ศึกชิง ปธ. สภา กทม. ทางแพร่ง ปชน. - สมรภูมิ บ้านใหญ่ดั้งเดิม VS ชนชั้นกลางใหม่

1 ก.ค. 2569 - 16:27

  • ตำแหน่งประธานสภาฯ กทม. เป็นตำแหน่งที่สำคัญเพราะคุมทิศทางนิติบัญญัติ ตรวจสอบผู้ว่าฯ และพิจารณางบประมาณ หากอยู่คนละขั้วจะเกิดการแย่งชิงเพื่อคุมอำนาจบริหารเมือง

  • รศ.ดร.โอฬาร เตือนพรรคประชาชน อย่าแลกอุดมการณ์เพื่อแย่งเก้าอี้ประธานสภาฯ ควรทำหน้าที่ฝ่ายค้านตรวจสอบการทุจริตและทลายระบบอากง ซึ่งจะชนะใจคนกรุงได้มากกว่าเล่นการเมืองเก่า

  • รศ.ดร.โอฬาร มองว่า ฐานเสียงเมืองเปลี่ยนไป สภา กทม. จึงต้องเน้นการตรวจสอบอย่างโปร่งใส ไม่เป็นนั่งร้านให้ใคร ขณะที่ฝ่ายบริหารต้องเร่งปฏิรูปโครงสร้างเมืองอย่างยั่งยืน

ศึกชิง ปธ. สภา กทม. ทางแพร่ง ปชน. - สมรภูมิ บ้านใหญ่ดั้งเดิม VS ชนชั้นกลางใหม่

ท่ามกลางสปอตไลต์ทางการเมืองที่มักจับจ้องไปยังเก้าอี้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ทว่าในความเป็นจริง สภากรุงเทพมหานคร หรือ ส.ก. คืออีกหนึ่ง โครงสร้างดุลอำนาจ ที่มีนัยสำคัญยิ่ง ต่อการขับเคลื่อนเมืองหลวงแห่งนี้ 

โดยเฉพาะตำแหน่ง ประธานสภา กทม. ซึ่งเปรียบเสมือนผู้กุมบังเหียนทิศทางนิติบัญญัติของเมือง ในห้วงเวลาที่ดุลอำนาจกำลังเปลี่ยนผ่าน และพรรคประชาชนก้าวเข้ามามีบทบาทด้วยจำนวน ส.ก. ถึง 22 ที่นั่ง เกมช่วงชิงเก้าอี้ประธานสภาฯ และหมุดหมายการทำงานหลังจากนี้จึงกลายเป็นประเด็นร้อนที่ไม่อาจสายตา

SPACEBAR ได้มีโอกาสพูดคุยกับ รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว รองคณบดีคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา วิเคราะห์เจาะลึกถึงโครงสร้างอำนาจสภา กทม. เกมการเมืองเบื้องหลังการแย่งชิงตำแหน่งประธานสภาฯ พร้อมทั้งส่งคำเตือนถึงพรรคประชาชนในการรักษาอุดมการณ์เพื่อชนะใจคนกรุงในระยะยาว

เจาะลึกโครงสร้าง - เกมอำนาจ 'สภาเมืองหลวง'

มิติเชิงโครงสร้างของการเมืองท้องถิ่น ตำแหน่ง ประธานสภา กทม. มีนัยยะสำคัญต่อดุลอำนาจและการบริหารราชการอย่างไรนั้น

รศ.ดร.โอฬาร ชี้ให้เห็นว่าตามหลักการแล้ว สภากรุงเทพมหานครทำหน้าที่เป็นฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งมีภารกิจหลักอยู่ประมาณ 4 ประการที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อฝ่ายบริหาร

การตราข้อบัญญัติ กทม. เป็นเครื่องมือทางกฎหมายชิ้นสำคัญในการบริหารและแก้ไขปัญหาเมือง หากฝ่ายบริหารหรือผู้ว่าฯ เสนอญัตติเข้ามา แต่ฝ่ายสภาฯ ไม่ให้ความร่วมมือ ข้อบัญญัติเหล่านั้นก็ไม่อาจคลอดออกมาบังคับใช้ได้

การพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปี ถือเป็นหัวใจหลักของการปกครองส่วนท้องถิ่น แม้ผู้ว่าฯ จะมาจากการเลือกตั้งโดยตรง แต่ก็ไม่มีอำนาจเบ็ดเสร็จในการจัดสรรและใช้จ่ายงบครองเมืองตามอำเภอใจ เม็ดเงินทั้งหมดต้องเสนอและผ่านความเห็นชอบจากสภา กทม. เสียก่อน

