ท่ามกลาง ข้อกล่าวหา การแก้ต่าง และ สร้างเฟคนิวส์ จากกรณีแตกหักกันเองใน ขั้วพรรคสีส้ม ที่ปรากฎเป็นความไม่พอใจ บานปลายจนต้องขุดขึ้นมาแฉ เชื่อมโยงเป็นภาพใหญ่ สายสัมพันธ์บุคคล ส่งต่อกระจายกลายเป็นข้อมูลหลายทาง
ด้วยความเคลือบแคลงใจว่า บริษัท สเปกเตอร์ ซี จำกัด (SPECTRE C CO., LTD.) อาจเป็นศูนย์ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร หรือ Information Operation - IO ของ ‘พรรคสีส้ม’ หรือไม่ ?
สเปกเตอร์ ซี จดทะเบียนจัดตั้งเมื่อ 14 มกราคม 2563 ระหว่างช่วงรอยต่อการ ยุบพรรคอนาคตใหม่ มีทุนจดทะเบียนล่าสุดที่ 1,430,000 บาท มีการกำหนดที่ตั้ง อยู่บนชั้น 5 ของอาคารอนาคตใหม่ ซึ่งเป็นที่ทำการของอดีตพรรคก้าวไกล และพรรคประชาชนในปัจจุบัน
โครงสร้างกรรมการบริษัท ได้แก่ พุฒิพงศ์ พงศ์เอนกกุล , ศุภชัย เสียงจันทร์ และ กัลยกร ศรีวารีรัตน์ และมี รายชื่อผู้ถือหุ้นที่น่าสนใจและใกล้ชิดกับพรรคอย่างยิ่ง เช่น นันทพร อาศิรพจนกุล ผู้เป็นสามีของกุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ อดีตรองหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ถือหุ้นใหญ่สุด 10,675 หุ้น (74.65%)
โดยมีรายงานว่า จำนวนทั้งหมดนั้น ถูกโอนเปลี่ยนมือมา จาก ศรายุทธิ์ ใจหลัก เลขาธิการพรรคประชาชน ก่อนเข้ามามีบทบาทภายในพรรค และ นิติพัฒน์ แต้มไพโรจน์ เหรัญญิกพรรคอนาคตใหม่ 687 หุ้น (4.80%) บุคคลที่มักปรากฎชื่อในหลายธุรกิจของเหล่าแกนนำพรรค
ในครั้งแรกได้ระบุประเภทธุรกิจ เป็นกิจกรรมทางกฎหมาย มีวัตถุประสงค์ ประกอบกิจการรับเป็นที่ปรึกษากฎหมาย และทนายความ ตลอดจนการให้บริการทางกฎหมายแก่บุคคล หรือนิติบุคคลใดๆ ทั้งภายในและภายนอกราชอาณาจักร
แต่ในการส่งงบการเงินปี 2567 ล่าสุด กลับระบุประเภทธุรกิจ เป็นการจัดพิมพ์จำหน่าย หรือเผยแพร่งานอื่นๆ ผ่านทางออนไลน์ ซึ่งมีวัตถุประสงค์ การบริการตัดต่อภาพและเสียง
พรรณิการ์ วาณิช ในฐานะอดีตโฆษกพรรคอนาคตใหม่ ได้พาเดินทุกชั้นของอาคาร เพื่อปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่อง IO ชัดเจน และชี้แจงว่า บริษัทดังกล่าว ก่อตั้งขึ้นโดยอดีตทีมงานสื่อ และฝ่ายกฎหมายของพรรคอนาคตใหม่ มีจุดประสงค์หลัก เพื่อรับผลิตสื่อ ทั้งกราฟิก, วิดีโอ, คอนเทนต์ออนไลน์ ป้ายหาเสียง กระทั่งการออกแบบรถคาราวาน ให้กับพรรคก้าวไกลในการเลือกตั้งปี 2566 และต่อเนื่องมาถึงพรรคประชาชน
โดยย้ำว่า บริษัทได้มีการรับงานจากลูกค้ารายอื่น และพรรคก็ยังมีการจ้างบริษัทอื่นๆ เช่นกัน พร้อมยืนยันว่า ไม่ใช่การผูกขาดซึ่งกันและกัน
ส่วนค่าจ้าง ก็นำมาจากกองทุนเพื่อการพัฒนาการเมือง ที่ถูกจัดสรรเงินอุดหนุนโดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นไปตามกฎหมาย มีการส่งหนังสือชี้แจ้ง และเข้าตรวจสอบเสมอ
