อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานมอบนโยบายในการประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) การขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านความมั่นคงตามนโยบายรัฐบาล โดยมีปลัดกระทรวงมหาดไทย ผู้บริหารกระทรวงมหาดไทย ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ผู้ว่าราชการจังหวัด 76 จังหวัด ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด 76 จังหวัด (ผบก.ภ.จว.) ตำรวจท่องเที่ยว กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ผู้บริหารกรุงเทพมหานคร ผู้บริหารเมืองพัทยา และหน่วยงานด้านความมั่นคง เข้าร่วมในการรายงานถึงบทบาทของหน่วยงานในการขับเคลื่อนงานด้านความมั่นคง
นายกฯ กล่าวมอบนโยบายว่า วันนี้พวกเรา ซึ่งประกอบไปด้วยหน่วยงานทางด้านปกครอง ด้านความมั่นคงและและตำรวจร่วมกัน ณ ที่นี้ก่อนกล่าวคำว่า ยินดีต้อนรับสู่ทำเนียบรัฐบาลของพวกเราท่านคงเห็นว่า ทำไมเราไม่ไปประชุมตามศูนย์ประชุมต่างๆ อยากให้ท่านได้เห็นว่านี่คือสิ่งที่เป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลและการปฎิบัติทั้งหลายและความร่วมมือจะต้องเกิดขึ้นที่ศูนย์กลางของการบริหารราชการแผ่นดินคือทำเนียบรัฐบาลแห่งนี้ รู้สึกยินดีมากที่ได้เห็นความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน 2 หน่วยงานหลัก คือ กระทรวงมหาดไทย (มท.) และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.)ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งจากกองทัพ กระทรวงยุติธรรมและหน่วยงานอิสระต่างๆวั นนี้เราได้จัดให้มีการประชุมเชิงปฏิบัติการหรือเวิร์กชอป เพื่อขับเคลื่อนงานด้านความมั่นคงตามนโยบายของรัฐบาล เพราะหน่วยงานที่เราสังกัดทั้งหมดต่างเป็นองค์กรที่มีขนาดใหญ่และมีศักยภาพสูง ซึ่งหากเราเชื่อมหรือบูรณาการการทำงานได้เป็นอย่างดีแล้ว สิ่งที่จะสะท้อนออกมาคือความมั่นคงและความปลอดภัยของประชาชนชาวไทยปัจจุบัน
นายกฯ กล่าวต่อว่า ปัจจุบันสถานการณ์ความมั่นคงมีความซับซ้อนและมีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว รัฐบาลจึงมีนโยบายในการส่งเสริมความมั่นคงของประเทศให้ปราศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบไม่ว่าจะเป็นภัยคุกคามจากภายในประเทศหรือนอกประเทศ ทางกระทรวงมหาดไทยและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตลอดจนกระทรวงยุติธรรมและหน่วยงานความมั่นคงถือเป็น 4 เสาหลัก ในการรักษาความมั่นคงภายในประเทศ จึงขอมอบแนวทางการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านความมั่นคง