การตรวจสอบถ่วงดุล ถึงแม้โดยกลไกแล้ว สภา กทม. จะไม่สามารถเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจเพื่อถอดถอนผู้ว่าฯ ได้ เนื่องจากต่างฝ่ายต่างมีที่มาจากประชาชนโดยตรง แต่สภาฯ ยังมีเครื่องมือในการตรวจสอบผ่านการเปิด อภิปรายทั่วไปการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อตรวจสอบการทำงาน รวมถึงการตรวจสอบข้อร้องเรียนเรื่องการทุจริตประพฤติมิชอบ หรือกลไกที่เรียกกันว่า "ระบบอากง"

การสะท้อนปัญหาภาคประชาชน เพราะ ส.ก. ทั้ง 50 คน จาก 50 เขต คือตัวแทนสะท้อนปัญหาเชิงพื้นที่ในภาพรวม ไม่ว่าจะเป็นปัญหาน้ำท่วม การจราจร มลพิษ สิ่งแวดล้อม หรือการขาดแคลนสาธารณูปโภค

รศ.ดร.โอฬาร ชวนมองว่า แม้อำนาจการตัดสินใจขั้นสุดท้ายจะอยู่ที่ตัวผู้ว่าฯ กทม. แต่ในเชิงโครงสร้างแล้ว "ระบบนี้ขาดสภาไม่ได้" สิ่งนี้จึงนำไปสู่การแย่งชิงตำแหน่ง ประธานสภาฯ กทม. เพื่อกุมความได้เปรียบในการกำหนดวาระการบริหารราชการกรุงเทพมหานคร 

หากสภาฯ และฝ่ายบริหารอยู่คนละขั้วทางการเมือง โดยหลักการแล้วไม่ใช่ปัญหาในการทำงาน แต่เมื่อผลประโยชน์ทางการเมืองเข้ามาแทรกแซง ต่างฝ่ายต่างพยายามช่วงชิงตำแหน่งนี้ เพื่อสร้างความได้เปรียบให้แก่กลุ่มการเมืองของตน

สมการการเมือง"พรรคประชาชน" และบทเรียนราคาแพงจากพัทยา

จากการที่พรรคประชาชนครองเสียง ส.ก. 22 ที่นั่ง และมีแนวโน้มจับมือกับกลุ่ม ดร.จอห์น (สุรจิตต์ พงษ์สิงห์วิทยา) มองทิศทางการเดินเกมหลังจากนี้อย่างไร ? จะซ้ำรอยความผิดพลาดในอดีตในการเมืองระดับชาติหรือไม่ ?

รศ.ดร.โอฬาร วิเคราะห์ว่าในแง่บวก กลุ่มการเมืองต่าง ๆ ในสภาฯ ค่อนข้างให้เกียรติพรรคประชาชนในฐานะพรรคที่ครองเสียงมากที่สุดถึง 22 ที่นั่ง และหากรวมกับกลุ่ม ดร.จอห์น อีก 2 ที่นั่ง ก็จะเป็น 24 เสียง 

การเปิดทางให้พรรคประชาชนรวบรวมเสียงข้างมากเพื่อเสนอชื่อประธานสภาฯ ถือเป็นมารยาททางการเมืองและเป็นการสร้างบรรทัดฐานที่ดี ทว่าในเกมการเมืองจริงกลับไม่มีอะไรแน่นอน

เมื่อพิจารณาสัดส่วนที่เหลือ หาก กลุ่มคนทำงาน (11 ที่นั่ง) พรรคประชาธิปัตย์ (8 ที่นั่ง) กลุ่มอิสระ (3 ที่นั่ง) และ พรรคเพื่อไทย (4 ที่นั่ง) จับมือกันได้สำเร็จ จะเท่ากับ 26 เสียง 

นี่คือสัญญาณชั้นเชิงทางการเมืองที่สะท้อนว่า กลุ่มการเมืองขั้วเดิม ได้ตกลงร่วมกันเพื่อรักษาเก้าอี้ประธานสภาฯ ไว้ ฝ่ายตรงข้ามเพียงเปิดทางให้พรรคประชาชน ลองรวบรวมเสียงดูก่อนตามมารยาทเท่านั้น

รศ.ดร.โอฬาร ชวนมองต่อว่า แม้กลุ่มคนทำงานจะพยายามประกาศตัวเป็นอิสระและไม่เกี่ยวข้องกับ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ แต่จังหวะก้าวทางการเมืองเช่นนี้ ยิ่งฉายให้เห็นภาพความสัมพันธ์ในเชิงลึกระหว่างผู้ว่าฯ กทม. กับกลุ่มการเมืองดังกล่าวเด่นชัดขึ้น 

