ปชน.จวกยับ ‘งบฯ กลาโหม’ ฟาดแรง ‘รัฐมนตรีปีศาจ’ ด้าน ‘บิ๊กดุลย์’ โต้เดือด

1 ก.ค. 2569 - 19:52

  • ‘เอกราช’ อภิปรายงบฯ กระทรวงกลาโหม เปิดประเด็น “ปีศาจกลาโหม”

  • ซัดปัญหา “ทหารผี-ผีวิจัย-รัฐมนตรีปีศาจ” กัดกินงบฯ ประเทศ

  • ‘พล.ท.อดุลย์’ โต้เดือด “ถ้าชั่วคงไม่มีทางมาถึงขั้นนี้” พร้อมแจงปม “เรือดำน้ำ-เรือฟริเกต”

ปชน.จวกยับ ‘งบฯ กลาโหม’ ฟาดแรง ‘รัฐมนตรีปีศาจ’ ด้าน ‘บิ๊กดุลย์’ โต้เดือด

เอกราช อุดมอำนวย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วาระพิจารณาเรื่องด่วน ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท วาระแรก ถึง “งบประมาณของกระทรวงกลาโหม” โดยระบุว่า อยากให้นายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมฟังผมอภิปราย เพราะอยากเห็นคนที่บอกว่า “รักชาติ รักทหาร” ไปจัดการเรื่องนี้ ขอใช้ชื่อเรื่องว่า “ปีศาจกลาโหม” ที่กัดกินกองทัพงบประมาณของประเทศชาติ

ตัวแรกคือ ทหารผี หรือ “ทหารปีศาจ” ใช้เงินกว่า 1,500 ล้านบาทขึ้นเงินเดือนให้กับบุคลากรกระทรวงกลาโหม หากตกถึงมือผู้ปฏิบัติงานอย่างแท้จริงคงไม่มีปัญหา แต่เงินก้อนนี้กลับถูกถ่ายให้กับทหารปีศาจที่ไม่ได้ปฏิบัติงานจริง ส่งผลให้งบประมาณกองทัพมีประสิทธิภาพเป็นภาระแฝง

อย่างไรก็ตาม ในสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา มีรายชื่อผู้ได้รับปรับเงินเดือนหรือบำเหน็จความชอบที่รัฐบาลจะจ่ายตอบแทนความเสียสละให้ผู้ที่ทำงานในพื้นที่เสี่ยงภัย คำนวณเพิ่มเป็นอัตราเทียบเท่าการเลื่อนขั้นเงินเดือน และสามารถคำนวณบำเหน็จบำนาญตอนเกษียณอายุได้ด้วย แต่กลับมีทหารผีที่ไม่ได้ไปราชการชายแดนแต่ได้รับบำเหน็จขึ้นเงินเดือน เจอ 11 ตน ตัวอยู่จังหวัดหนึ่ง ปรากฏชื่ออยู่ตามแนวชายแดน แต่ทหารที่ไปชายแดนจริง ๆ ไม่มีรายชื่อ

จากนั้น เอกราช ได้เปิดคลิปเสียงจากพลทหารที่ยืนยันว่าทหารผีมีอยู่จริง ก่อนจะกล่าวว่า ทหารปีศาจอีกรูปแบบหนึ่งที่บั่นทอนงบประมาณและศักดิ์ศรีของกองทัพ เกิดขึ้นกับพลทหารที่จังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งร้องเรียนผ่านสื่อโซเชียลมีเดียว่ามีการนำพลทหารไปรับใช้นายและถูกยึดบัตร ATM เงินเดือนออกมีคนไปกดทันที แม่ทัพภาคที่ 1 จึงมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา จากการสอบสวนระบุว่ากลัวพลทหารโดนขโมยบัตร จึงเก็บบัตรไว้อำนวยความสะดวก ยืนยันว่าไม่ทุจริต มีการลงทัณฑ์กักขังระดับจ่ากับ ผบ.ร้อย แต่ผู้คุมค่ายไม่โดนอะไรเลย

หากยังทำแบบนี้ใครจะอยากเป็นพลทหารอาสาตามนโยบายรัฐบาล ที่ใช้งบประมาณบุคลากรเพิ่มขึ้น 1,455 ล้านบาทต่อปี โครงการพลทหารอาสาที่วาดฝันไว้จะล่มแน่นอน เพราะไม่มีใครอยากมาเป็นเหยื่อให้ถูกสูบเนื้อสูบหนัง

