ในวันที่กระแส "ไม่เอาลุง" จางหายไป และการเมืองไทยกลับเข้าสู่โหมดสู้กันด้วย "กลไกพรรค" อย่างเต็มรูปแบบ พรรคภูมิใจไทยกลับกลายเป็นผู้ที่ปรับตัวได้รวดเร็วและทรงพลังที่สุด ด้วยการรีแบรนด์ตัวเองจากพรรคท้องถิ่นนิยมสู่การเป็น "สถาบันการเมืองของฝ่ายอนุรักษนิยม" ที่มีอิทธิพลสูงที่สุดในสภาฯ
พรรคภูมิใจไทย เป็น "พรรคตัวแปร" มาตลอด 17 ปีที่ผ่านมา แต่ "ยักษ์ในตะเกียง" ถูกปลุกขึ้นโดย "พรรคประชาชน" ผ่านการโหวตเลือก "อนุทิน ชาญวีรกูล" ขึ้นเป็น นายกฯ แม้จะอยู่ไม่ถึง 4 เดือน ตาม MOA แต่ "ภูมิใจไทย" ใช้โอกาสนี้ทำให้ดู-ทำให้เห็น ผนวกกับ "กระแสชาตินิยม" ฟื้นตัว และใช้เวลานั้น "สะสมบ้านใหญ่" ดึง "เทคโนแครต" เข้าพรรค
SPACEBAR มีโอกาสพูดคุยกับ รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว และ ผศ.ดร.ศิวพล ชมภูพันธุ์ หาคำตอบว่า อะไรคือความลับใต้ร่มเงาสีน้ำเงินที่ดึงดูดทั้งเทคโนแครตชั้นนำและบ้านใหญ่ทั่วประเทศมารวมตัวกัน ? และทำไมการเมืองไทยถึงกำลังหมุนกลับไปสู่ "ลูปเดิม" ในเวอร์ชันที่เก๋าและแข็งแกร่งกว่าเดิม? ร่วมหาคำตอบไปพร้อมๆ กัน

ถอดรหัส "ภูมิใจไทย" จาก "พรรคตัวแปร" สู่ตัวแทน "อนุรักษนิยม"
รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว รองคณบดีคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา มองว่า การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลตามวงจรปกติ แต่คือการประกาศชัยชนะเชิงโครงสร้าง ที่สะเทือนไปทั้งระนาบการเมืองไทย เมื่อพรรคภูมิใจไทยก้าวข้ามสถานะ "พรรคขนาดกลาง" สู่การเป็นพรรคการเมืองที่มีที่นั่งมากที่สุดในสภาฯ ถึง 193 ที่นั่ง (แบ่งเขต 174 และบัญชีรายชื่อ 19)
ปรากฏการณ์นี้ส่งผลให้ อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ขยับเข้าใกล้ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2 อย่างเต็มภาคภูมิ ขณะที่พรรคคู่แข่งอย่าง "พรรคประชาชน" (118 ที่นั่ง) และ "พรรคเพื่อไทย" (74 ที่นั่ง) ต่างเผชิญกับภาวะถดถอยอย่างมีนัยสำคัญ

