'เพื่อไทย' ดื้อเงียบ 'กล้าธรรม' รอเสียบ แผนสำรอง 'ภท.' มรสุม 'ฮั้ว สว.' 3 ก๊ก 3 น. 'หนู-นัส-หนิม'

11 ก.ย. 2569 - 17:55

  • ผ่ามติ 338 เสียง พ.ร.บ.งบปี 70 เจาะหมาก '3น.หนู-นัส-หนิม' ดึง 'กล้าธรรม' เป็นไพ่ขู่ 'เพื่อไทย' ถูกมอง 'ดื้อเงียบ' สยบมรสุม 'ฮั้ว สว.' กุมอำนาจเด็ดขาดในสภา สภาวะ 'ฝ่ายค้าน-พรรคเล็ก' ไร้พลัง

'เพื่อไทย' ดื้อเงียบ 'กล้าธรรม' รอเสียบ แผนสำรอง 'ภท.' มรสุม 'ฮั้ว สว.' 3 ก๊ก 3 น. 'หนู-นัส-หนิม'

บรรยากาศการเมืองในสภาไทยมักมีช่วงเวลาที่เผยให้เห็นเนื้อแท้ของดุลอำนาจที่ซ่อนอยู่ใต้พรมเสมอ 

การประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ในวาระที่ 2 และ 3 ซึ่งใช้เวลาถกเถียงกันอย่างเข้มข้น 4 วัน 4 คืน ได้เดินทางมาถึงจุดสิ้นสุดด้วยผลลัพธ์ที่ได้เห็นอะไรบางอย่างอย่างน่าสนใจ

ที่ประชุมสภาฯ มีมติเห็นชอบด้วยเสียงข้างมากท่วมท้นถึง 338 ต่อ 144 เสียง งดออกเสียง 2 เสียง และไม่ลงคะแนนเสียง 1 เสียง ตัวเลข 338 เสียง ไม่ได้เป็นเพียงแค่การปลดล็อกเม็ดเงินมหาศาลให้รัฐบาลขับเคลื่อนนโยบายเท่านั้น แต่เป็นการส่งสัญญาณทางการเมืองที่ทำให้เห็นเสียงที่แท้จริงของแต่ละฝ่าย

ปรากฏการณ์ที่พรรคฝ่ายค้านอย่าง "พรรคกล้าธรรม" ตัดสินใจเทคะแนนเห็นชอบเกือบยกพรรค ได้สะท้อนภาพสถานะ "พรรคอะไหล่รอเสียบ" อย่างแจ่มชัด 

ท่ามกลางมรสุมข้อกล่าวหาเรื่องการ "ฮั้ว สว." ที่ถาโถมเข้าใส่พรรคภูมิใจไทยตลอดช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา แต่พรรคร่วมรัฐบาลอันดับอย่าง "พรรคเพื่อไทย" ที่เป็นคนเปิดเรื่องดังกล่าว กลับแสดงท่าทีนิ่งเฉยเสมือน "เด็กดี" ปล่อยให้ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง จากพรรคประชาชาติ (พรรคร่วมรัฐบาล) ลุยเดี่ยว 

นี่คือภาพสะท้อนของการต่อรองใน "ศึก 3 ก๊ก" ของแก๊งอักษรย่อ 3 น. "หนู-นัส-หนิม" ที่เดินหมากซ้อนกลได้อย่างเฉียบคม

ผ่ามติ 338 สะท้อนพลังรัฐบาล

เมื่อเปิดดูรายละเอียดของการลงคะแนนเสียง 338 เสียงที่โหวตไว้วางใจให้ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ปี 2570 จะพบโครงสร้างการลงคะแนนที่ยืนยันว่าพรรครัฐบาลไม่ได้มีเพียงแค่เสียงสนับสนุนตามกรอบเดิม

คะแนนเสียงของรัฐบาลเดิมหากนับจากพรรคร่วมจะมีเสียงประมาณ 270 เสียง แต่กลับได้รับคะแนนบวกเพิ่มจากพรรคกล้าธรรมถึง 56 เสียง 

แม้ พรรคกล้าธรรม จะชี้แจงต่อสาธารณะว่าการลงมติดังกล่าวเป็นไปเพื่อประโยชน์ของประเทศและงบประมาณส่วนใหญ่เป็นโครงการต่อเนื่องที่ตนเคยร่วมผลักดัน 