เอกราช อุดมอำนวย

อย่างไรก็ตาม พลทหารดี ๆ ก็มาบ่นกับผมว่าอยากลาออกไปทำอาชีพอื่น ส่งผลให้รัฐบาลต้องจ่ายเงินเบี้ยหวัดให้กับพลทหารที่ลาออกรวมแล้ว กำลังพลที่ลาออกสะสม 10 ปี 6,000 กว่าคน โดยในปี 68 จ่ายเบี้ยหวัดอยู่ที่ 630 ล้านบาท ดังนั้นรัฐบาลจะต้องปฏิรูปโครงสร้างกำลังพล วิเคราะห์อัตรากำลังที่จำเป็นต่อภารกิจ และทบทวนงบประมาณโครงสร้างบุคลากร

เอกราช กล่าวถึงผีตัวที่สองชื่อว่า “ผีวิจัย” ใช้งบวิจัยไปจบที่โรงงานร้าง ระบุถึงงบวิจัยของสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ 560 ล้านบาท กองทัพเรือ 21 ล้านบาท สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม 44 ล้านบาท รวมกันกว่า 625 ล้านบาท จึงตั้งคำถามว่าเงินเหล่านี้สร้างเทคโนโลยีให้ไทยได้จริงหรือไม่ หลายโครงการใช้ชื่อว่าการวิจัย แต่เมื่อไปดูไส้ในกลับเป็นการซื้อเทคโนโลยีมาจากต่างประเทศ

เมื่อไม่ได้เป็นงานวิจัยจริง ผลผลิตออกมาต่อให้รับรองมาตรฐานกองทัพก็ไม่มีใครใช้ ไม่ซื้อ ไม่อุดหนุนกันเอง ไม่มีคำสั่งผลิต สายการผลิตก็หยุดการผลิต กลายเป็นโรงงานร้าง โรงงานผี เครื่องจักรบางตัวแก่กว่ารัฐมนตรีลูกเทพ ผลิตต่อไม่คุ้ม ขายก็เสียดาย กลายเป็นเศษเหล็กที่ประชาชนต้องช่วยกันจ่าย

เอกราช อุดมอำนวย

จากนั้น เอกราช ได้โชว์ภาพโรงงานร้าง และถามประธานในที่ประชุมว่าเหตุใดถึงขึ้นภาพในสไลด์ไม่ได้ พร้อมกับถามรัฐบาลว่าจะเอาอย่างไรกับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ จะสนับสนุนหรือปล่อยเป็นพิพิธภัณฑ์อุตสาหกรรม เพราะเมื่อประเมินมูลค่าโรงงานและสายการผลิตร้างมีมูลค่าเกือบ 20,000 ล้านบาท ซึ่งรัฐบาลจะต้องอุดหนุนเงินปรับปรุงราว 339 ล้านบาทในปีงบฯ 70 รัฐบาลจะต้องกำจัดโครงการผี ไม่ให้งบกระจัดกระจาย รวมเป็นโครงการเรือธง เมื่อวิจัยแล้วหน่วยงานจะต้องใช้ เพื่อไม่ให้มีโรงงานร้างเพิ่มขึ้นเป็นภาระงบประมาณ

สำหรับผีตัวสุดท้ายคือ “รัฐมนตรีปีศาจ” เขานินทากันว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเป็นทหารบกโดยแท้ แต่ดูเหมือนจะไม่เข้าใจบริบทการบริหารกลาโหมแม้แต่น้อย พยายามผลักดันจัดหาเรือฟริเกตเข้าทางพ่อค้าอาวุธบางราย เขาพูดกันว่ารัฐมนตรีอยากให้เรือฟริเกตเป็นของเด็กชายจากฟากฟ้าเป็นความจริงหรือไม่ กองทัพเรือต้องการให้เรือฟริเกตเป็นไปตามมาตรฐานของ NATO แต่รัฐมนตรีกลับเปิดกว้างรับสเปกของเรือบางประเทศที่เด็กชายจากฟากฟ้าเป็นเอเย่นต์หรือไม่ เมื่อกองทัพเรือไม่สนองนโยบาย จึงไม่มีลายเซ็นของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

