ภาพการปรากฏตัวและออกมาวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลของบรรดาอดีตแกนนำความคิดฝ่ายอนุรักษนิยม และ บุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์การเมือง ไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการอาวุโส อดีตผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ หรือการนัดหมายเคลื่อนไหวลงถนนของ สนธิ ลิ้มทองกุล กำลังถูกสังคมตั้งคำถามว่า นี่คือสัญญาณเตือนระลอกใหม่จาก กลุ่มชนชั้นนำต่อรัฐบาลอนุทิน
หรือเป็นเพียงภาพสะท้อนของความพยายามฟื้นคืนบทบาทของ อนุรักษนิยมบางกลุ่ม เท่านั้น
รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัยอาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ร่วมวิเคราะห์ปรากฏการณ์ดังกล่าวอย่างตรงไปตรงมา ชี้ให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์การเคลื่อนไหวทางการเมือง โครงสร้างอำนาจที่เปลี่ยนผ่าน และขีดจำกัดของ ฝ่ายค้านในยุคการเมืองแบบอัลกอริทึม
บทบาท 'ยาหมดอายุ' กับ 'ภาพจำ' ที่สังคมก้าวข้าม
เมื่อชวนมองปรากฏการณ์การขยับตัวของกลุ่มบุคคลสำคัญในอดีต รศ.ดร.ยุทธพร ให้นิยามต่อการเคลื่อนไหวครั้งนี้ว่าเป็นเสมือน "ยาหมดอายุ" ที่ไม่อาจสร้างแรงสะเทือนทางการเมืองได้เหมือนในอดีต
กลุ่มบุคคลเหล่านี้เปรียบเสมือน ยาหมดอายุ เนื่องจากเคยมีบทบาทขับเคลื่อนทางการเมืองมาหลายยุคสมัย โดยเฉพาะการมีส่วนร่วมในการเคลื่อนไหวทางการเมืองช่วงปี 2548 ต่อเนื่องถึงปี 2549 ซึ่งมุ่งเป้าไปที่รัฐบาลของ ทักษิณ ชินวัตร อันเป็นจุดเริ่มต้นของการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และนำไปสู่การรัฐประหารในปี 2549
— รศ.ดร.ยุทธพร กล่าว
รศ.ดร.ยุทธพร อธิบายต่อว่า ต่อมายังคงมีการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงปี 2556 ถึง 2557 เพื่อขับไล่ รัฐบาลของยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รวมถึงสิ่งที่เรียกว่า ระบอบทักษิณ จนนำไปสู่ การรัฐประหารในปี 2557
หลายท่านที่ออกมาเคลื่อนไหวในปัจจุบัน เคยดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือปฏิบัติหน้าที่ในองค์กรอิสระ เมื่อในปัจจุบันไม่ได้ดำรงตำแหน่งใด ย่อมทำให้สังคมตั้งคำถามว่า การออกมาเคลื่อนไหวมีแรงขับเคลื่อนจากการขาดบทบาทและอำนาจหน้าที่หรือไม่ ซึ่งในความเป็นจริง ประเด็นการถกเถียงในสังคมปัจจุบันได้ก้าวข้ามสิ่งเหล่านี้ไปแล้ว
ยุคสมัยที่ 'การเมือง'แบบ 'ม็อบบนถนน' เปลี่ยนโฉม
รศ.ดร.ยุทธพร ชี้ว่า รูปแบบการขับเคลื่อนของภาคประชาชนได้เปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างไปอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะหลังการเคลื่อนไหวของกลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่
ประเด็นการถกเถียงในสังคมได้เปลี่ยนผ่านไปสู่รูปแบบใหม่ โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวของกลุ่มเยาวชนและคนรุ่นใหม่ตั้งแต่ปี 2563–2564 เป็นต้นมา ซึ่งสะท้อนว่ามิติของการเคลื่อนไหวได้เปลี่ยนโฉมไปแล้ว ไม่ใช่การเมืองบนท้องถนน การปลุกระดมมวลชน หรือการปูทางไปสู่การรัฐประหารเหมือนในอดีต