ต่อมา ศรีสุวรรณ จรรยา ได้นำเรื่องนี้ไปยื่นร้องต่อ กกต. เพื่อให้ตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทดังกล่าวกับพรรคประชาชน อาจขัดบทบัญญัติรัฐธรรมนูญที่ห้ามผู้สมัครหรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองถือหุ้นในกิจการสื่อ และอาจเข้าข่ายผิด พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา 20 (ข้อกำหนดเกี่ยวกับการดำเนินกิจการของพรรค) โดยมุ่งเป้าไปที่ความสัมพันธ์เชิงลึก ทั้งสถานที่ตั้งที่อยู่ตึกเดียวกัน และโครงสร้างผู้บริหารบริษัท ที่เคยเป็นหรือเป็นแกนนำพรรค
หากพิสูจน์ได้ว่า กระบวนการ IO มีการนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จ หรือใส่ร้ายป้ายสี ในช่วงก่อนการเลือกตั้ง อาจผิด พ.ร.ป. ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. มาตรา 73 (5) จนอาจเป็นเหตุให้ กกต. อาศัยอำนาจตามมาตรา 92 เสนอศาลรัฐธรรมนูญ ดำเนินการสั่งยุบพรรคได้
นอกจากนี้ ศรีสุวรรณ ยังตั้งคำถามถึงสถานะคนนอกที่เข้ามาครอบงำ จากกรณี พรรณิการ์ ชี้แจงแทนบริษัท พร้อมพ่วงประเด็นที่พรรคประชาชน เปิดรับสมัครสมาชิกพรรคผ่านระบบออนไลน์ โดยบังคับให้ผู้สมัครต้องกรอก รหัส Laser ID ที่อยู่ด้านหลังบัตรประชาชน เนื่องจากมองว่า เป็นข้อมูลความลับส่วนบุคคลขั้นสูงสุด อาจเป็นการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ มาตรา 32 (สิทธิในความเป็นส่วนตัว) และเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) หากมีการนำข้อมูลไปใช้ผิดวัตถุประสงค์
พรรคประชาชน จึงลงเอกสารยืนยันว่า การขออนุญาตเชื่อมต่อข้อมูล Laser ID กับกรมการปกครอง พรรคอนาคตใหม่ และพรรคก้าวไกลในอดีต เคยได้รับอนุญาตให้เชื่อมต่อกับระบบของกรมการปกครองอย่างเสร็จสมบูรณ์แล้ว ก่อนที่จะมีการยุบพรรค
สำหรับพรรคประชาชน พรรคได้รับอนุญาตในส่วนของโปรแกรมสำหรับอ่านข้อมูลจากบัตรประจำตัวประชาชนแบบอเนกประสงค์ (Smart Card), ระบบพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล (DOPA Digital ID) แล้ว เหลือเพียงขั้นตอนการอนุญาตให้ใช้บริการ Web Service เพื่อตรวจสอบสถานะบัตรประจำตัวประชาชนผ่าน API เท่านั้นก็จะเสร็จสมบูรณ์
ล่าสุด กรุณพล เทียนสุวรรณ รองโฆษกพรรคประชาชน เปิดเผยว่า ขณะนี้ทางพรรคประชาชนกำลังร่างคำฟ้อง เพื่อตอบโต้กรณีดังกล่าวอยู่
สุดท้ายต้องรอการพิจารณาของ กกต. ว่า ประเด็นดังกล่าวจะมีน้ำหนักมากเพียงพอจะเป็นความผิด หรือนำพาไปสู่การยุบพรรคอีกครั้งหรือไม่ หากมีหลักฐานหนักแน่น ถึงขั้นที่พิสูจน์ได้ว่า ‘พรรคการเมือง’ มีส่วนได้ส่วนเสียกับ ‘บริษัททำสื่อ’ นี้ ก็สุ่มเสี่ยงที่จะขัดต่อข้อกฎหมาย