รัฐบาลแทรกซึมไปถึง AI สีน้ำเงิน นี่จะเอาเรือฟริเกตสีน้ำเงินด้วยใช่หรือไม่ เมื่อ ทร.ไม่เอา รัฐมนตรีก็งอแงไม่เซ็น

เอกราช อุดมอำนวย

เอกราช กล่าวต่อไปว่า ผมพร้อมฟังเหตุผลถึงการที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมไม่ลงนามซื้อเรือฟริเกตลำที่สอง พร้อมตั้งคำถามว่าทำเพื่อประชาชนหรือทุนสีน้ำเงิน ดังนั้นการยกเลิก MOU 2544 และกระโดดเข้าไปในการเจรจา UNCLOS กองทัพเรือจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเพิ่มศักยภาพในการต่อรองและเจรจา ภารกิจในการปกป้องผลประโยชน์ของชาติไทยทางทะเลกลับถูกรัฐมนตรีตัดงบ

รู้ทั้งรู้ยังทำแบบนี้กับกองทัพเรือ ผมถามตรง ๆ ว่ามีวัตถุประสงค์อะไร หากไม่ได้มีเจตนาทำลายขีดความสามารถของกองทัพเรือ จนถูกมองว่าเป็นรัฐมนตรีปีศาจที่กองทัพเรือสาปส่งลงทะเลอ่าวไทย

เอกราช อุดมอำนวย

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ก่อนที่ เอกราช จะอภิปรายนั้น มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 ซึ่งทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม ได้แจ้งให้สมาชิกตรวจสอบสไลด์นำเสนอ ก่อนส่งให้ฝ่ายโสตฯ เนื่องจากบางเนื้อหามีลักษณะหมิ่นเหม่ ทำให้เจ้าหน้าที่ลำบากใจ

เอกราช ในฐานะผู้อภิปราย ติดใจเหตุผลที่ฝ่ายโสตฯ ไม่อนุญาตให้ใช้ข้อมูลบางส่วน โดยเฉพาะคำว่า “ปีศาจ” ซึ่ง มัลลิกา ชี้แจงว่า การอภิปรายของ เอกราช มีเนื้อหาสาระอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องฮิตกระแส “ทนายปีศาจ” ในช่วงนี้ ก่อนที่ เลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม จะอนุญาตให้ใช้บางสไลด์ ทำให้ เอกราช อภิปรายต่อไปได้

‘พล.ท.อดุลย์’ โต้ครหา ‘รัฐมนตรีปีศาจ’ ลั่น “ถ้าชั่วคงไม่มีทางมาถึงขั้นนี้”

ด้าน พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ชี้แจงเกี่ยวกับงบประมาณกระทรวงกลาโหม โดยยืนยันว่า เป็นบุคคลที่เติบโตมาจากพื้นฐานที่สุด การที่ได้ยินผู้อภิปรายออกมาพูดว่าเป็นรัฐมนตรีปีศาจ ผมก็รู้สึกไม่ค่อยสบายใจ ซึ่งผมเติบโตมาจากชั้นประทวนผ่านผู้บังคับหน่วยมาทุกตำแหน่งที่เขาอยากเป็นกัน ไม่เคยมีพฤติกรรมชั่ว ๆ อย่างที่พูดมาเมื่อสักครู่นี้

สำหรับงบประมาณกระทรวงกลาโหม ในปี 2570 เราได้รับการจัดสรรกว่า 200,000 ล้านบาทเศษ ลดลงจากปีที่แล้วกว่า 957 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 5.4 ของงบประมาณประเทศ และคิดเป็นร้อยละ 0.99 ของจีดีพี เป็นงบประจำ 152,869 ล้านบาทเศษ งบลงทุน 50,415 ล้านบาทเศษ ซึ่งในความท้าทายด้านความมั่นคงของประเทศปัจจุบันนี้ เรามีภัยคุกคามทุกด้าน เราจะจัดสรรงบประมาณไปเพื่อขจัดภัยคุกคามเหล่านี้ แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ การป้องกันประเทศและเสริมความมั่นคง, การพัฒนาศักยภาพและความพร้อมของกำลังคน ยุทโธปกรณ์และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และการช่วยเหลือประชาชนและบรรเทาสาธารณภัย