แต่ในมิติทางการเมือง การเทคะแนนข้ามขั้วระดับยกพรรคเช่นนี้ไม่อาจมองเป็นอื่นได้ นอกจากการแสดงกำลังพลและซักซ้อมความพร้อมสำหรับการปรับทัพร่วมรัฐบาลในอนาคต

มรสุมฮั้ว สว. ท่าที 'เพื่อไทย'

ความเคลื่อนไหวในสภาผู้แทนราษฎร เกิดขึ้นท่ามกลางฉากหลังของวิกฤตคดี "ฮั้ว สว." ซึ่งเป็นมรสุมลูกใหญ่ที่ซัดกระหน่ำพรรคภูมิใจไทยตลอดหนึ่งเดือนเต็ม 

สำนวนคดีดังกล่าวมีผู้ถูกกล่าวหาถึง 229 ราย ประกอบด้วย สว. ชุดปัจจุบัน 138 ราย และบุคคลภายนอกรวมถึงนักการเมืองอีก 91 ราย ซึ่งมีการพาดพิงถึงเครือข่ายของค่ายสีน้ำเงินอย่างมีนัยสำคัญ 

ชนวนคดีนี้ยังนำไปสู่ความขัดแย้ง เมื่อคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน คณะที่ 26 ชงความเห็นให้สั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด แต่คณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯ คณะที่ 36 กลับมีความเห็นแย้งว่าคดีไม่มีมูลความผิดและเสนอให้ยกคำร้อง ส่งผลให้เรื่องต้องไปชี้ชะตากันในการประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชุดใหญ่ วันที่ 14 กันยายนนี้

ประเด็นที่น่าประหลาดใจอย่างยิ่ง คือ ท่าทีของ "พรรคเพื่อไทย" ซึ่งในอดีตเคยเป็นหัวหอกหลักในการขับเคลื่อนคดีนี้ผ่านกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ในยุคที่พรรคเพื่อไทยครองอำนาจนำ จนสร้างความบาดหมางร้าวลึกกับ ภูมิใจไทย มาแล้ว 

แต่ในศึกงบประมาณรอบนี้ พรรคเพื่อไทย กลับรักษาอาการนิ่งเฉย เสมือนเด็กดี แกนนำพรรคต่างประสานเสียงอ้างคำว่า "มารยาททางการเมืองของพรรคร่วมรัฐบาล" เพื่อสยบความเคลื่อนไหวภายใน ไม่เปิดฉากขยายผลแผลการเมืองของภูมิใจไทยเหมือนเช่นที่เคยทำ

ภายใต้ความเงียบ "เพื่อไทย" ในแง่หนึ่งก็ถูกมองว่าเหมือนปล่อยให้ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ ลุยตรวจสอบฮั้ว สว. แทน เพราะในแวดวงการเมืองเป็นที่รู้กันว่า พ.ต.อ.ทวี เป็น "เอกเทศ" จาก "พรรคประชาชาติ" และ "รัฐบาล" หลังถูก "แบล็คลิสต์" ไม่ให้มาเป็น "รัฐมนตรี" ใน ครม.อนุทิน 1-2

ภายใต้จุดยืนของ พ.ต.อ.ทวี ประกาศไม่ยอมก้มหัวให้ขบวนการทุจริต ก็สะท้อนรอยร้าวภายใน "พรรคประชาชาติ" เอง ระหว่างปีกของ พ.ต.อ.ทวี กับปีกของ วันมูหะมัดนอร์ มะทา และ สส.ประชาชาติ ส่วนใหญ่ ที่เลือกรักษา "สถานะพรรคร่วมรัฐบาล" กับ "ภูมิใจไทย" อีกทั้ง "วันนอร์" ก็เป็น ที่ปรึกษานายกฯ ด้วย

ดังนั้น "ความเงียบ" ของ "เพื่อไทย" จึงถูกมองว่ากำลัง "ดื้อเงียบ" หรือไม่ ?

