ย้อน 'ทายาทการเมือง' จาก 'พ่อ' สู่ 'ลูก' ระบอบ 'ทหาร-บ้านใหญ่-ตระกูลใหญ่'

23 มิ.ย. 2569 - 17:53

  • ย้อนชะตากรรม "ทายาทการเมืองไทย" เมื่อ "อำนาจ-สายเลือด-บารมีพ่อ" ไม่ใช่ยันต์กันภัย หากก้าวพลาด-ปรับตัวไม่ทัน "มรดกอำนาจ-บารมี" อาจพังทลายในพริบตา

ย้อน 'ทายาทการเมือง' จาก 'พ่อ' สู่ 'ลูก' ระบอบ 'ทหาร-บ้านใหญ่-ตระกูลใหญ่'

บนกระดานการเมืองไทยที่เต็มไปด้วยความผันผวน มีสิ่งหนึ่งที่ยังคงทนทานต่อกาลเวลานั่นคือ "การส่งต่ออำนาจผ่านสายเลือด" จากรุ่นพ่อสู่รุ่นลูก ไม่ว่าจะเป็นการสืบทอดในฐานะ ผู้รับมรดกทางอุดมการณ์ หรือ ผู้พยุงบารมีของตระกูล เพื่อความอยู่รอดทางการเมือง 

หากถอดรหัสเส้นทางชีวิตของทายาทจากตระกูลดัง ตั้งแต่ยุคเผด็จการทหารเบ่งบาน  ไปจนถึงยุคทุนการเมืองสมัยใหม่-บ้านใหญ่ จะพบว่า "จุดเริ่มต้น" ของแต่ละคนมักโรยด้วยกลีบกุหลาบ ทว่า "จุดสิ้นสุด" หรือสถานการณ์ปัจจุบันกลับเผชิญชะตากรรมที่ต่างกันลิบลับ ราวกับเป็นสัจธรรมทางการเมืองที่ไม่มีอะไรแน่นอน

พ.อ.ณรงค์ กิตติขจร ทายาท ขุนศึกทหาร 

ประวัติศาสตร์การเมืองไทยยุค 2510 บันทึกความเกรียงไกรของ ตระกูลกิตติขจร ผ่าน พ.อ.ณรงค์ กิตติขจร บุตรชายของ จอมพลถนอม กิตติขจร และบุตรเขยของ จอมพลประภาส จารุเสถียร 

พ.อ.ณรงค์ เริ่มต้นเส้นทางการเมืองอย่างเป็นทางการในตำแหน่ง "รองเลขาธิการคณะกรรมการติดตามการปฏิบัติราชการ" (ก.ต.ป.) ซึ่งทำหน้าที่สอดส่องและควบคุมข้าราชการอย่างทรงอิทธิพล ทว่าจุดจบของการครองอำนาจรัฐมาถึงอย่างรวดเร็วในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เมื่อกระแสธารประชาธิปไตยขับไล่รัฐบาลทหาร ส่งผลให้เขาต้องลี้ภัยออกนอกประเทศในฐานะหนึ่งใน "3 ทรราช" 

"ไกรศักดิ์" กับทีมทำงาน "บ้านพิษณุโลก"

ในฝั่งของ ตระกูลชุณหะวัณ - ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ หรือ "อาจารย์โต้ง" ทายาท พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ มีจุดเริ่มต้นที่ฉีกแนวจากทหารแบบดั้งเดิม โดยก้าวสู่การเมืองในตำแหน่ง "ทีมคณะที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี" หรือ ทีมที่ปรึกษาบ้านพิษณุโลก ในปี 2531 ร่วมผลักดันนโยบายเศรษฐกิจระดับประเทศ 

แต่ก็ต้องหมดบทบาทอำนาจบริหารลงหลังจากที่ พล.อ.ชาติชาย ผู้เป็นบิดาถูกรัฐประหาร ต่อมา ไกรศักดิ์ ได้ดำรงตำแหน่ง สว.นครราชสีมา , รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และย้ายบทบาทไปเคลื่อนไหวในภาคประชาสังคมและสิทธิมนุษยชน จนกระทั่งถึงแก่อนิจกรรมในปี  2563

"วราวุธ" ทายาท "มังกรสุพรรณ"

เมื่อลมเปลี่ยนทิศสู่ยุคพรรคภูมิภาคและการเมืองแบบ "บ้านใหญ่" วราวุธ ศิลปอาชา ทายาทมังกรสุพรรณ บรรหาร ศิลปอาชา เริ่มต้นทำงานการเมืองเป็น สส. สุพรรณบุรี สมัยแรกในปี 2544 ต่อมาได้ดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ในปี 2551