ในเรื่องการป้องกันประเทศและเสริมความมั่นคง พล.ท.อดุลย์ ชี้แจงว่า เราใช้งบประมาณในการรักษาอธิปไตยของชาติเป็นหลัก ทั้งเรื่องของการเตรียมกำลังทางอากาศ พื้นดิน ทางทะเล ใต้ทะเล รวมถึงระบบสั่งการบังคับบัญชาอำนวยการรบ ให้พร้อมในพื้นที่ปฏิบัติการบริเวณชายแดนทุกด้าน และจัดกองกำลังป้องกันชายแดนจำนวน 8 กองกำลัง ในการเฝ้าตรวจ ลาดตระเวน ตั้งจุดตรวจสกัดกั้นแรงงานผิดกฎหมาย ยาเสพติด และภัยคุกคามอาชญากรรมข้ามชาติ

ส่วนในงานพันธกิจเสริมความมั่นคง 5 ประการ คือ การเฝ้าตรวจและป้องกันพื้นที่ชายแดน, การเสริมสร้างความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน, การแก้ไขปัญหาความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน, การประสานความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน และการปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ล่อแหลมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคง ซึ่งงบประมาณที่เราได้รับมานำมาพัฒนาศักยภาพของกำลังคน การฝึกทหารใหม่ ให้มีสุขภาพ สภาพจิตที่สมบูรณ์แข็งแรง ใช้อาวุธเป็น เพราะเราดูแลเขาเหมือนน้องคนสุดท้องที่เพิ่งเข้ามา รวมถึงการฝึกร่วมกับมิตรประเทศเพื่อความพร้อมรบ

พล.ท.อดุลย์ ระบุอีกว่า นโยบายการพัฒนาระบบทหารอาสา ซึ่งในแต่ละปีจะมีทหารเข้ามา 100,000 คน แต่ในแต่ละปีจะเรียกเข้ามาประมาณ 25,000 คนใน 4 ปี โดยยอดความต้องการทหารกองประจำการแต่ละปีอยู่ที่ 91,875 คน ในอนาคตหากเรามีการประชาสัมพันธ์ที่ดี เราก็จะมีทหารออนไลน์เพิ่มขึ้น และอาจจะไม่ต้องตรวจเลือกเลยก็ได้ เพราะเรามั่นใจว่าการสมัครและมาอยู่กับเราสี่ปีจะช่วยสร้างคนให้มีศักยภาพออกไปสู่ชุมชน

ส่วนการพัฒนาศักยภาพยุทโธปกรณ์ เรามีการจัดหายุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยและเสริมสร้างผู้ประกอบการในเรื่องการซ่อมบำรุง และส่งเสริมอุตสาหกรรมภายในประเทศ ซึ่งเรามีคณะกรรมการกำหนดความต้องการและความเร่งด่วนในการจัดหา โดยมีปลัดกระทรวงกลาโหมเป็นประธานฯ ซึ่งการจัดหา เราจัดหายุทโธปกรณ์ทดแทนที่ใช้ไปในการสู้รบ รวมถึงการจัดหายุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยเพื่อใช้ในครั้งถัดไป และจัดระเบียบในพื้นที่ชายแดนเพื่อให้กำลังคนมีสิ่งอำนวยความสะดวก

นอกจากนี้ พล.ท.อดุลย์ ยังพูดถึงการสรุปผลการสนับสนุนการปฏิบัติการแก้ไขปัญหาไฟป่า และปัญหาภัยแล้ง รวมทั้งยังพูดถึงการจัดหาเรือดำน้ำที่มีกำหนดส่งมอบตามสัญญาในเดือนมกราคม 2572 โดยยืนยันว่า ตอนนี้ยังคงดำเนินการเป็นไปตามไทม์ไลน์ทั้งหมด ซึ่งเรือดำน้ำจะเข้ามาพร้อมเครื่องยนต์ และใช้งานได้ ขออย่ากังวลใจเพราะผมกำกับดูแลในเรื่องนี้อยู่แล้ว