เพื่อให้องค์กรและหน่วยงานในสังกัดได้ทำงานร่วมกันอย่างมีเอกภาพ ด้านการป้องกันขอให้กระทรวงมหาดไทยและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมกันในการบริหารราชการ เรามีผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดขอให้ทำงานในลักษณะทีมจังหวัดอย่างใกล้ชิด แลกเปลี่ยนข้อมูลและวางแผนเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง โดยใช้กลไกในพื้นที่มีกำนัน ผู้ใหญ่บ้านและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.)เป็นเครือข่ายในการเฝ้าระวังและสร้างภูมิคุ้มกันให้กับประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งภันยาเสพติด อาชญากรรมทางเทคโนโลยี และภัยจากผู้มีอิทธิพลที่คอยข่มเหงรังแกประชาชน ทั้งสองท่านต้องทำงานอย่างจริงจัง อย่าทำเป็นพลุตะไล มีเหตุการณ์เกิดขึ้นมา มีกระแส มีข่าวแล้วเราไปตอบสนองเป็นครั้งๆ อยากให้ทุกท่านได้วางแผนล่วงหน้าในการปราบปรามและป้องกันอาชญากรรมเหล่านี้อย่างมั่นคง และยั่งยืนและมีความต่อเนื่อง
นายกฯ กล่าวอีกว่า รวมถึงมีการปลูกจิตสำนึกว่าหน้าที่ของเราคือดูแลประชาชนความรู้สึกของพวกเราคือต้องห่วงใยประชาชน และความรู้สึกเจ็บปวดที่ได้เห็นประชาชนถูกรังแกและถูกคุกคาม ถ้าเราสำนึกเช่นนี้ การร่วมมือร่วมใจและการปฎิบัติงานก็จะทำให้เกิดความผาสุก บำบัดทุกข์ บำรุงสุขสโลแกนของกระทรวงมหาดไทย และสโลแกนพิทักษ์สันติราษฎร์ ของตำรวจ ขอเพิ่มนิดเดียว พิฆาตยาเสพติด และพิชิตอันธพาล ทั้ง 4 เป้าหมายที่ได้กล่าว ขอให้ถือเป็นเป้าหมายหลักที่พวกเราจะร่วมงานกัน เพื่อให้ประชาชนได้มีความสุข และพื้นที่เสี่ยงเขตเศรษฐกิจต้องสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้นักท่องเที่ยวทั้งประเทศในประเทศและต่างประเทศ
นายกฯ กล่าวต่อว่า ขอให้เพิ่มความเข้มข้นในการประเมินอาชญากรรมทุกประเทศไม่ว่าจะภายในประเทศหรือนอกประเทศ และการกระทำผิดทุกเรื่องให้สอบสวนสืบสวน ขยายผลไปถึงผู้บงการและเครือข่ายรายใหญ่และเร่งดำเนินการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีอย่างจริงจัง เช่น คอลเซ็นเตอร์ เว็บพนันออนไลน์จะต้องมีการจับกุมและต่อเส้นทางการเงินอย่างเด็ดขาด ส่วนมาตรการเชิงรุกจะต้องปราบปรามผู้มีอิทธิพลอาวุธปืน ซึ่งเรื่องนี้ขณะนี้กระทรวงมหาดไทยมีคำสั่งไม่ให้บุคคลทั่วไป การพกพาวุธปืนถือว่าเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย ตั้งแต่เป็นรมว.