สังกัดพรรคภูมิใจไทย และได้รับการเลือกตั้ง

อย่างไรก็ดีในเวลาต่อมา เมื่อชูวิทย์ยื่นใบลาออกจากพรรคเพื่อไทย และขยับขยายทิศทางการเมืองไปสู่สังกัดใหม่ ก็นับเป็นอีกหนึ่งดรรชนีชี้วัดว่า สายสัมพันธ์ของนักการเมืองระดับบ้านใหญ่ในอุบลฯ ไม่ได้ยึดติดกับตัวแบรนด์พรรคการเมืองเพียงอย่างเดียว หากแต่มองเรื่องศักยภาพในการดูแลพื้นที่และโอกาสทางการเมืองของทายาทเป็นหลัก

'พรรคไทรวมพลัง' คลื่นลูกใหม่ สะเทือนอุบลฯ

หากถามว่าอะไรคือหลักฐานที่ยืนยันว่า จ.อุบลราชธานี ไม่มีบ้านใหญ่ที่แท้จริง คำตอบคงหนีไม่พ้นการแจ้งเกิดอย่างถล่มทลายของ พรรคเพื่อไทรวมพลัง (ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น พรรคไทรวมพลัง) ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ปี 2566

ภายใต้การนำของ กังฟู - วสวรรธน์ พวงพรศรี หัวหน้าพรรครุ่นใหม่ พรรคไทรวมพลังวางตำแหน่งแห่งที่ตนเองเป็น "พรรคคนบ้านเฮา" และชูจุดยืน เสรีนิยมก้าวหน้าสายกลาง 

สามารถสร้างปรากฏการณ์ "ตาค้าง" ทั่วประเทศ ด้วยการส่งผู้สมัคร สส.แบบแบ่งเขต จ.อุบลราชธานี สามารถหักปากกาเซียน "ล้มช้าง" แชมป์เก่าจากพรรคเพื่อไทยได้

ชัยชนะของพรรคกังฟูในพื้นที่ จ.อุบลราชธานี ชี้ให้เห็นอย่างเด่นชัดว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในจังหวัดนี้ไม่ได้คล้อยตามต่อกระแสพรรคใหญ่ระดับชาติ หรือบารมีของตระกูลการเมืองเก่าแก่เพียงอย่างเดียว หากแต่เปิดรับทางเลือกใหม่ที่สามารถเข้าถึงปัญหาท้องถิ่นและพร้อมทำงานรับใช้ในระดับพื้นที่ได้อย่างใกล้ชิด

พลวัตทางการเมืองของ จ.อุบลราชธานี สามารถประมวลข้อสรุปทางการเมืองได้ในหลายมิติ

ไม่ว่าจะเป็น สภาวะไร้บ้านใหญ่เบ็ดเสร็จ จ.อุบลราชธานี มีพื้นที่กว้างใหญ่และแบ่งเขตเลือกตั้งถึง 11 เขต การจะใช้บ้านใหญ่ตระกูลใดตระกูลหนึ่งกินรวบทั้งจังหวัด จึงเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ การสิ้นชีวิตของ เกรียง กัลป์ตินันท์ แม้จะปิดฉากแกนนำรุ่นบุกเบิกของพรรคเพื่อไทย 

แต่โครงสร้างการเมืองระดับท้องถิ่นของอุบลฯ ยังคงดำเนินต่อไปได้ เนื่องจาก กานต์ กัลป์ตินันท์ ยังคงดำรงตำแหน่งนายก อบจ. และ วรสิทธิ์ กัลป์ตินันท์ ยังคงเป็น สส. เขต 1 ขณะที่เขตอื่นๆ ก็มีเจ้าของพื้นที่ประจำแต่ละตระกูลดูแลอยู่อย่างเป็นเอกเทศ

ประการต่อมาคือ ความยืดหยุ่นและการส่งต่ออำนาจข้ามพรรค การเมืองอุบลฯ แสดงให้เห็นชัดเจนว่า "ตระกูลการเมือง" มีความสำคัญมากกว่า "แบรนด์พรรคการเมือง" ตัวอย่างของการส่งต่ออำนาจจาก อิสสระ สู่ บุณย์ธิดา สมชัย ที่ย้ายข้ามค่ายไปสังกัดภูมิใจไทย จนได้เป็นรัฐมนตรี 

หรือกรณี ชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ ที่ส่งต่อเก้าอี้ให้ สุดารัตน์ ก่อนจะขยับขยายทิศทางตนเอง เป็นเครื่องยืนยันว่านักการเมืองอุบลฯ พร้อมปรับตัวเข้ากับขั้วอำนาจใหม่เสมอ

รวมไปถึงการเปิดรับ 'ขั้วอำนาจใหม่' ของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง การเติบโตของ พรรคไทรวมพลัง ภายใต้การนำของกังฟู วสวรรธน์ พวงพรศรี เป็นบทเรียนสำคัญ ว่า ประชาชนชาวอุบลราชธานี พร้อมที่จะ "สั่งสอน" พรรคใหญ่ หากไม่ตอบโจทย์พื้นที่ และพร้อมจะมอบโอกาสให้ผู้เล่นหน้าใหม่ที่มีผลงานและเข้าถึงง่าย

ที่น่าตื่นเต้น คือ ทั้งน้องชาย และ ลูกชายของ เกรียง จะมีบารมีพอสามารถรักษาฐานเสียงของตระกูล กัลป์ตินันท์ ได้หรือไม่ ถ้าหากไม่ อาจถูกรุมกินโต๊ะก็เป็นได้

เมืองอุบลราชธานี ถือเป็นสนามการเมืองหลายพรรค หลายบ้านใหญ่ ที่เต็มไปด้วยสีสัน ความเข้มข้น และความท้าทาย

อ้างอิง

ubonratchathani / spacebar / kpi/ thaipbs /

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์