วันที่ 14 เมษายน พ.ศ.2569 ที่โรงพยาบาลบางปะกอก 9 อินเตอร์เนชั่นแนล กรุงเทพ ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วย ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และ สส.กรุงเทพ พรรคประชาชน ในเขตพื้นที่ใกล้เคียง ร่วมกิจกรรม “สวัสดีวันสงกรานต์ สุขใจ ผู้สูงวัยสำราญ” รดน้ำดำหัวผู้สูงอายุและกิจกรรมประเพณีสงกรานต์
ศิริกัญญา ระบุว่ากรุงเทพมหานครเป็นเมืองที่มีประชากรผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นไม่ต่างจากเมืองใหญ่ในหลายประเทศ อีกทั้งเป็นเมืองที่มีบ้านพักคนชราและสถานที่อภิบาลผู้สูงวัยหลายแห่ง ซึ่งที่ผ่านมามีปัญหาทั้งในเรื่องความแออัด ความขาดแคลนงบประมาณและบุคลากร ที่จะมาดูแลรองรับผู้สูงอายุ
ปัจจุบันปัญหาการดูแลผู้สูงอายุเป็นอีกปัญหาหนึ่งในหลายปัญหาที่ กทม. ไม่สามารถทำได้อย่างเต็มที่ เพราะโครงสร้างการบริหารที่อำนาจหลายส่วนขึ้นอยู่กับหน่วยงานส่วนกลาง ขณะที่ กทม. มีอำนาจอย่างจำกัด และนี่เป็นเหตุผลที่พรรคประชาชนเสนอมาตลอดว่าต้องมีการแก้ไข พ.ร.บ.กทม. เพื่อแก้ไขโครงสร้างอำนาจของ กทม. โดยเฉพาะในการยกระดับการให้บริการสาธารณะของ กทม. ให้มีความรวดเร็ว ครอบคลุม และเบ็ดเสร็จด้วยตัว กทม. เอง
ศิริกัญญา กล่าวต่อไปว่า กทม. มีปัญหาเรื้อรังหลายเรื่องที่ยังแก้ไขได้ไม่สำเร็จ ซึ่ง พ.ร.บ.กทม. จะช่วยให้ กทม. มีอำนาจในการแก้ไขได้มากขึ้น ผ่านการกระจายอำนาจ ถ่ายโอนภารกิจ งบประมาณ บุคลากร และสินทรัพย์ การขยายกรอบอำนาจให้ กทม. ในการให้บริการสาธารณะ ด้วยเป็นระบบ negative list เพิ่มรายได้ผ่านการเก็บค่าธรรมเนียมใหม่ๆ รวมถึงการออกพันธบัตร การร่วมทุน และการตั้งนิติบุคคล
นอกจากนี้ พ.ร.บ.กทม. ของพรรคประชาชนจะปรับให้ กทม. มีสองชั้น คือชั้นผู้ว่าราชการ กทม. และ ส.ก. กับชั้นนายกเขตหรือนายกนครและ ส.ข. จะทำให้การบริหารประชาชนมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมทั้งการเพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชนผ่านการจัดทำสภาพลเมือง (Townhall) และการให้ประชาชนสามารถเสนอโครงการ งบประมาณ หรือข้อบัญญัติต่างๆ ได้
ในส่วนของ ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการเชิงประเด็นการจัดสวัสดิการสังคมเพื่อความมั่นคงของประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงการลงพื้นที่ช่วงเทศกาลสงกรานต์ ว่า ตนได้ลงพื้นที่ช่วงเทศกาลสงกรานต์และรับฟังเสียงสะท้อนปัญหาจากกลุ่มผู้สูงอายุ และประชาชนทั่วไป ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่ารัฐไทยไม่สามารถดูแลผู้สูงอายุได้ โดยเฉพาะเบี้ยผู้สูงอายุที่ไม่ได้ขึ้นมา 16 ปีแล้ว ที่ผ่านมาประเทศเผชิญวิกฤตมากมายแล้วกลุ่มที่ถูกซ้ำเติมที่สุดก็คือผู้สูงอายุ ขณะนี้ประเทศไทยก็เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์แล้ว คาดว่าอีก 1-2 ปีข้างหน้าจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุขั้นสุดหรือซุปเปอร์เอจ โซไซตี้ ซึ่งหมายถึง 1 ใน 4 ของประชากรไทยเป็นผู้สูงอายุ
