เไข่มุกอันดามัน จ.ภูเก็ต ไม่ใช่เพียงจุดหมายปลายทางระดับโลกของนักท่องเที่ยวเท่านั้น หากแต่ในมิติทางการเมือง-เศรษฐกิจ จ.ภูเก็ต คือ "ขุมทรัพย์ทะเลใต้" ที่พรรคการเมืองทุกค่ายต่างหมายปอง
ด้วยมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาล การสะพัดของเม็ดเงินข้ามชาติ และปัญหาเชิงโครงสร้างที่ซับซ้อนเรื้อรัง ไม่ว่าจะเป็นการบุกรุกที่ดินสาธารณะ ชายหาด ป่าสงวน ไปจนถึงขบวนการ "นอมินีต่างชาติ" ที่เข้ามาถือครองอสังหาริมทรัพย์และดำเนินธุรกิจทับซ้อนกับคนท้องถิ่น
ในช่วงที่ผ่านมา กระทรวงมหาดไทย ภายใต้การนำของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย "รัฐมนตรีลูกเทพ" ได้เปิดปฏิบัติการจัดระเบียบสังคมและทลายเครือข่ายผู้มีอิทธิพลอย่างหนัก
ทั้งการลงพื้นที่ตรวจค้นโรงแรมเถื่อน ยึดคืนที่ดินชายหาด ตลอดจนการกวาดล้างขบวนการนอมินีฮุบที่ดินมูลค่าพันล้าน
แต่บรรยากาศความตึงเครียดทางการเมืองยิ่งขมวดเกลียวเข้มข้นขึ้น เมื่อกระแสข่าวเรื่องนอมินีต่างชาติไม่ได้หยุดอยู่แค่กลุ่มทุนสีเทา แต่กลับลามไปถึงตัวแทนประชาชน
โดย สมชาติ เตชถาวรเจริญ สส.ภูเก็ต พรรคประชาชน ถูกกล่าวหาว่า มีพฤติการณ์ถือหุ้นและอสังหาริมทรัพย์แทนชาวต่างชาติ ขณะที่เจ้าตัวเปิดเผยว่าพร้อมให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ตรวจสอบเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ใจ
SPACEBAR ย้อนกลับไปมองศึกเลือกตั้ง สส. ภูเก็ต ปี 2569 สมรภูมิพิสูจน์ "กระแสสีส้ม" และ "ภูมิใจไทย" และ "กล้าธรรม" ในพื้นที่ ไข่มุกอันดามัน เป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่วัดพลังกันได้อย่างน่าสนใจ
สมรภูมิแบ่งแยก 'ตัวเมือง-ชานเมือง'
ผลการเลือกตั้ง สส. จังหวัดภูเก็ต ทั้ง 3 เขต ในปี 2569 สะท้อนให้เห็นถึงภูมิทัศน์ทางการเมืองที่มีความขัดแย้งเชิงพื้นที่อย่างเด่นชัด ระหว่างความเป็นพลเมืองในเขตเศรษฐกิจกับวิถีชานเมืองดั้งเดิม
เมื่อเจาะลึกใน เขตเลือกตั้งที่ 1 ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและตัวเมืองภูเก็ต สมชาติ เตชถาวรเจริญ เจ้าของเก้าอี้เดิมจาก พรรคประชาชน สามารถป้องกันแชมป์ไว้ได้ด้วยคะแนน 19,458 คะแนน เบียดเอาชนะ พลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ ผู้สมัครจากพรรคภูมิใจไทย ที่ตามมาด้วยคะแนน 16,875 คะแนน สะท้อนให้เห็นว่ากระแสความนิยมในตัวพรรคประชาชน อย่างเหนียวแน่น ซึ่งเดิม พลอยทะเล สังกัด พรรคประชาธิปัตย์
ขณะที่ เขตเลือกตั้งที่ 2 ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ย่านเศรษฐกิจการท่องเที่ยวหลักอย่างป่าตอง เฉลิมพงศ์ แสงดี จากพรรคประชาชน กวาดคะแนนเสียงอย่างท่วมท้นถึง 24,877 คะแนน ชนะ ษณกร กี่สิ้น จากพรรคภูมิใจไทย ที่ได้ไป 20,405 คะแนน