แม้จะเผชิญมรสุมยุบ พรรคชาติไทย และถูกตัดสิทธิทางการเมือง แต่เขาก็สืบทอดอำนาจต่อจนได้เป็น หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา อย่างไรก็ตาม สถานะปัจจุบันของวราวุธสะท้อนความยืดหยุ่นทางการเมือง โดยเขาได้ย้ายไปสังกัดพรรคภูมิใจไทย และดำรงตำแหน่งเป็น "รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม" ในคณะรัฐมนตรี อนุทิน 2

"ไชยชนก" กับ บารมีลูก "ครูใหญ่บุรีรัมย์"

เช่นเดียวกับ ไชยชนก ชิดชอบ ทายาทรุ่นที่ 3 ของค่าย หลานชาย ชัย ชิดชอบ และ บุตรชาย เนวิน ชิดชอบ แห่ง บ้านใหญ่บุรีรัมย์ ชายหนุ่มผู้เคยนิยามตัวเองว่า "เด็กบ้านนอก" และหันหลังให้การเมืองในตอนแรก ได้เริ่มต้นเข้าสู่ถนนการเมืองในตำแหน่ง "สส.บุรีรัมย์ เขต 2" จากการเลือกตั้งปี 2566 

ก่อนจะพุ่งทะยานขึ้นเป็นเลขาธิการพรรคภูมิใจไทยในปี 2567 และก้าวขึ้นสู่สถานะปัจจุบันในตำแหน่ง "รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม" ตั้งแต่ 19 ก.ย. 2568 เป็นต้นมา

ทายาท "ชินวัตร-วงศ์สวัสดิ์"

การส่งต่ออำนาจในซีกขั้วการเมืองพรรคเพื่อไทยเต็มไปด้วยการต่อสู้เชิงกฎหมายที่รุนแรง แพทองธาร ชินวัตร บุตรสาวของ ทักษิณ ชินวัตร เริ่มต้นอย่างเป็นทางการในฐานะ "ประธานที่ปรึกษาด้านการมีส่วนร่วมและนวัตกรรม พรรคเพื่อไทย" 

ก่อนจะขึ้นสู่ตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และก้าวไปเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 31 ทว่าจุดจบของบทบาทผู้นำประเทศมาถึงอย่างรวดเร็วเมื่อ 29 สิงหาคม 2568 ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จากกรณี คลิปเสียงสนทนากับ "ฮุน เซน"

ในขณะที่ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ บุตรชายอดีตนายกฯ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ และ เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ มีจุดเริ่มต้นจากการเป็น “สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย” ในปี 2569 และเป็น แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย

สถานะปัจจุบันของ ยศชนัน คือการก้าวขึ้นมาเป็น "รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม" ใน คณะรัฐมนตรีอนุทิน 2 

เมื่อพิจารณากลุ่มทายาทการเมืองจากรุ่นพ่อสู่รุ่นลูก จะเห็นว่าการส่งต่ออำนาจผ่านสายเลือด ไม่ได้เป็นเครื่องรับประกันเสถียรภาพเสมอไป ทายาทที่เน้นการเมืองแบบ "บ้านใหญ่" และมีพรรคการเมืองที่ยืดหยุ่น ในการร่วมรัฐบาลอย่าง พรรคภูมิใจไทย เช่น วราวุธ และ ไชยชนก มักจะสามารถรักษาสถานะและเติบโตในอำนาจรัฐได้ต่อเนื่อง 

ในทางตรงกันข้าม ทายาทของตระกูลการเมืองขนาดใหญ่ ที่เผชิญหน้ากับความขัดแย้งเชิงโครงสร้างสูง เช่น แพทองธาร ชินวัตร กลับพบจุดจบทางการเมืองในบทบาทผู้นำประเทศอย่างรวดเร็วจากกลไกตรวจสอบทางกฎหมาย

ดังนั้นชะตากรรมทายาทการเมือง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับ "บารมีของพ่อ" ที่ทิ้งไว้ให้เพียงเท่านั้น แต่ยังขึ้นอยู่กับความสามารถในการรักษา "สมดุลเชิงอำนาจ-การปรับตัว" เพราะหากก้าวพลาดเพียงก้าวเดียว "มรดกอำนาจ-บารมี" ที่ตระกูลสร้างมา อาจพังทลายในพริบตา

อ้างอิง

thepeople / ch3plus / mgronline / thansettakij / matichon / parliament / parliamentwatch / thairath / pptvhd36 / siamrath / thaipbs /

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์