มหาดไทย เจ้าพนักงานของรัฐสามารถพกพาอาวุธในการปฎิบัติหน้าที่เท่านั้น หากพบจะต้องจับผิดกฎหมาย ไม่มีเหตุผลใดq ที่คนไทยต้องพกพาอาวุธปืนออกไปป้องกันตัวเอง คนที่จะป้องกันคนไทยคือพวกเรา ไม่ต้องให้เขาไปถือปืน ใครถือปืนจะมั่นใจเป็นพิเศษและใจจะร้อนผิดปกติ ท่านนึกสภาพ ถ้าเกิดมีการดวลกันระหว่างประชาชน ที่นี่ไม่ใช่บ้านป่าเมืองเถื่อน ที่นี่เป็นประเทศที่มีความศรีวิไลซ์และมีวัฒนธรรม ซึ่งสิ้นเดือนก.พ.ปีหน้าจะหมดก็ยังจะต่อไปอีกว่า ห้ามประชาชนพกปืน เพราะคงไม่มีรัฐบาลชุดไหน ที่ห้ามประชาชนพกปืนแล้วกลับมาให้ประชาชนพกปืนอีก ขอให้ยึดหลักนี้ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย
“พวกอยู่เหนือกฎหมาย มักจะเป็นโรคความจำเสื่อมเวลาพวกท่านไปดำเนินการจับกลุ่ม จัดการเขาจะชอบถามว่า คุณรู้ไหมว่าผมเป็นใคร ในเมื่อมันยังไม่รู้ว่ามันเป็นใคร ท่านก็ไม่ต้องรู้ว่ามันเป็นใคร ก็จัดการ ปราบปรามให้สิ้นซาก คนความจำเสื่อม ถ้าเป็นความจำเสื่อมจากสภาพทางกาย เราดูแลเขา แต่ถ้าความจำเสื่อม แล้วยังมาคุกคามมาทำผิดกฎหมาย มาข่มเหงรังแกพี่น้องประชาชนของเรา คนเหล่านี้ไร้ค่าและต้องจัดการอย่างจริงจัง ให้เขาทบทวนความจำในคุกรับรองว่า เขาจะจำได้หมดว่าเขาจะทำอะไรมาบ้าง และเขาคงจะต้องรู้สึกเสียใจในสิ่งที่เขาได้ทำ”
— นายกฯ กล่าว
นายกฯ กล่าวอีกว่า ไม่ได้คาดหวังว่าจะเกิดวันนี้ วันพรุ่งนี้ แต่ถ้าเราค่อยๆ เริ่มตีขนาบเข้าไป เริ่มจากการเห็นว่าผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด เริ่มคุยกันแล้วประชุมวางแผนกันแล้วจูงมือกันลงตรวจตามพื้นที่
“ท่านคิดว่า ไอ้พวกอันธพาล พวกคนทำผิดกฎหมาย พวกนักเลงมันจะอยู่รอท่านหรอ มันไม่น่าเกิดขึ้น ผมโชคดี ที่ได้มาทำงานร่วมงานกับท่าน สิ่งที่ผมมั่นใจและถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็ก เป็นลูกเขยตำรวจเก่า เชื่อมั่นในฝีมือ ในศักยภาพของฝ่ายความมั่นคงของประเทศนี้ ผมไม่รู้เป็นอะไร เห็นพวกท่านตั้งใจที่จะทำเรื่องต่างๆ ที่ก่อให้เกิดความสงบสุขประเทศแล้ว ผมไม่ค่อยมีความรู้สึกว่าท่าทางจะล้มเหลว ไม่มีเลย มีแต่ความมั่นใจว่าเรียบร้อย เดี๋ยวจัดการได้ เดี๋ยวก็ขยายผลได้ เดี๋ยวก็ถึงตัวผู้บ่งการ ผมจะโชคดีที่เข้ามาในช่วงที่พวกเราทุกคนทำงานโดยยึดมั่นในเรื่องของผลงานเป็นเป้าหมายหลัก”
— อนุทิน กล่าว
อนุทิน กล่าวว่า โชคดีที่เข้ามาในช่วงที่พวกเราทุกคนทำงานโดยยึดมั่นผลงานเป็นเป้าหมายหลัก การตรวจสอบมีความล้ำหน้าทางเทคโนโลยี การสื่อสาร เป็นข่าวก็เป็นกรอบที่ทำให้เราต้องเดินไปในกรอบนั้น เพราะสิ่งเราทำจะให้คนได้รับรู้ในระยะเวลาอันสั้น และมีการคอมเมนต์ อะไรมากมายที่คอยกำกับ ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีเป็นการรับฟังคำวิพากษ์วิจารณ์ และคำแนะนำของประชาชน ซึ่งรัฐบาลชุดนี้ได้ดำเนินการมาโดยตลอด เราปรับปรุงประสิทธิภาพและดำเนินการเป็นขั้นตอน ทุกฝ่ายต้องคุยกัน จะทำให้ตอบสนองและดำเนินการในลักษณะที่เป็นขั้นตอน ลำดับชั้นจะเกิดขึ้น หากวางแผนได้เช่นนี้ ทุกระดับจะมีความรับผิดชอบเกิดขึ้นและสามารถช่วยแก้ไขปัญหาได้