ฝ่ายบริหารอาจกำลังกังวลว่า หากปล่อยให้พรรคประชาชนกุมเสียงข้างมากและทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพในการบริหารเมืองหลวง หรืออาจกระทบต่อผลประโยชน์ ที่หลายฝ่ายกำลังจับตาอย่าง "ระบบอากง" จึงมีความจำเป็นต้องช่วงชิงความได้เปรียบเพื่อควบคุมเสียงข้างมากในสภาให้ได้

คำเตือนถึง 'พรรคประชาชน' จงสง่างามด้วย 'การเมืองใหม่'

หากเกิดการหักเหลี่ยมในสภาฯ และพรรคประชาชนต้องสูญเสียตำแหน่ง ประธานสภา กทม. ไป สถานการณ์หลังจากนั้นจะเป็นอย่างไร?

รศ.ดร.โอฬาร ยืนยันว่า ไม่ปั่นป่วน ต่อให้สภา กทม. จะถูกควบคุมโดยขั้วอำนาจเดิม พรรคประชาชนก็ยังคงทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สถานการณ์เช่นนี้ อาจเป็นผลดีด้วยซ้ำในการพิสูจน์ตนเองในฐานะ "เสียงข้างน้อย" ที่ทำหน้าที่ฝ่ายค้านส่วนท้องถิ่นอย่างเต็มภาคภูมิ 

ทั้งการเกาะติดการทำงานของฝ่ายบริหาร การเฝ้าระวังการทุจริตคอร์รัปชัน และการทลาย ระบบอากง หากมีอยู่จริง เพื่อเปิดโปงต่อสาธารณะ การทำหน้าที่เช่นนี้ต่างหากที่จะชนะใจคนกรุงเทพฯ ได้มากกว่าการมุ่งเล่นเกมล็อบบี้เพื่อแย่งชิงเสียงข้างมาก

แกนนำหรือ ส.ก. พรรคประชาชนไม่จำเป็นต้องเดินสายต่อรองกับใคร แม้แต่ กลุ่ม ดร.จอห์น ที่มีเพียง 2 เสียง อาจเพื่อแลกกับตำแหน่ง ประธานกรรมาธิการ เพราะนั่นคือกลวิธีของการเมืองเก่า หากไม่มีใครสนับสนุนเพิ่มเติมก็จงยืนหยัดด้วย 22 เสียงที่มี แล้วทำหน้าที่อย่างเต็มศักยภาพ

หากพรรคประชาชนสามารถรักษามาตรฐานการทำงานที่เข้มข้นเช่นนี้ได้ตลอดวาระ 4 ปี ส.ก. ทั้ง 22 คนจะเป็นหลักประกันความเชื่อมั่น และนำไปสู่การชนะเลือกตั้งอย่างถล่มทลายในสมัยหน้า

ในทางกลับกัน หากเลือกที่จะลงไปคลุกฝุ่นในเกมผลประโยชน์ ความคาดหวังของประชาชนจะพังทลายลงทันที อย่าลืมว่าการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ผู้ออกเสียงรับรู้ว่าผู้สมัครผู้ว่าฯ ของพรรคประชาชน แม้จะมีโพรไฟล์ที่ดี แต่ยังมีข้อจำกัดเรื่องความมุ่งมั่นและความจัดเจน ประชาชนจึงนำความหวังทั้งหมดมาฝากไว้ที่ ส.ก.

มีความกังวลว่า พรรคประชาชนกำลังถลำลึกเข้าสู่กับดักที่ต้องการครอบครองตำแหน่งประธานสภาฯ จนยอมแลกกับหลักการ ซึ่งบทเรียนราคาแพงนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วในการเมืองท้องถิ่นที่เมืองพัทยา ที่ซึ่งพรรคละทิ้งอุดมการณ์ยอมจับมือกับกลุ่มตระกูลการเมืองดั้งเดิม จนถูกประชาชนลงโทษแพ้อย่างย่อยยับ ไม่อยากเห็นคนกรุงเทพฯ ลงโทษพรรคประชาชนซ้ำรอยเดิม หากวันเปิดสภาฯ ต้องพ่ายแพ้ในเกมเก้าอี้ประธานสภา กทม. ก็เพียงถอยกลับมาทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างเข้มข้น 

รศ.ดร.โอฬาร กล่าว

พร้อมชี้ให้สังคมเห็นว่ากลุ่มเสียงข้างมากเข้ามาเพื่อพิทักษ์ระบอบอากงอย่างไร การเดินเกมเช่นนี้จะสร้างคะแนนนิยมได้อย่างสง่างามกว่า

ถอดรหัสคนกรุง สมรภูมิ 'บ้านใหญ่ดั้งเดิม' VS 'ชนชั้นกลางใหม่'

เมื่อพิจารณา ส.ก. หลายคนเป็นคนหน้าเดิมที่เชื่อมโยงกับ "บ้านใหญ่ กทม." โดยเฉพาะจากฝั่งพรรคประชาธิปัตย์และกลุ่มคนก้าวหน้าปรากฏการณ์นี้สะท้อนอิทธิพลของการเมืองเครือข่ายในท้องถิ่นอย่างไร?