'กล้าธรรม' ไพ่สำรอง 'สีเขียว' กำราบ 'เด็กดื้อ'

เบื้องหลังการยอมสงบปากสงบคำของพรรคเพื่อไทย สอดรับกับการเคลื่อนไหวของ พรรคกล้าธรรม การที่ ร.อ.ธรรมนัส สามารถกำกับคะแนนเสียงของ สส. 56 คน ให้โหวตสนับสนุนร่างกฎหมายงบประมาณได้อย่างมีเอกภาพ เป็นการส่งสัญญาณเชิงยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนจากพรรคภูมิใจไทยไปยังพรรคเพื่อไทย

ในเกมอำนาจร่วมรัฐบาล พรรคขนาดใหญ่มักใช้การต่อรองเชิงตัวเลขเพื่อข่มขู่หรือ "เลื่อยขา" แกนนำรัฐบาล หวังต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรี แต่หมากของภูมิใจไทยในครั้งนี้คือการสร้าง "กลไกต่อรองคู่ขนาน" เอาไว้

การมีพรรคกล้าธรรมยืนปักหลักรออยู่ข้างเวที เป็นการส่งข้อความทางอ้อมถึงเพื่อไทยว่า พรรคภูมิใจไทยไม่ได้ตกอยู่ในภาวะที่ต้องยอมอ่อนข้อให้เพื่อไทยแต่เพียงผู้เดียว

หากเพื่อไทยคิดจะเล่นบท "เด็กดื้อ" สร้างแรงกระเพื่อมหรือขู่ถอนตัว ประตูทำเนียบรัฐบาลก็พร้อมจะเปิดรับ กล้าธรรม เข้ามาเสียบแทนที่ในทันที

ด้วยคณิตศาสตร์ทางการเมืองแบบใหม่นี้ ดุลอำนาจจึงเอียงกลับไปอยู่ฝั่งภูมิใจไทยโดยสมบูรณ์ พรรคเพื่อไทย ที่แม้จะกุมเสียงไว้ในมือไม่น้อย แต่เมื่อเผชิญกับภาพความพร้อมของ "พรรคสำรอง" ที่มีจำนวน สส. แน่นหนา จึงไม่กล้าที่จะเสี่ยงแตกหัก จำต้องเล่นตามบทบาทพรรคร่วม เพื่อรักษาที่นั่งใน "คณะรัฐมนตรี" เอาไว้ต่อไป

ศึก 3 ก๊ก เฉือนคมแก๊ง 3 น. 'หนู - นัส - หนิม'

การเมือง ณ เวลานี้สามารถถอดรหัสออกมาเป็นภาพการชิงดำของแก๊งอักษรย่อ น. สามบุคคลสำคัญที่มีบทบาทในแต่ละพรรค

ตัวละครเอกในก๊กแรกคือ "หนู" อนุทิน ชาญวีรกูล ผู้นำค่ายสีน้ำเงินและหัวหน้ารัฐบาล ผู้เดินเกมดึงจังหวะอำนาจอย่างแยบยล แม้จะต้องเผชิญไฟลามทุ่งจากคดีฮั้ว สว. แต่หนูกลับอาศัยสายสัมพันธ์ที่ตัดไม่ขาดกับขั้วอื่นๆ มาสร้างเกราะคุ้มกัน

การเปิดช่องให้พรรคกล้าธรรมส่งสัญญาณหนุนรัฐบาล ทำให้ "หนู" กลายเป็นผู้คุมดุลอำนาจเด็ดขาด สามารถควบคุมจังหวะก้าวของพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรคให้อยู่ในความสงบ

ก๊กที่ 2 คือ "นัส" ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ผู้แปรสภาพพรรคขนาดกลางให้กลายเป็น "ตัวแปรชี้ขาด" ของสมการอำนาจ หลังประสบความสำเร็จในการวางเครือข่าย สส. บ้านใหญ่จนได้ที่นั่งเกินครึ่งร้อย

การนำ สส. 56 คนมาโหวตผ่านงบประมาณ เป็นการโชว์ระเบียบแถวและแสนยานุภาพทางการเมืองว่าพรรคกล้าธรรมสั่งการได้เด็ดขาด การเล่นบท "ม้าเลียบค่าย" ทำให้อำนาจต่อรองของสูงลิ่ว ไม่ว่าจะอยู่ในบทบาทฝ่ายค้านเพื่อรอจังหวะ หรือก้าวเข้าสู่ ครม. เมื่อสัญญาณเปิด

ก๊กที่ 3 คือ "หนิม" จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทยและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ตัวแทนสายเลือดใหม่ที่ต้องประคับประคองฐานที่มั่นของพรรคเพื่อไทยในภาวะที่ตกเป็นรอง 

ต้องเผชิญกับแรงบีบสองด้าน ทั้งความคาดหวังจากฐานเสียงเดิมที่อยากเห็นพรรคแสดงความเด็ดขาด และความเป็นจริงในฝ่ายบริหารที่ต้องประนีประนอมกับค่ายสีน้ำเงิน 