เจาะรหัส 7 ปัจจัย ทำไมภูมิใจไทยถึงชนะถล่มทลาย ?
รศ.ดร.โอฬาร วิเคราะห์ว่า ชัยชนะครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่คือผลลัพธ์ของการวางหมากเชิงยุทธศาสตร์ที่ผสมผสานระหว่าง "อำนาจรัฐ" และ "กลไกพื้นที่" อย่างลงตัว ผ่าน 7 ปัจจัยหลัก
1.ไม่ว่าจะเป็นเชิงยุทธศาสตร์ความมั่นคงที่จับต้องได้ โดยในภาวะที่บริบทความมั่นคงชายแดนและประเทศเพื่อนบ้านมีความอ่อนไหว พรรคภูมิใจไทยแสดงบทบาทบริหารจัดการที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรม จนประชาชนมองว่าเป็นพรรคที่บริหารความเสี่ยงได้ดีที่สุด
2.พลัง "บ้านใหญ่" และ เครือข่ายท้องถิ่น เพราะการกวาดต้อนกลุ่มการเมืองท้องถิ่นที่มีฐานเสียงแน่นหนาเข้าสู่พรรค ทำให้เกิดระบบการเมืองเชิงพื้นที่ที่มีประสิทธิภาพสูง แม้ไม่ชนะในบางเขต แต่ก็สามารถเจาะฐานเสียงคู่แข่ง และสร้างคะแนนสะสมในระยะยาวได้
3.นโยบายเศรษฐกิจ "กินได้" โดยมีการแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตร โดยเฉพาะราคาข้าวที่พุ่งสูงขึ้น สร้างความพึงพอใจให้คนชนบทอย่างมาก สะท้อนว่าประชาชนเชื่อมั่นใน "เศรษฐกิจจริง" มากกว่า "วาทกรรม"
4.ทีมบริหารมืออาชีพ เพราะผู้นำพรรคถูกมองว่ามีความเด็ดขาด มีประสบการณ์ และมีความสามารถในการตัดสินใจเชิงบริหารในระดับประเทศ
5.หมัดเด็ด "คนละครึ่งพลัส" โครงการที่มีผู้ใช้สิทธิเกือบ 20 ล้านคน กลายเป็นเครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจที่สร้างความต่อเนื่องและเสถียรภาพในระดับครัวเรือน
6.ธงหลัก ฝ่าย "อนุรักษ์นิยมที่ไม่สุดโต่ง" เพราะในยามที่อุดมการณ์ขัดแย้ง ภูมิใจไทย วางตำแหน่งตัวเองเป็น "ผู้ปกป้องรัฐ" แต่มีความยืดหยุ่น ทำให้ได้รับคะแนนจากกลุ่มที่ต้องการเสถียรภาพ มากกว่า ความเปลี่ยนแปลงที่รุนแรง
7.กลยุทธ์โค้งสุดท้าย ประชาชนเลือก "พรรคแกนนำหลัก" ที่มีโอกาสจัดตั้งรัฐบาลได้จริง เพื่อตัดวงจรความขัดแย้งและสร้างเสถียรภาพทางการเมืองหลังการเลือกตั้ง

สถาปนา "อนุรักษนิยมสมัยใหม่"
โจทย์ใหญ่ของภูมิใจไทยในวันนี้ ไม่ใช่แค่การเป็นรัฐบาล แต่คือการยกระดับสู่การเป็น "พรรคการเมืองเชิงสถาบัน" เพื่อเป็นหลักยึดให้ฝ่ายอนุรักษ์นิยมไทย ในระยะยาว โดยมีหัวใจหลักคือแนวคิด "อนุรักษ์นิยมสมัยใหม่"
"ความมั่นคง และ ความก้าวหน้า มิใช่ขั้วตรงข้าม แต่ต้องดำรงอยู่คู่กัน"
รศ.ดร.โอฬาร นิยามแนวคิดนี้ว่า คือ "การเปลี่ยนแปลงภายใต้เงื่อนไขที่รักษารากฐานของสังคม" ผ่าน 5 หลักการสำคัญ ไม่ว่าจะเป็น
1.สถาบันหลักของชาติ เป็นศูนย์รวมความต่อเนื่องและเสถียรภาพ
2.สถาบันพื้นฐาน คือ ครอบครัว ชุมชน และศาสนา คือพื้นที่หล่อหลอมคุณค่าและศีลธรรม
3.ท้องถิ่นนิยม โดยชุมชนต้องจัดการตนเองได้ และเป็นฐานรากของประชาธิปไตย
4.เสรีภาพที่รับผิดชอบ เพราะสิทธิเสรีภาพต้องมาคู่กับกฎกติกาและวินัยสาธารณะ
5.การพัฒนาที่เคารพอัตลักษณ์ โดยเศรษฐกิจต้องเติบโต โดยไม่ตัดขาดจากทุนวัฒนธรรมเดิม
จาก ทฤษฎี สู่ ปฏิบัติ 6 เสาหลัก เชิงนโยบาย
รศ.ดร.โอฬาร มองต่อว่าเพื่อให้แนวคิด อนุรักษ์นิยมสมัยใหม่ เห็นผลเป็นรูปธรรม ภูมิใจไทย ได้วางเสาหลักนโยบายที่ครอบคลุมทุกมิติ ดังนี้
1.ชาติและสถาบัน เน้นสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคมผ่านสภาชุมชน เพื่อไกล่เกลี่ยความขัดแย้งและสร้างเสถียรภาพจากฐานราก
2.กระจายอำนาจเชิงวัฒนธรรม เชื่อว่าความมั่นคงของชาติเริ่มจากความเข้มแข็งของท้องถิ่นผ่านงบประมาณและนโยบายที่ตรงจุด
3.เศรษฐกิจพอเพียงเชิงตลาด เน้นสนับสนุน SMEs และเกษตรกรรายย่อยให้พึ่งพาตนเองได้ มากกว่าการรอรับสวัสดิการจากรัฐเพียงอย่างเดียว
4.ฐานรากศีลธรรม ส่งเสริมบทบาทของครอบครัวและศาสนสถานในการพัฒนาเยาวชน
5.ความมั่นคงทางสังคม จัดการปัญหายาเสพติดอย่างเด็ดขาด โดยแยก "ผู้ป่วย-ผู้ค้า-เครือข่ายอาชญากรรม" ออกจากกันอย่างเป็นระบบ
6.สิ่งแวดล้อมอนุรักษ์นิยม ให้สิทธิชุมชนดูแลทรัพยากร พัฒนาเศรษฐกิจโดยเคารพวิถีชีวิตเดิม