อนุทิน กล่าวว่า ตอนนี้อาชญากรรมมีทั้งในประเทศและต่างประเทศ และมีการผสมทั้งคนในและคนนอกประเทศ เช่นธุรกิจนอมินี เป็นนายหน้า มั่นใจว่า ไม่เกินความสามารถของพวกท่าน ไม่ได้เผื่อแม้ตารางนิ้วเดียวว่า พวกท่านจะทำไม่สำเร็จ เราต้องไม่ให้คนคนต่างชาติมาข่มเหงคนในบ้านเรา ฉันใดก็ฉันนั้น ถ้าเราอยู่ในบ้าน แล้วมีคนนอกบ้านเดินเข้าไปในครัวบ้าน ไปสั่งคนในบ้านเราให้ทำนู่นทำนี่ก็คงไม่มีใครพอใจ นี่เป็นประเทศของเรา เราต้องดูแลประชาชน ให้ความสำคัญกับเขาเหนือสิ่งอื่นใด
“ผมให้ขอความมั่นใจ ท่านไม่ต้องกังวลเรื่องของการเมือง วันนี้ท่านได้รับนโยบายจากรัฐบาลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ผมให้คำยืนยันเลยว่า จะไม่มีรัฐมนตรีท่านไหนบอกว่า ฟังนายกฯ พูดไปแล้ว แล้วไม่ต้องทำตาม ตรงนี้พวกพวกผม ตรงนี้พี่น้องผม ท่านลุยได้เลย เพราะผมเปิดโหมดไว้ให้ท่านเรียบร้อยแล้ว คือโหมดปิดชื่อถือพฤติกรรม ถ้าท่านรู้สึกว่าตรงนี้จะไปโดนใคร ก็ไม่ต้องไปดูชื่อ ไม่ต้องบอกผม เอาพฤติกรรมมาเรื่อยๆ ก็จะมาถึงจุดที่เราช่วยเหลือเขาไม่ได้ แล้วตรงนี้ทำได้หรือไม่ ซึ่งผมทำมาแล้ว ในเมื่อผมดูแลรับผิดชอบการบริหารราชการแผ่นดิน ผมยังต้องไม่ทำสิ่งเหล่านี้ หากมีคนอื่นมาสั่งท่าน มาขอท่าน ก็ถือว่าเป็นคำขอหรือคำสั่งที่ไม่ชอบ ในเมื่อมันเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบก็ไม่ต้องปฏิบัติ”
— นายกฯ กล่าว
อนุทิน กล่าวว่า ท่านทั้งหลายที่อยู่ในห้องนี้ เวลาเราไม่อยู่บนเวที หรือในห้องประชุมเราเรียกกันว่าพี่ทั้งนั้น ในห้องนี้คือพี่คือน้อง ใครทำอะไรให้รู้สึกอึดอัดใจ ท่านก็รู้ว่า อนุทินเข้าถึงง่ายอยู่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องที่เป็นงานของท่าน และทำให้ท่านต้องมีความลำบากใจ ถ้าเป็นงานที่ท่านทำตามนโยบายของอนุทิน อนุทินพร้อมที่จะรับฟังและให้แนวทางและรับผิดชอบร่วมกับท่านในเรื่องของการบำบัดทุกข์บำรุงสุข พิทักษ์สันติราษฎร์ พิฆาตยาเสพติด พิชิตอันธพาล ทั้งนี้ในการช่วยเหลือเยียวยาดูแลประชาชน กระทรวงมหาดไทยใช้กลไกศูนย์ดำรงธรรมและหน่วยงานในพื้นที่เป็นช่องทางหลักในการรับเรื่อง แก้ไขปัญหาที่ประชาชนได้เข้าถึงอย่างรวดเร็วเป็นธรรมและตรวจสอบได้