ในการพิจารณางบประมาณครั้งนี้ "จุลพันธ์" จึงจำต้องสวมบทแม่ทัพที่เน้นความนิ่ง กำชับลูกพรรคให้อยู่โยงเฝ้าสภาและห้ามแถวแตกเด็ดขาด เพื่อไม่ให้ฝ่ายอื่นใช้เป็นข้ออ้างในการเขี่ยเพื่อไทยออกจากวงโคจรอำนาจบริหาร

การปฏิสัมพันธ์ของสามก๊ก "หนู-นัส-หนิม" จึงเป็นการ คานอำนาจซึ่งกันและกัน "หนู"อาศัย"นัส"มากดดัน"หนิม" ขณะเดียวกัน"หนิม"ก็ต้องแสดงท่าทีอ่อนน้อมเพื่อรักษาสถานะ อีกทั้งสายใยระหว่าง "หนู-นัส" ก็มีความซับซ้อน เพราะในอนาคตฐานเสียง สส. เขตของบ้านเขียวและสีน้ำเงิน ย่อมต้องทับซ้อนและแข่งขันกันเองในสนามเลือกตั้ง

ฝ่ายค้านไร้พลัง พรรคเล็กหมดราคา

มติ 338 ต่อ 144 เสียง ไม่เพียงแต่จัดระเบียบความสัมพันธ์ภายในขั้วอำนาจรัฐบาลเท่านั้น แต่ยังก่อให้เกิดผลกระทบลูกโซ่ที่ทำลายดุลอำนาจของกลุ่มการเมืองอื่นอย่างรุนแรง

ประการแรก บทบาทของ "พรรคฝ่ายค้าน" ถูกลดทอนความน่าเชื่อถือและประสิทธิภาพในการตรวจสอบลงอย่างมาก ตัวเลข 144 เสียงสะท้อนความอ่อนแรงและขาดเอกภาพ 

การที่พรรคกล้าธรรมซึ่งมีสถานะเป็นฝ่ายค้านกลับเทคะแนนให้รัฐบาลเกือบทั้งหมด ประกอบกับการพบ "งูเห่า" ข้ามขั้ว เช่น สส. พรรคประชาชนที่โหวตสวนมติพรรค ยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่าฝ่ายค้านไม่สามารถสร้างพลังต่อรองที่เข้มแข็งพอที่จะกดดันให้รัฐบาลปรับปรุงหรือทบทวนการจัดสรรงบประมาณได้

ขณะเดียวกันยุคทองของ "พรรคเล็กพรรคน้อย" ได้ปิดฉากลงอย่างแท้จริง ในอดีตกลุ่มพรรคการเมืองขนาด 1-2 ที่นั่งมักมีอำนาจต่อรองสูงในศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือการโหวตกฎหมายงบประมาณ โดยใช้ยุทธวิธีรวมกลุ่มเพื่อเรียกรับการจัดสรรผลประโยชน์

แต่เมื่อรัฐบาลสร้างเสถียรภาพตัวเลขทะลุ 300 เสียงอย่างมั่นคง แถมยังมีพรรคกล้าธรรมทำหน้าที่เป็น "กันชนสำรอง" เสียงของพรรคเล็กจึงแปรสภาพเป็นเพียง "คะแนนส่วนเกิน" ที่ไม่มีน้ำหนักในการต่อรองเก้าอี้หรือผลประโยชน์เชิงนโยบายอีกต่อไป

การผ่านร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น 338 เสียง นับเป็นชัยชนะทางยุทธวิธีของพรรคภูมิใจไทย 

ค่ายสีน้ำเงิน สามารถแสดงความแน่นปึกของเสียงในสภา สลายพลังการต่อรองของพรรคฝ่ายค้านและกลุ่มพรรคเล็ก พร้อมทั้งใช้ไพ่ พรรคกล้าธรรม สยบความเคลื่อนไหว พรรคเพื่อไทย

อย่างไรก็ดี การเมืองไทยยังคงตั้งอยู่บนความเปราะบางของ "ศึก 3 ก๊ก" ที่พร้อมจะพลิกผันได้ตลอดเวลา 

ด่านทดสอบสำคัญคือ มติ กกต. 14 กันยายนนี้ ในคดีฮั้ว สว. ว่ามติจะออกมาอย่างไร ? ซึ่งอาจเป็นจุด "ปรับดุลอำนาจ" ที่นำมาสู่การ "จัดขั้วอำนาจ" อีกครั้ง ก็เป็นได้

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์