ก้าวต่อไป "ภูมิใจไทย" ในฐานะ "สถาบันการเมือง"
บทวิเคราะห์ของ รศ.ดร.โอฬาร ชี้ชัดว่า การก้าวขึ้นมาของ ภูมิใจไทย ในครั้งนี้คือการปรับสมดุลใหม่ระหว่าง "รัฐส่วนกลาง" กับ "พลังท้องถิ่น" โดยการยกระดับพรรคจะสำเร็จได้ต้องอาศัย 3 มิติ คือ
- ความต่อเนื่องทางอุดมการณ์ (ผลิตองค์ความรู้อย่างเป็นระบบ)
- ความเป็นระบบทางองค์กร (สร้างผู้นำรุ่นใหม่ที่ยึดมั่นในวินัย)
- ความชัดเจนทางจุดยืน (เป็นพื้นที่ที่สังคมคาดการณ์ได้)
หากภูมิใจไทยทำสำเร็จ นี่จะไม่ใช่แค่ชัยชนะชั่วคราวของการเลือกตั้งปี 2569 แต่จะเป็นการสถาปนา "สถาบันการเมืองของฝ่ายอนุรักษ์นิยม" ที่จะยืนหยัดและมีอิทธิพลต่อทิศทางของประเทศไทยไปอีกนาน
นิยามใหม่ "อนุรักษนิยม" เมื่อ "ภูมิใจไทย" กลายเป็นเบอร์ 1
ขณะที่ ผศ.ดร.ศิวพล ชมภูพันธุ์ อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มศว เริ่มต้นด้วยการจัดเฉดสีการเมืองไทยให้ชัดเจนว่า เมื่อเรามี พรรคประชาชน เป็นแกนกลางของฝั่งก้าวหน้า สิ่งที่อยู่ตรงข้ามย่อมถูกจัดชั้นเป็น "อนุรักษนิยม" โดยปริยาย และในวันนี้ ภูมิใจไทยก็ได้สถาปนาตัวเองขึ้นเป็นพี่ใหญ่ในซีกนี้อย่างสมบูรณ์
วันนี้ภูมิใจไทยไม่ใช่พรรคขนาดกลางที่รอ 'ส้มหล่น' อีกต่อไป แต่เขาขยับขึ้นมาเป็นพรรคขนาดใหญ่ที่เป็นแกนหลักเบอร์ 1 จริงๆ
— ผศ.ดร.ศิวพล ชมภูพันธุ์
ผศ.ดร.ศิวพล มองว่าการยึดหัวหาดกระทรวงสำคัญอย่าง มหาดไทย คมนาคม และล่าสุดคือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คือ การตอกย้ำความแข็งแกร่งและการขยายพื้นที่อำนาจ จากเดิมที่เน้นเพียงการ "ตรึงระบบราชการ" มาสู่การ "คุมกลไกเศรษฐกิจ" และฐานรากของประเทศ