แต่การเตรียมความพร้อมรองรับยังไม่ดีเท่าที่ควร โดยมีผู้สูงอายุ 14 ล้านคน แต่ในกลุ่มนี้ขาดรายได้ถึง 8 ล้าน 7 แสนคน อีก 2 ล้าน 9 แสน คนมีรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาทต่อปี สะท้อนว่าประชาชนกลุ่มนี้ต้องต่อสู้ด้วยตนเอง และเป็นภาระวัยแรงงานซึ่งขณะนี้ถือว่าขาดแคลน
ณัฐชา กล่าวต่อว่า ในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติการทำงานปีนี้จะเดินหน้าผลักดันสวัสดิการของรัฐเพื่อจัดสรรให้ประชาชน ไม่ใช่เพียงลดแลกแจกแถม หรือให้เงินเป็นครั้งคราว แต่จะต้องมีมาตรการรับมือสังคมผู้สูงอายุเป็นรูปธรรม เช่นศูนย์ดูแลเดย์แคร์ กรณีที่กลุ่มแรงงานไม่สามารถอยู่ดูแลผู้สูงอายุได้ และผู้สูงอายุจะไปอยู่ที่ไหน ซึ่งอาจจะเป็นศูนย์ดูแลผู้สูงอายุแบบรายเดือนหรือเดย์แคร์ แต่ปัจจุบันมีเพียง 12 แห่งทั่วประเทศ แต่ละแห่งรองรับผู้สูงอายุได้ไม่เกิน 2,000 คน แต่ถ้าเทียบกับจำนวนผู้สูงอายุ 14 ล้านคนในตอนนี้ รัฐไม่สามารถดูแลได้ แต่ขณะเดียวกันมีศูนย์ดูแลผู้สูงอายุเอกชน ประมาณ 1,000 แห่ง แต่ละแห่งมีค่าใช้จ่ายต่างกัน ไม่สอดคล้องกับรายได้ของผู้สูงอายุ และรายได้ของวัยแรงงานที่ดูแลผู้สูงอายุ
" วันนี้เราต้องปักหลักให้มั่นว่า ปัจจุบันเราควรจัดสรรงบประมาณ เพื่อประชากร 1 ใน 4 ของประเทศคือกลุ่มผู้สูงอายุ แต่งบประมาณได้รับเพียงเศษเสี้ยวไม่ถึงแสนล้านบาท นี่คือสิ่งที่ควรเร่งรัดพิจารณาโดยด่วน ซึ่งในสภาไม่ว่าพรรคการเมืองไหน ฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาล หากปิดสีเสื้อปิดชื่อพรรค ฟังจากการประชุมสภาสมาชิกทุกพรรคต่างเรียกร้องเงินผู้สูงอายุ สิทธิผู้สูงอายุ ว่าประเทศไทยดูแลดีเท่าที่ควรหรือไม่ " ณัฐชา กล่าว
ณัฐชา ยังกล่าวถึงการจัดทำร่าง ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี งบประมาณ 2570 ซึ่งเรื่องนี้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ดูเป็นหลัก ตนในฐานะที่ได้รับมอบหมายให้เกาะติด สถานการณ์ ที่จะต้องดูแลกลุ่มเปราะบางท่ามกลางวิกฤต ซึ่งจะต้องดูแลช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางโดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุที่ถูกซ้ำเติม ว่าจะมีมาตรการอย่างไร
" ไม่ใช่การตัดเสื้อโหลแจก 100 บาทเติมเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แล้วบอกว่าทำแล้ว ไม่ได้ เพราะกลุ่มคนเหล่านี้ต้องการการดูแล ซึ่งเป็นผู้เสียภาษีตลอด 60 ปีที่ผ่านมา ควรได้รับการดูแลอย่างเป็นเกียรติเต็มศักดิ์ศรีมากกว่านี้ " ณัฐชา กล่าว
ทั้งนี้ ณัฐชา กล่าวว่า ขอเรียกร้องให้กระทรวง พม. กล้าชน หยิบยกเรื่องนี้มาพูดบนโต๊ะ ครม. เพื่อนำเสนองบประมาณ เพราะปัจจุบันงบประมาณกระทรวง พม.ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ไม่มีงบบริหารจัดการไม่มีงบลงทุนและไม่มีงบจัดสวัสดิการให้กับผู้สูงอายุ พรรคฝ่ายค้านพร้อมสนับสนุนหากโครงการเหล่านี้เกิดขึ้นในปี 70