รศ.ดร.โอฬาร เผยให้เห็นว่าโครงสร้างประชากรของกรุงเทพมหานครมีความสลับซับซ้อน ในพื้นที่เขตกรุงเทพฯ ดั้งเดิมหรือเขตชั้นใน จะขับเคลื่อนด้วยเครือข่ายตระกูลการเมืองเก่าแก่ ที่ทำงานคลุกคลีกับชุมชนและเครือข่ายในพื้นที่มาอย่างยาวนาน

กลุ่มนี้สามารถควบคุม "คะแนนจัดตั้ง" ในระดับหลักหมื่นได้อย่างเหนียวแน่น ซึ่งฐานเสียงลักษณะนี้มักสังกัดพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ฝั่งธนบุรี

ขณะที่พื้นที่กรุงเทพฯ รอบนอกหรือเขตขยายตัวใหม่ ดุลอำนาจเปลี่ยนไปสู่กลุ่ม "ชนชั้นกลางใหม่" ที่ย้ายเข้ามาตั้งรกราก ซื้อบ้านจัดสรร หรืออาศัยในคอนโดมิเนียม ประชากรกลุ่มนี้ไม่มีความผูกพันเชิงอุปถัมภ์กับตระกูลการเมืองดั้งเดิม พฤติกรรมการลงคะแนนจึงขับเคลื่อนด้วยกระแสการเมืองและอุดมการณ์ หรือมองหาตัวแทนที่จะเข้ามาทำหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ของตนอย่างแท้จริง

สิ่งนี้สะท้อนว่า ในสมรภูมิท้องถิ่น ประชาชนยังคงให้ความสำคัญกับ "ตัวบุคคล" ในแง่ของการดูแลคุณภาพชีวิตมากกว่ากรอบอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย เมื่อเกิดปัญหาในชุมชน เช่น ถนนชำรุด น้ำท่วมขัง หรือปัญหาสาธารณสุข พวกเขาต้องการตัวกลางที่เข้าถึงง่ายและแก้ไขปัญหาได้ทันที ดังนั้น พรรคประชาชนจึงไม่ควรเอาตนเองไปติดกับดักการเมืองเชิงอุปถัมภ์แบบเก่า แต่ต้องพิสูจน์ตนเองผ่านระบบตรวจสอบที่สมบูรณ์แบบ

รศ.ดร.โอฬาร กล่าวต่อว่าในฐานะประชาชนคนหนึ่งที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เขตพระโขนง อยู่ในสถานะประชากรแฝง ย่อมเข้าใจดีว่าความคาดหวังของคนกรุงต่อฝ่ายบริหารนั้นสูงลิ่ว จึงอยากส่งเสียงสะท้อนไปยังผู้ว่าฯ กทม. ให้มุ่งเน้นการปฏิรูปในเชิงโครงสร้างมากกว่าการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าแบบผักชีโรยหน้า เพราะการบรรเทาปัญหาชั่วคราวจะทำให้กรุงเทพฯ วนลูปกลับมาสู่ปัญหารูปแบบเดิมอย่างไม่รู้จบ

นอกจากนี้ ฝ่ายบริหารจำเป็นต้องทำหน้าที่เป็น "ผู้ประสานสิบทิศ" ในการเชื่อมโยงภาคีเครือข่าย ทั้งภาคเอกชน ข้าราชการ รัฐวิสาหกิจ สถาบันการศึกษา และภาคประชาสังคม ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาเมือง เปลี่ยนรูปแบบความสัมพันธ์เชิงอำนาจจากแนวดิ่งดั้งเดิมให้เป็นแนวราบที่เท่าเทียม

ท้ายที่สุด สำหรับฝ่ายนิติบัญญัติ สภา กทม. ต้องทำหน้าที่ของตนเองอย่างตรงไปตรงมา "มีภารกิจหลักในการติดตามตรวจสอบถ่วงดุล ไม่ใช่แปรสภาพตนเองไปเป็นนั่งร้านค้ำจุนอำนาจให้แก่ผู้ใด" และนี่คือกลไกเดียวที่จะสร้างกรุงเทพมหานครที่โปร่งใสและยั่งยืนได้อย่างแท้จริง

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์