รูปแบบการเคลื่อนไหวในปัจจุบันได้เปลี่ยนจาก การกระทำแบบรวมหมู่ (Collective Action) ไปสู่ การกระทำแบบเชื่อมโยง (Connective Action) ตัวอย่างเช่น การชุมนุมของกลุ่มเยาวชนในปี 2563–2564 ไม่ได้เป็นการปักหลักพักค้าง แต่เป็นการชุมนุมแบบไป-กลับ ที่สิ้นสุดในแต่ละวัน โดยอาศัยการ เชื่อมโยงผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เป็นแกนหลัก
พื้นที่ดังกล่าวไม่ใช่พื้นที่ที่กลุ่มอนุรักษนิยมรุ่นเก่าคุ้นชินหรือมีความชำนาญ การจัดเวทีเสวนา การลงชื่อเรียกร้อง หรือการนัดชุมนุมบนท้องถนน จึงไม่อาจสร้างแรงกดดันต่อรัฐบาลชุดปัจจุบันได้ แม้จะมีการนัดหมาย 7 ก.ย.นี้ ก็เชื่อว่ายังไม่สามารถสั่นคลอนเสถียรภาพของรัฐบาลได้
— รศ.ดร.ยุทธพร กล่าว
รศ.ดร.ยุทธพร ชวนมองต่อว่า หากย้อนดูประวัติศาสตร์การเมืองไทยตลอด 20 ปีที่ผ่านมา จะพบว่าการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลไม่ได้เกิดขึ้นจากการชุมนุมของมวลชนเพียงลำพัง หากแต่เกิดจาก การรัฐประหาร ตลอดจนการใช้อำนาจผ่าน กระบวนการตุลาการภิวัฒน์ หรือ นิติสงคราม ซึ่งเป็นกลไกหลักที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง
ไร้เงา 'ระบอบทักษิณ' และ 'ตระกูลการเมือง' ปัจจัยที่ปลุกม็อบไม่ขึ้น
เมื่อย้อนดูบทเรียนการระดมมวลชนในอดีต รศ.ดร.ยุทธพร วิเคราะห์ถึงเหตุผลที่ประเด็นการต่อต้านอำนาจในปัจจุบันไม่สามารถจุดติดในระดับมวลชนขนาดใหญ่
ปัจจัยชี้นำสำคัญในอดีตคือ ทักษิณ ชินวัตร ตลอดช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะดำรงตำแหน่งหรือไม่ แต่บารมีและอิทธิพลทางการเมืองของ ทักษิณกลายเป็นสิ่งที่กลุ่มต่อต้านนำมาสร้างวาทกรรม 'ระบอบทักษิณ' ซึ่งทำให้การปลุกระดมมวลชนทำได้ง่าย เนื่องจากบริบทสังคมไทยมักยอมรับอิทธิพล แต่ไม่ยอมรับอำนาจ
สำหรับรัฐบาลชุดปัจจุบัน แม้จะมีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงบทบาทของ เนวิน ชิดชอบ หรือกระแส ระบอบสีน้ำเงิน แต่ เนวิน ไม่ได้เปิดหน้าแสดงบทบาทอย่างชัดเจนเหมือนกรณีของ ทักษิณ ส่งผลให้น้ำหนักของประเด็นที่จะพุ่งเป้าไปยังผู้มีอิทธิพลเบื้องหลังลดน้อยลง
นอกจากนี้ ผู้นำทางการเมืองในปัจจุบันไม่ได้มีความเชื่อมโยงทางสายเลือดเหมือนตระกูลชินวัตร แม้ อนุทิน ชาญวีรกูล แม้จะมีความสนิทสนมกับ เนวิน ชิดชอบ แต่ไม่ได้อยู่ในตระกูลเดียวกัน อีกทั้ง ทายาทของ อนุทิน ก็ไม่ได้เข้ามามีบทบาททางการเมือง ขณะที่บิดาก็วางมือไปแล้ว การหยิบยกประเด็นเรื่องระบอบอำนาจขึ้นมาต่อต้านเหมือนในอดีต จึงขาดความสมเหตุสมผลและมีน้ำหนักน้อยลง
— รศ.ดร.ยุทธพร กล่าว
แม้แต่ประเด็นการตรวจสอบ กระบวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (ฮั้ว สว.) รศ.ดร.ยุทธพร มองว่า ความสนใจของสังคมไม่ได้พุ่งเป้าไปที่กลุ่มอนุรักษนิยมเดิม
กรณีข้อกังขาเรื่อง การฮั้ว สว. ความสนใจหลักของสังคมพุ่งเป้าไปที่ บทบาทของ พรรคประชาชน และ องค์กรภาคประชาสังคม อย่างโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) ซึ่งทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างเกาะติด
แม้ กลุ่มอนุรักษนิยม จะออกมาขับเคลื่อนในประเด็นนี้ แต่สังคมไม่ได้ให้น้ำหนักกับกลุ่มดังกล่าวเท่ากับภาคประชาสังคม จึงสะท้อนให้เห็นว่ากลุ่มเคลื่อนไหวเดิมกลายเป็น ยาหมดอายุ ไปแล้ว
'พรรคประชาชน' เท่ากับ 'นีโอประชาธิปัตย์' ?