การรักษาพื้นที่เขต 2 ไว้ได้อย่างมั่นคงชี้ให้เห็นว่า ในย่านธุรกิจการท่องเที่ยวที่ผู้คนต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างและนโยบายเปิดกว้าง กระแสสีส้มยังคงเป็นสัญลักษณ์ทางการเมืองที่ทรงพลัง และยากที่พรรคขั้วเดิมจะตีเจาะเข้าถึง
แต่ ความเปลี่ยนแปลงที่กลายเป็นประเด็นกล่าวขานมากที่สุด กลับเกิดขึ้นในเขตเลือกตั้งที่ 3 ซึ่งครอบคลุมอำเภอถลาง และพื้นที่ชานเมือง โดย อรทัย เกิดทรัพย์ ผู้สมัครจาก พรรคกล้าธรรม ผู้มีดีกรีเป็นพี่สาวของนายกเทศมนตรีตำบลเทพกระษัตรี ได้สร้างปรากฏการณ์ล้มแชมป์เก่าอย่าง ฐิติกันต์ ฐิติพฤฒิกุล จาก พรรคประชาชน ไปได้อย่างถล่มทลาย
ด้วยคะแนนสูงถึง 30,360 คะแนน ต่อ 20,277 คะแนน การปราชัยของพรรคประชาชนในเขตนี้ ถือเป็นจุดสลักสำคัญที่ชี้ให้เห็นขีดจำกัดของกระแสสีส้ม เมื่อต้องเผชิญหน้ากับกลไกการเมืองเรื่องเครือข่ายความสัมพันธ์
ปรากฏการณ์การเลือกตั้งภูเก็ต ปี 2569 สะท้อนให้เห็นว่า จังหวัดเดียวกันไม่ได้หมายความว่าบริบททางการเมืองจะเหมือนกันทั้งหมด
ในเขตเมืองและพื้นที่เศรษฐกิจการท่องเที่ยว (เขต 1 และ เขต 2) พฤติกรรมการลงคะแนนของผู้มีสิทธิเลือกตั้งอิงอยู่กับ "กระแสพรรค" ผู้คนในเขตเมืองมักเปิดรับสารเชิงอุดมการณ์ และต้องการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้าง
ในทางตรงกันข้าม เมื่อขยับออกไปสู่เขตนอกเมืองและพื้นที่เกษตรกรรม ในเขต 3 อำเภอถลาง บริบททางสังคมกลับถูกขับเคลื่อนด้วย "ระบบเครือข่ายอุปถัมภ์" และความผูกพันเชิงพื้นที่
ชัยชนะอย่างเด็ดขาดของ อรทัย เกิดทรัพย์ เป็นผลลัพธ์จากการผนึกกำลังของกลไกการเมืองท้องถิ่นระดับเทศบาลและเครือข่ายตระกูลการเมือง
ผู้คนในเขตนอกเมืองยังคงให้คุณค่ากับผู้แทนที่เข้าถึงง่าย มีฐานในพื้นที่ และพร้อมช่วยเหลือแก้ปัญหาเดือดร้อนฉุกเฉินได้ทันท่วงที มากกว่าการฝากความหวังไว้กับอุดมการณ์การเมืองระดับชาติ
เลือกตั้งภูเก็ต ปี 2569 สะท้อนภาพการเมืองไทย "เมืองท่องเที่ยวระดับโลก" แห่งนี้กลายเป็นสนามทดลองทางการเมืองที่แสดงให้เห็นว่า "กระแสการเมืองยุคใหม่" และ "วัฒนธรรมการเมืองแบบดั้งเดิม" ยังคงดำรงอยู่คู่กันอย่างมีนัยสำคัญ
พรรคประชาชน ได้พิสูจน์แล้วว่าฐานที่มั่นในตัวเมืองยังคงเป็นพื้นที่ที่แข็งแกร่ง ตราบใดที่ ยี่ห้อสีส้ม ยังคงตอบโจทย์ความต้องการของคนรุ่นใหม่และชนชั้นกลางในเขตเมือง
แต่การพ่ายแพ้ในเขต 3 คือ สัญญาณเตือน ว่า การฝากหวังไว้กับกระแสพรรคเพียงอย่างเดียว โดยมองข้ามการสร้าง "เครือข่ายท้องถิ่น" อาจทำให้ป้อมปราการสีส้มถูกทลายลงได้อย่างง่ายดาย
พื้นที่ จ.ภูเก็ต จึงไม่ใช่พื้นที่ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นสมรภูมิที่ต้องสู้กันด้วยทั้งอุดมการณ์ ตัวบุคคล และการเข้าถึงจิตใจผู้คนทุกตารางนิ้ว