เรื่องเรือฟริเกต ที่ท่านกล่าวหาว่าผมเป็น “รัฐมนตรีปีศาจ” ซึ่งหากเป็นสมัยก่อน ผมคงเดินลงไปหา แต่ในวันนี้ต้องขออภัย เราเป็นพี่น้องกัน ซึ่งผมต้องขออภัยที่พูดแบบนี้ เพราะการพูดของผู้อภิปรายทำลายศักดิ์ศรีและความเป็นมนุษย์อย่างมาก โดยผมยืนยันว่า “ถ้าผมชั่วคงไม่มีทางมาถึงขั้นนี้” หากผมชั่วตรงไหนให้บอกมาเลย

พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ

พร้อมระบุว่า เรื่องเรือฟริเกต ผมได้พูดคุยกับ ผบ.ทร. ถึง 2 ครั้ง ซึ่งผมก็บอกว่าขอให้กองทัพเรือและประเทศชาติได้ประโยชน์ และขอให้ ผบ.ทร. ซื้อบริษัทที่เขาซื้อสินค้าเราด้วย

ทั้งนี้ หากดูภาระงบประมาณของกองทัพเรือ ในปี 2570 ที่ได้รับงบประมาณกว่า 40,000 ล้านบาท หากซื้อเรือฟริเกตไปจะเหลือเงินประมาณ 1,383 ล้านบาท เป็นภาระงบประมาณ และหากซื้อลำที่สองในปีเดียวกัน จะทำให้ติดลบในงบประมาณ จึงเกิดคำถามว่า หากเป็นท่านจะซื้อหรือไม่ แต่ยืนยันว่าศักยภาพในการพร้อมรบอยู่ระดับหนึ่งอยู่แล้ว เราสามารถร่วมกับกองทัพอากาศ และหากมีภาระงบประมาณมากขึ้น ผมก็จะพูดคุยกับรัฐบาล ถ้าปีต่อไปภาระงบประมาณของกองทัพเรือดีขึ้น เราก็จะสามารถจัดหาได้ ซึ่งทุกคนเป็นคนไทย หวังดีกับประเทศชาติทั้งนั้น ไม่มีใครไม่อยากให้กองทัพเรือมีศักยภาพ

พล.ท.อดุลย์ ย้ำด้วยว่าความมั่นคงของชาติและอธิปไตยของชาติ ไม่ใช่สิ่งที่สร้างขึ้นในวันที่เกิดวิกฤต แต่ต้องเตรียมความพร้อมไว้ล่วงหน้าเสมอ เพราะความมั่นคงและอธิปไตยของชาติเป็นรากฐานของการพัฒนาในทุก ๆ ด้าน งบประมาณกระทรวงกลาโหม จึงเป็นการลงทุนเพื่อให้ประเทศไทยมีศักยภาพในการปกป้องประชาชน รักษาอธิปไตย สร้างพลังหนุนในเวทีระหว่างประเทศ และสร้างอนาคตที่มั่นคง มีศักดิ์ศรีและเกียรติภูมิให้กับคนรุ่นต่อไป

ส่วนเรื่องทหารผี ขอยืนยันว่านโยบายของกระทรวงกลาโหม และ ผบ.เหล่าทัพ ไม่มีเรื่องเหล่านี้

ถ้าท่านรู้ก็ขอให้บอกผมว่าอยู่ที่ไหน และไปด้วยกัน ซึ่งทุกที่ผมจะพาไปด้วยตัวเอง ถ้าตรงไหนที่คิดว่ามีทหารผีหรือมีชื่อบรรจุแต่ตัวไม่ได้ไป ก็ขอให้มาหาผมได้ทุกเวลา เพราะเปิดโทรศัพท์ 24 ชั่วโมง รับสายอยู่แล้ว และผมไม่ได้ท้าทาย แต่เป็นการพูดด้วยความรักและเคารพ

พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ

parliament-debates-fiscal-year-2027-budget-bill-on-day-3-SPACEBAR-Photo09-1.jpg

‘สีหศักดิ์’ ขอสภาฯ อย่าหั่น ‘งบฯ กต.’ ย้ำการเข้ากระบวนการ UNCLOS ไม่ใช่การขึ้นศาล แต่เป็นกลไกประนอมเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของไทย

ขณะที่ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ต่างประเทศ ชี้แจงต่อที่ประชุมสภาฯ ว่า งบประมาณที่กระทรวงการต่างประเทศได้รับจัดสรร ขอสภาฯ อย่าได้ปรับลด เพราะก่อนหน้านี้ถูกลดลงแล้ว 10% ซึ่งงบประมาณที่ได้จะนำไปใช้เพื่อประโยชน์ของประเทศ ภายใต้ยุทธศาสตร์การทูต 2.0 ที่ประสานกับกระทรวงต่าง ๆ เพื่อตอบโจทย์ ขับเคลื่อนประเทศ พัฒนาเศรษฐกิจ และหาตลาดใหม่

ส่วนประเด็นเรื่องการทูตกับประเทศกัมพูชา ขณะนี้ได้เข้าสู่การประนอมภาคบังคับภายใต้ UNCLOS (United Nations Convention on the Law of the Sea: อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982) โดยผมมั่นใจและพร้อมเต็มที่ที่จะปกป้องผลประโยชน์ทางทะเลของไทย

สีหศักดิ์ ยังชี้แจงงบประมาณส่วนของยุทธศาสตร์แก้ปัญหาพื้นที่ชายแดนภาคใต้ วงเงิน 8,400 ล้านบาท โดยยอมรับว่าได้รับหน้าที่ประธานคณะผู้แทนพิเศษของรัฐบาลเพื่อแก้สถานการณ์ชายแดนใต้ ซึ่งต้องศึกษาให้ถ่องแท้ ลงพื้นที่ เพราะปัญหายืดเยื้อกว่า 20 ปี ถูกทุ่มงบประมาณจำนวนมาก แต่ประเด็นไม่ใช่งบประมาณเท่านั้น แต่ขึ้นอยู่กับว่าใช้งบฯ ที่ได้รับจัดสรรอย่างไร

ปีนี้ไม่มีงบบูรณาการ แต่การจัดสรรงบทุกหน่วยงานทำแบบบูรณาการไปยังหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อให้เกิดผลงานให้มากที่สุด ว่าใครรับผิดชอบ โดยงบประมาณจัดทำภายใต้ยุทธศาสตร์ที่มีเอกภาพ ครอบคลุมทุกมิติปัญหาภาคใต้ กระบวนการพูดคุย และประชาชน รวมถึงการศึกษา สิ่งที่ท้าทายมากที่สุดทำให้การจัดสรรงบประมาณที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง ประชาชนปลอดภัย กินดีอยู่ดี มีสิทธิเสียงกำหนดอนาคตของตนเอง

สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว

จากนั้น นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี ซักถามถึงการเข้าร่วมการประนอมภาคบังคับที่อาจทำให้เกิดประเด็นเสียผลประโยชน์

สีหศักดิ์ ชี้แจงว่า การเจรจาภายใต้ MOU ที่ยกเลิก ทั้งไทยและกัมพูชาร่วมเป็นภาคี UNCLOS โดยกัมพูชาเข้าร่วมเมื่อเดือน มี.ค. 2568 ดังนั้นจึงอยู่ภายใต้กติกาเดียวกัน โดยการยินยอมเข้าร่วมการประนอมภาคบังคับภายใต้ UNCLOS เป็นเจตนารมณ์ที่ตกลงร่วมกันของผู้นำของประเทศไทย คือ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ ไทย และ ฮุน มาเนต นายกฯ กัมพูชา ที่ตกลงกันที่เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ ช่วงการประชุมสุดยอดอาเซียน ทั้งนี้ไม่ใช่กระบวนการทางศาล แต่คือการประนอมของทั้งสองฝ่าย

หากไม่เข้ากระบวนการ การเจรจาต่าง ๆ เช่น เอฟทีเอ จะไม่มีความเชื่อมั่นในข้อตกลงที่มีพันธกรณี ที่สำคัญกระบวนการไม่ใช่ศาล แต่คือการประนอม ที่ผ่านผู้เชี่ยวชาญไม่ได้เน้นต่อสู้ทางคดี แต่เป็นการหาทางออกของกติการะหว่างประเทศและความเที่ยงธรรมทุกฝ่าย ส่วนข้อเสนอนั้นไม่ใช่ข้อเสนอสุดท้าย เพราะต้องคุยกันสองฝ่ายระหว่างไทยกับกัมพูชา ว่ามีอะไรที่รับกันได้หรือไม่

สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์