สำหรับบทบาทของฝ่ายค้านในปัจจุบัน รศ.ดร.ยุทธพร ชี้ว่าพรรคประชาชนมีรูปแบบการทำงานที่เปลี่ยนผ่านไปสู่ลักษณะ 'นีโอประชาธิปัตย์' ที่ขับเคลื่อนผ่านพื้นที่ออนไลน์มากกว่าการระดมมวลชน
พรรคประชาชนยังมีบทบาทเชิงสถาบันน้อยในการทำหน้าที่ตรวจสอบ การขับเคลื่อนส่วนใหญ่กลายเป็นบทบาทเฉพาะบุคคล เช่น การออกมาเคลื่อนไหวของ พริษฐ์ วัชรสินธุ โดยไม่ได้ถูกผลักดันเป็นวาระหลักของพรรคอย่างเป็นเอกภาพ
ในทางกลับกัน ภาคประชาสังคม อย่าง iLaw กลับมีบทบาทชี้นำการตรวจสอบมากกว่า เช่นเดียวกับโครงการดิจิทัลวอลเล็ตและการพัฒนาแอปพลิเคชัน ที่ขับเคลื่อนโดย รักชนก ศรีนอก ร่วมกับ กลุ่มนักเทคโนโลยีภาคประชาชน มากกว่าจะเป็นมติการตรวจสอบเชิงยุทธศาสตร์ของพรรค
ปัญหาสำคัญของฝ่ายค้าน คือ การขาดเอกภาพภายใน และการถูกแย่งชิงพื้นที่ความสนใจจากพรรคประชาธิปัตย์ ดังผลสำรวจของสวนดุสิตโพลที่บางช่วงคะแนนนิยมของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โดดเด่นขึ้นมา ขณะที่ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ กลับมีบทบาทรองลงมา
หรือผลสำรวจรายสัปดาห์ที่ รักชนก และ พริษฐ์ ได้รับความนิยมนำหน้า หัวหน้าพรรค สะท้อนว่าบทบาทผู้นำฝ่ายค้านในสภาถูกบดบังด้วยกระแสบ นสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งเป็น การเมืองแบบอัลกอริทึม มากกว่าการ ทำงานในระบบรัฐสภา
รูปแบบการทำงานของพรรคประชาชน อาจเทียบเคียงได้กับ 'นีโอประชาธิปัตย์' ที่ได้รับการยกระดับขึ้นมา การตรวจสอบ จึงไม่ได้ผูกติดกับตัวบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่ขับเคลื่อนคู่ขนานไปกับประเด็นเชิงโครงสร้าง กลุ่มผู้สนับสนุนก็ปรับเปลี่ยนตามบริบท
— รศ.ดร.ยุทธพร กล่าว
ส่งผลให้ไม่สามารถนำประเด็นเรื่องระบอบอำนา จมาปลุกระดมเหมือนที่กลุ่มอนุรักษนิยมเคยทำ และคงไม่ปรากฏภาพการนำมวลชนแบบ สุเทพ เทือกสุบรรณ หรือ อภิสิทธิ์ ในอดีต เนื่องจากแกนนำเดิมต่างโรยราตามวัย และฐานมวลชนที่เคยเข้าร่วมก็เข้าสู่ช่วงสูงวัย จึงขาดพลังในการขับเคลื่อนเชิงมวลชน
— รศ.ดร.ยุทธพร กล่าว
'ไร้ตำแหน่ง' โซ่ตรวนที่ผูกมัด - ความเสถียร 'อำนาจใหม่'
ในบทสรุป รศ.ดร.ยุทธพร ได้ประเมินถึงสถานะและแรงขับเคลื่อน เบื้องหลังของกลุ่มอนุรักษนิยมรุ่นเก่า พร้อมฉายภาพเสถียรภาพทางการเมืองของกลุ่มอำนาจปัจจุบัน
ข้อจำกัดสำคัญที่ทำให้กลุ่มบุคคลเหล่านี้ยังคงออกมารวมตัวเรียกร้อง คือ การขาดตำแหน่งแห่งที่และอำนาจหน้าที่ในโครงสร้างการเมืองปัจจุบัน
ขณะเดียวกัน พรรคภูมิใจไทย ยังคงทำหน้าที่เป็นกลไกหลักของ ฝ่ายอนุรักษนิยม และยังได้รับการสนับสนุนจากฐานอำนาจเดิมอยู่ การออกมาเคลื่อนไหวของกลุ่มบุคคลในอดีต จึงเปรียบเสมือนยาหมดอายุ ที่ไม่สามารถสร้างแรงกระเพื่อมจนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงรัฐบาลได้
การวิเคราะห์ของ รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย สะท้อนให้เห็นว่า หน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยได้ก้าวพ้น ยุคสมัยของการปลุกม็อบขับไล่รัฐบาล ผ่านวาทกรรมตัวบุคคลหรือระบอบการเมืองแบบเดิมแล้ว
การเคลื่อนไหวของกลุ่มชนชั้นนำอนุรักษนิยมรุ่นเก่า ที่ปราศจากตำแหน่งแห่งที่ จึงกลายเป็นเพียง "ยาหมดอายุ" ในวันที่สมรภูมิการเมืองได้ย้ายไปสู่พื้นที่ เครือข่ายออนไลน์ และ การต่อสู้เชิงโครงสร้าง ไปแล้ว