สูตรผสม "เทคโนแครต + บ้านใหญ่" ชู "แบรนด์เนม-ฉีดฟิลเลอร์" ซื้อใจคนเมือง
จุดที่น่าสนใจที่สุดคือการปรับตัวเชิงโครงสร้าง ภูมิใจไทย ไม่ได้มีแค่ "บ้านใหญ่" (กลุ่มอิทธิพลท้องถิ่น) แบบเดิมๆ อีกต่อไป แต่มีการดึงเอา "เทคโนแครต" หรือ มืออาชีพมาร่วมทัพ เช่น สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว, ศุภจี สุธรรมพันธุ์ และ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ
ผศ.ดร.ศิวพล วิเคราะห์ว่า นี่คือการ "ฉีดฟิลเลอร์" ให้ภาพลักษณ์พรรคดูดีขึ้น เพื่อดึงดูดคนกรุงเทพฯ และภาคธุรกิจที่อาจจะไม่ได้เลือกพรรคแต่แรก แต่ยอมรับในฝีมือมืออาชีพเหล่านี้ เป็นการผสมผสานระหว่าง "ฐานเสียงบ้านใหญ่" ที่แน่นปึ้กในต่างจังหวัด กับ "แบรนด์เนมเทคโนแครต" ที่ใช้ค้ำยันภาพลักษณ์ของรัฐบาลให้มีความหลากหลายและน่าเชื่อถือมากขึ้น
"เพื่อไทย - ภูมิใจไทย" สัมพันธ์แบบ "คนรักที่เคยงอน"
เมื่อถามถึงความสัมพันธ์กับพรรคเพื่อไทย อาจารย์ศิวพล มองว่านี่คือการ "ประนีประนอม" ที่ลงตัว แบรนด์เพื่อไทยในยุคหลังปี 2566 เริ่มซอฟต์ลง ลดความเป็น "ชินวัตร" ที่โดดเด่นลงไป แล้วขยับมาเป็นความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์มากขึ้น
"มันเหมือนแฟนงอนกันครับ วันนี้เขากลับมาประคองมือกัน จิ้นกันใหม่ แสดงว่าเขาไม่ได้หักกันจริง" การร่วมมือครั้งนี้ทำให้ฝ่ายอนุรักษนิยม มีเอกภาพมากขึ้น และเป็นแพ็กเกจการเมืองที่กลุ่มคนไม่เอาพรรคก้าวหน้า (หรือพรรคประชาชน) ยอมรับได้

"พรรคประชาชน" ในมรสุม เมื่อ "ร่องสังคม" ยังไม่เปลี่ยน
ในขณะที่ภูมิใจไทยรุกคืบ พรรคประชาชนกลับต้องอยู่ในโหมด "เอาตัวรอด" ผศ.ดร.ศิวพล ตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า บรรยากาศปี 2566 กับ 2569 นั้นต่างกันสิ้นเชิง
ปี 2566 คือกระแส "ไม่เอาลุง" ซึ่งส่งเสริมฝ่ายก้าวหน้าอย่างมาก
ปี 2569 คือการสู้กันด้วย "กลไกพรรคการเมือง" และ "กระแสชาตินิยม" ที่เริ่มตีกลับ
พรรคประชาชน ยังคงต้องรอ "จังหวะ" และ "ร่องสังคม" ที่พร้อมจะเปลี่ยนจริงๆ เพราะปัจจุบันโครงสร้างสถาบันและการเมืองแบบเดิมยังทรงพลังอยู่มาก
ท้ายที่สุด ผศ.ดร.ศิวพล สรุปภาพรวมไว้อย่างน่าคิดว่า การเมืองไทยในปัจจุบันอาจไม่ได้ก้าวไปข้างหน้า แต่เป็นการ "หมุนกลับไปสู่ลูปเดิม"ในเวอร์ชันที่อัปเกรดขึ้น ภูมิใจไทย คือ ภาพสะท้อนของการเมือง ยุคก่อนปี 2542 (ยุคบรรหาร ศิลปอาชา หรือ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ) ที่เน้นการประนีประนอม ดึงดูดทุกกลุ่มเข้ามารวมกัน แล้วบริหารอำนาจผ่านคอนเนกชัน
แม้ชื่อตัวละครจะเปลี่ยนไป แต่ "กลิ่นอาย" ของนักการเมืองรุ่นเก๋า ที่ผสมผสานความร่วมสมัยได้อย่างลงตัว กำลังกลายเป็นสูตรสำเร็จที่ทำให้ขั้วอนุรักษนิยม ยังคงครองอำนาจนำในปัจจุบัน



.jpg&w=3840&q=75)
