ปรับทัพคนละโจทย์ 'ส้ม-แดง' รีแบรนด์ vs ตั้งรับ

21 เม.ย. 2569 - 17:07

  • ‘รีแบรนด์’ เพื่อความอยู่รอด เมื่อ ‘พท.’ ไทยต้องเดินเกมในเงารัฐบาล

  • ‘ปชน.’ ตั้งการ์ดสูง รับแรงปะทะคดี–ประคองเกมสภา

  • กระดานเดียวกันแต่คนละหมาก 'สองพรรค' ในเกมช่วงชิงอนาคต

ปรับทัพคนละโจทย์ 'ส้ม-แดง' รีแบรนด์ vs ตั้งรับ

การประชุมใหญ่สามัญประจำปีของ ‘พรรคเพื่อไทย’ และ ‘พรรคประชาชน’ ช่วงปลายสัปดาห์นี้ กลายเป็น ‘จุดตัดทางการเมือง’ ที่ต้องจับตา โดยเฉพาะวาระหลัก ‘การปรับคณะกรรมการบริหารพรรค’ ที่ต่างฝ่ายต่างมีเหมือนกัน แต่เบื้องหลังกลับเป็นคนละโจทย์ คนละแรงกดดัน ราวกับ ‘เล่นคนละกระดาน แต่เดิมพันเดียวกัน’ นั่นคือการรักษาและขยายพื้นที่ทางการเมืองของตนเอง 

‘รีแบรนด์’ เพื่อความอยู่รอด เมื่อ ‘พท.’ ไทยต้องเดินเกมในเงารัฐบาล 

มองไปทางฝั่ง ‘เพื่อไทย’ ในฐานะ ‘พรรคร่วมรัฐบาล’ บ้างก็ว่า ครั้งนี้ไม่ใช่แค่การจัดโผบุคลากรพรรคตามฤดูกาล แต่เป็นความพยายาม ‘รีเซ็ตภาพลักษณ์’ และ ‘เติมลมหายใจใหม่’ เข้าไป หลังจากต้องเผชิญแรงกระแทกทางการเมืองจากผลการเลือกตั้งที่ผ่านมา และสถานะในรัฐบาลที่ไม่ได้เป็น ‘หัวขบวน’ อย่างเต็มตัว การเคลื่อนไหวก่อนหน้านี้ จึงทำให้ความเคลื่อนไหวมีให้เห็นในหลายมิติ 

ไม่ว่าจะเป็นการผลักดันผ่าน ‘กระทรวง’ ที่ได้โควต้าบริหาร หลายคนโฟกัสไปที่ท่าทีของ ‘ยศชนัน วงษ์สวัสดิ์’ ในฐานะ ‘รองนายกฯ - รมว.อว.’ ที่ทำอะไรก็ดูเข้าไม้เข้ามือ ไม่ว่าจะการลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นฐานเดิมของคนเสื้อแดง เพื่อดำเนินนโยบาย ‘ห้องปลอดฝุ่น’ ในภาคเหนือ ผ่านพื้นฐานทางวิชาการ อันเป็นความพยายาม ‘เร่งเครื่อง’ เพื่อเรียก 'ศรัทธาสีแดง' คืนกลับมา 

พร้อมกันนั้น ในบริบทของพรรค ก็มีรายงานว่า ‘กก.บห.’ พรรคชุดใหม่นี้ จะมีการปรับเอา ‘แกนนำรุ่นเก่าบางส่วน’ ออก แล้วดัน ‘คนรุ่นใหม่’ เข้าไปเข้าแทนที่ โดยมีบางรายนามที่น่าจับตาเพิ่มเข้ามา อาทิ คนรุ่นใหม่ที่เป็น ‘ทายาทการเมือง’ อย่าง ‘ณัฐธิดา เทพสุทิน’ สส.บัญชีรายชื่อ ลูกสาวของ ‘สมศักดิ์ เทพสุทิน’ แกนนำกลุ่มสามมิตร ที่จะได้รับตำแหน่ง ‘รองหัวหน้าพรรคกำกับดูแลภาคเหนือตอนล่าง’ อีกคนคือ ‘จิราพร สินธุไพร' สส. ร้อยเอ็ด ในฐานะทายาท ‘บ้านใหญ่สินธุไพร’ ก็จะได้รับตำแหน่ง ‘รองหัวหน้าพรรคกำกับดูแลภาคอีสานตอนกลาง’ 

มีความเป็นไปได้สูงว่าทั้งคู่ จะได้ขึ้นสู่ตำแหน่ง ‘กก.บห.พรรค’ ซึ่งเป็นสัญญาณชัดว่า ‘เพื่อไทย’ กำลัง ‘เปลี่ยนเกียร์’ จากการเมืองแบบเดิมไปสู่ภาพลักษณ์ที่ทันสมัยมากขึ้น โดยการผสมผสานระหว่างนักการเมืองรุ่นใหม่กับเครือข่ายบ้านใหญ่ เป็นทั้ง ‘การประคองฐานเดิม’ และ ‘เปิดทางฐานใหม่’ ไปพร้อมกัน เรียกได้ว่าเป็นการ ‘เดินสองขา’ ในสนามการเมืองที่ผันผวน 