อนุทิน กล่าวว่า คดีไหนที่มีความลึกลับซับซ้อน มีความพิเศษ ต้องใช้ความสามารถรอบด้านเราก็มีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เรามีครบอยู่แล้ว ท่านทำเถอะ ตอนนี้จะเข้าเดือน 6 แล้วถึงแม้ฝนจะตกพรําๆ 2-3 เดือนนี้รู้กัน เดือนก.ย.นี้ก็จะรู้ว่า ท่านเหมาะสมที่จะอยู่ตรงนี้หรือไม่ เราต้องรับผิดชอบร่วมกันไม่มีปัญหา ถ้าใครทำได้ดี ผลงานก็จะฟ้องออกมา ใครตั้งใจทำใครร่วมมือกัน ผลงานก็จะฟ้องออกมาเห็นได้ชัด สิ่งที่ดีที่สุดคือประชาชนจะชื่นชมในผลงานของท่านในการทำงานของท่าน
อนุทิน กล่าวว่า วันนี้อนุทินเคลียร์หมดทุกคิว ก็หวังว่า ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้การ จะเคลียร์ เราต้องทำงานในรูปแบบใหม่ ไม่ใช่ประธานออกไปก็หายหมด วันนี้อนุทินก็อยู่กับท่าน นั่งฟัง นั่งคุย เป็นรูปแบบการทำงานร่วมกัน ทุกคนสามารถเดินข้ามโต๊ะรับรับฟังกัน พอเที่ยงก็กินข้าวด้วยกัน บ่ายก็สรุปกัน วันพรุ่งนี้ก็ดำเนินการให้มันรู้ไปว่า จะไม่มีอะไรออกมาจากการระดมสมองของพวกเราทุกคนที่มาอยู่ในห้องประชุมในวันนี้ มันเป็นไปไม่ได้ วันนี้ต้องเกิดสิ่งที่เป็นเป็นประโยชน์ให้กับประชาชน
“ผมในฐานะรัฐบาล มีความมั่นใจเป็นอันมากในประสิทธิภาพการทำงานของพวกทุกคน ผมอาจจะไม่มั่นใจว่า ใครจะวอกแวกหรือเปล่า แต่เรื่องฝีมือขอให้เชื่อมั่นว่า ท่านเป็นยอดฝีมือทุกคน ถ้าตัดความวอกแวกออกไป เรานึกถึงประชาชนก่อน มีผลงานก็จะเป็นอานิสงส์ที่จะทำให้เราทำงานร่วมกันได้อย่างมีความสุข มีความเต็มใจที่จะเห็นบ้านเมืองพัฒนาไปในทิศทางที่ดี ก็หวังว่าพวกเราทุกคน จะแลกเปลี่ยนความมั่นใจซึ่งกันและกัน สิ่งที่ทำ ถ้าทำด้วยเจตนาที่บริสุทธิ์ ถ้าจะมีอะไรขึ้นมา ทุกท่านก็รู้สไตล์การทำงานของรัฐบาลชุดนี้ดี รับแทนหมดไม่มีโยน ถ้าท่านทำล้มเหลวก็คือความล้มเหลวของรัฐบาลเช่นกัน ฉะนั้นเราไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากบันดาลความสำเร็จให้เกิดขึ้น เพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชนอย่างจริงจัง เราจะทำงานด้วยกันอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นที่พึงพอใจของประชาชนทุกคนที่เป็นเจ้านายของเรา”
— อนุทิน กล่าว
ทั้งนี้ ในช่วงบ่ายมีการแบ่งกลุ่มการประชุมเชิงปฏิบัติการ(Workshop) เพื่อรับฟังข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะเพื่อกำหนดแนวทางในการขับเคลื่อนการดำเนินงาน แบ่งเป็น 4 กลุ่ม 1.ภาคกลาง (รวมภาคตะวันออก ภาคตะวันตก) 2.ภาคใต้ 3.ภาคอีสานและ 4.ภาคเหนือ โดยมีประเด็นการอภิปราย 9 ประเด็น 1.การบุกรุกที่ดินสาธารณะ 2.อาชญากรรมทางเทคโนโลยี 3.ธุรกิจที่ใช้คนไทยเป็นตัวแทนแบบอำพราง 4.ยาเสพติด 5. การฟอกเงิน 6.ผู้มีอิทธิพล 7.หนี้นอกระบบ 8.ความปลอดภัยนักท่องเที่ยว และ 9.การเชื่อมโยงฐานข้อมูลด้านความมั่นคง