แน่นอนว่าจังหวะจะโคน การปรับทัพยิ่งมีนัยสำคัญ เพราะเกิดขึ้นก่อนที่  ‘ทักษิณ ชินวัตร’ จะเข้าเกณฑ์พักโทษในเดือนพฤษภาคม 2569 แม้หลายฝ่ายจะเชื่อว่า เจ้าตัวจะลดบทบาททางการลง แต่อาจยังคง ‘เงาทางการเมือง’ ที่ทอดยาวอยู่ บ้างจึงว่าการจัดระเบียบพรรคในช่วงนี้จึงไม่ต่างจากการ ‘ปูพรมรับยุคใหม่’ หรือ ‘จัดทัพก่อนศึกใหญ่’ เพื่อให้พรรคสามารถเดินเกมต่อได้ โดยไม่ต้องผูกติดกับศูนย์อำนาจเดิมมากเกินไปนัก 

‘ปชน.’ ตั้งการ์ดสูง รับแรงปะทะคดี–ประคองเกมสภา 

ขณะที่อีกฟาก ‘พรรคประชาชน' กำลังเล่นเกมที่ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง เพราะต้อง ‘ตั้งรับมรสุม’ จาก ‘คดีอดีต 44 สส.ก้าวไกล’ ที่อาจส่งแรงสั่นสะเทือน ‘แกนนำพรรคประชาชน 10 คน’ ลามไปถึงโครงสร้างพรรคในสภา โดยการปรับคณะกรรมการบริหารพรรค ในห้วงวัดใจ คาดการณ์ไว้ว่าจะอยู่ในช่วงที่ 'ศาลฎีกา' นัดประชุมพิจารณาว่าจะ ‘รับฟ้องหรือไม่’ ในวันดังกล่าว 24 เมษายนนี้ จึงเป็นการ ‘กันเหนียว’ และ ‘วางแผนเผื่อเหลือเผื่อขาด’ เพื่อรองรับสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด 

หัวใจสำคัญคือการไม่ปล่อยให้เกิด ‘สุญญากาศทางอำนาจ’ โดยเฉพาะตำแหน่ง ‘ผู้นำฝ่ายค้าน’ ซึ่งเป็นกลไกหลักในการตรวจสอบรัฐบาล ผ่านการจัดวางบุคลากรใหม่ อาทิ การดัน ‘วีรยุทธ กาญจน์ชูฉัตร’ สส.แบบบัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรค ขึ้นเป็น ‘หัวหน้าพรรค’ แทน ‘ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ’ โดยให้ ‘เท้ง’ ไปนั่งเก้าอี้ ‘เลขาธิการพรรค’ แทน ‘ศรายุทธ์ ใจหลัก’ ที่ลาออกไปด้วย เหตุผลนำ 'พรรคส้ม' เพลี้ยงพล้ำในสนามเลือกตั้ง เพื่อให้พรรคยังคงเดินเกมในสภาได้อย่างต่อเนื่อง แม้จะถูกกดดันจากปัจจัยภายนอก 

กระดานเดียวกัน คนละหมาก 'สองพรรค' ในเกมช่วงชิงอนาคต 

เมื่อมองภาพรวม การปรับทัพของทั้ง ‘สองพรรค’ แม้อาจจะเกิดขึ้นในห้วงเดียวกัน แต่เป็นการขยับหมากคนละทิศ ‘รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต’ ผอ.หลักสูตรการเมืองและยุทธศาสตร์การพัฒนา สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ได้ฉายภาพฉากทัศน์การเมืองผ่านจังหวะ ‘ปรับทัพใหญ่’ ของสองพรรคหลักไว้คมชัด โดยชี้ให้เห็นว่าเกมนี้ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนตัวบุคคล แต่เป็นการ ‘จัดกระดานใหม่’ ที่แต่ละฝ่ายต้องเดินหมากให้ทันสถานการณ์ที่กำลังบีบคั้นเข้ามา 

ประเด็นแรกคือยุทธศาสตร์ ‘ผลัดใบ’ ซึ่งสะท้อนคนละโจทย์ แต่ใช้เครื่องมือคล้ายกัน สำหรับ ‘พรรคประชาชน’ การปรับโครงสร้างครั้งนี้ไม่ต่างจากการ ‘ตั้งการ์ดสูง’ เตรียมรับแรงปะทะจากคดี 44 สส. 

ขณะที่พรรคเพื่อไทย การขยับตัวครั้งนี้มีนัยของการ ‘รีแบรนด์ครั้งใหญ่’ แบบไม่ต้องประกาศเสียงดัง แต่ให้ภาพมันเล่าเรื่องเอง การดันคนรุ่นใหม่ขึ้นมาเป็นหัวขบวน ไม่ใช่แค่เติมเลือดใหม่ แต่คือการ ‘ล้างภาพจำเก่า’ ที่ติดตัวพรรคมานาน  

โดยการมีคนรุ่นใหม่อย่าง ‘ยศชนัน’ ขึ้นมาเป็นหัวขบวนตั้งแต่ตอนเลือกตั้ง ซึ่งจะสามารถทำงานร่วมกับกรรมการบริหารชุดใหม่ ที่มีช่วงวัยและแนวคิดใกล้เคียงกันได้ง่าย เพื่อสลัดภาพลักษณ์เดิมๆ และสร้างความเชื่อมโยงกับฐานเสียงคนรุ่นใหม่ที่มองหาความทันสมัยและความชัดเจนในเชิงนโยบาย  

“ถือเป็นการปรับตัวทางการเมืองที่ทั้ง 2 พรรคต้องเผชิญและตั้งรับไปพร้อมกัน  พรรคประชาชนจำเป็นต้องรับมือกับแรงกดดันจากกลุ่มรัฐพันธุ์ลึก ขณะเดียวกันก็ต้องเร่งขยายฐานความนิยมให้กว้างที่สุดเท่าที่จะทำได้ ส่วนพรรคเพื่อไทย แม้แรงกดดันจากชนชั้นนำจะผ่อนคลายลงไปบ้าง แต่โจทย์สำคัญยังคงเป็นการประคองสถานะของพรรคไม่ให้ถดถอยลงไปกว่าเดิม” 

ประเด็นที่สอง การใช้ ‘นักวิชาการนำทัพ’ คือเทรนด์ใหม่ ที่น่าจับตาที่สุดคือการปรากฏชื่อของ ‘อาจารย์ต้น’ (พรรคประชาชน) และการมีอยู่ของ ‘อาจารย์เชน’ (พรรคเพื่อไทย) ซึ่งทั้งคู่มีภูมิหลังเป็นนักวิชาการที่ประสบความสำเร็จ และมีดีกรีการศึกษาจากสถาบันระดับโลก 

‘พิชาย’ มองว่านี่คือการเปลี่ยนผ่านเชิงคาแรคเตอร์ จากเดิมที่ผู้นำพรรคมักเป็น นักธุรกิจ นักบริหาร หรือนักการเมือง มาสู่ยุคของ ‘ผู้นำสายวิชาการ’ ที่เน้นวิสัยทัศน์ยาวไกล (Long-term Vision) และการพัฒนาเชิงลึก ซึ่งภาพลักษณ์นี้สร้างความเชื่อมั่นได้มากกว่าในยุคที่ประเทศต้องการทางออกที่ซับซ้อน  

"ในขณะที่พรรคการเมืองแบบเก่าอย่างภูมิใจไทยยังยึดติดกับระบบอุปถัมภ์และโครงสร้าง 'บ้านใหญ่' แต่เพื่อไทยและประชาชนกำลังมุ่งไปสู่ทิศทางของการใช้ความรู้และวิสัยทัศน์เพื่อนำพาประเทศไปสู่อนาคต"

พิชาย กล่าว

พิชายเปิดเผย ว่า ‘พรรคภูมิใจไทย’ ที่ยังยึดโยงกับ ‘โครงสร้างบ้านใหญ่’ และ ‘ระบบอุปถัมภ์แบบเดิม’ แม้จะมี ‘ทีมเทคโนแครต’ เข้ามาเป็นกำลังแต่อาจไม่มีผลมากสำหรับการเมืองในอนาคต แต่กรณีที่อีกสองพรรคกำลัง ‘ขยับเข็มนาฬิกา’ ไปสู่การเมืองที่ใช้ความรู้เป็นตัวนำ ซึ่งแม้จะยังไม่ใช่คำตอบทั้งหมด แต่เป็นสัญญาณของการเปลี่ยนผ่านที่เลี่ยงไม่ได้ เขาย้ำว่า ระบบบ้านใหญ่ยังไม่หายไปไหน เพราะในความเป็นจริง ‘การเมืองไทยยังมีสองโลกซ้อนกันอยู่’ คือโลกของฐานเสียงแบบอุปถัมภ์ กับโลกของคนรุ่นใหม่ที่เติบโตผ่านข้อมูลข่าวสาร  

ดังนั้นเกมการเมืองต่อจากนี้จะไม่ใช่การแทนที่กันแบบเบ็ดเสร็จ แต่เป็นการ ‘ช่วงชิงพื้นที่’ ระหว่างสองแนวคิดที่ต้องอยู่ร่วมกันไปอีกระยะ 

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์