'พอแล้ว…ไม่ไหวแล้ว' 'ปชน.' เตรียมซัด วิกฤต 'รัฐบาลอนุทิน'

7 เม.ย. 2569 - 11:55

  • ‘ปชน.’ ใช้ธีม ‘พอแล้ว...ไม่ไหวแล้ว’ เตรียมนำทีม 20 คนชำแหละนโยบาย 'รัฐบาล'

  • ย้ำ ‘โฉมหน้า ครม.’ โควต้าการเมือง ต่อให้มีนโยบายที่สวยหรู ก็ไม่สามารถแก้ไขโครงสร้างใหญ่ได้ หากไม่กล้าชนกับคอรัปชั่น-ผลประโยชน์ทับซ้อน 

'พอแล้ว…ไม่ไหวแล้ว' 'ปชน.' เตรียมซัด วิกฤต 'รัฐบาลอนุทิน'

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงการอภิปรายแถลงนโยบายรัฐบาล ว่า การแถลงนโยบายในครั้งนี้ เรามาในธีม ‘พอแล้ว...ไม่ไหวแล้ว’ ซึ่งพรรคประชาชน พร้อมที่จะเป็นตัวแทนส่งเสียงสะท้อนไปยังรัฐบาล ถึงความเดือดร้อนของประชาชน เพราะสิ่งที่รัฐบาลควรทำคือมองไปข้างหน้า หากเรามองวิกฤตที่ผ่านมา ในเรื่องของฝุ่น PM 2.5 และน้ำมัน รัฐบาลมักตามแก้ปัญหาย้อนหลัง ตั้งแต่มีวิกฤตแรกๆ ก็มีประชาชนสะท้อนว่า อยากให้รัฐบาลเปิดเผยข้อมูลว่า มีใครกักตุนน้ำมันหรือไม่ ซึ่งตอนแรกรัฐบาลยืนยันว่าไม่มี แต่สุดท้ายก็ออกมาแถลงอีกแบบว่า สุดท้ายคนที่กักตุนน้ำมันแสวงหาผลประโยชน์ บนความเดือดร้อนของประชาชนจริงๆ วิกฤตเรื่องฝุ่นก็เช่นเดียวกัน มีการเกิดขึ้นทุกปี  

แม้เราเรียกร้องมาโดยตลอดว่า การจัดสรรงบประมาณที่เพียงพอ และการให้สวัสดิการที่ดี และเพียงพอ ประกันกลุ่ม ประกันชีวิต ประกันอุบัติเหตุ และประกันสุขภาพแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน ก็เป็นสิ่งสำคัญ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือเรามักเห็นการแก้ไขปัญหาย้อนหลัง คือเมื่อเกิดความสูญเสียขึ้น รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องค่อยออกไปแสดงความเสียใจ เราทุกคนมีความเสียใจ แต่จริงๆ รัฐบาล ควรบริหารจัดการล่วงหน้าได้ดีกว่านี้เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุสูญเสีย 

เมื่อถามว่า จะชู 2 ประเด็นดังกล่าวนี้ใช่หรือไม่ ณัฐพงษ์ กล่าวว่า นี่เป็นวิกฤตเฉพาะหน้าที่ประชาชนกำลังเดือดร้อนมากๆ อยู่ในขณะนี้ แต่จริงๆ ต้องบอกว่าประเทศเรามีวิกฤตเรื่องเศรษฐกิจที่โตรั้งท้าย เช่น ปัญหาด้านการศึกษา ด้านสิ่งแวดล้อม หรือตลาดพลังงานที่เราเรียกร้องให้มีการเปิดเสรี การเกณฑ์ทหาร โดยพรรคประชาชนได้เตรียมผู้อภิปรายไว้ไม่ต่ำกว่า 20 คน คงจะอภิปรายทุกอย่างได้อย่างรอบด้าน ซึ่งตนเองจะเป็นผู้อภิปรายเปิด แล้วตามด้วย วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ชุดแรกอาจจะเป็นการเปิดอภิปรายด้วยประเด็นเศรษฐกิจ เพราะเป็นปัญหาที่ประชาชนรอฟังอยู่ทั้งประเทศ และจะมีการอภิปรายต่อเนื่องจนครบทุกด้าน 

ส่วนหลังจากได้เห็นตัวร่างนโยบายของรัฐบาลแล้ว ประเมินเป็นอย่างไรบ้างนั้น จากที่เห็นความพยายามที่จะปรับให้มีอะไรใหม่ๆ เช่น การที่มีการตั้งคลัสเตอร์ ยุทธศาสตร์การบริหารแบบบูรณาการขึ้นมา 5 กลุ่ม เชื่อว่า สิ่งที่พรรคภูมิใจไทยในฐานะพรรคแกนนำรัฐบาล พยายามทำคือเขาพยายามที่จะเอานโยบายของพรรคอื่นๆ ที่อาจจะเห็นว่าดีไปมัดรวมกัน หากดูเฉพาะในเรื่องของนโยบาย คิดว่าในหลักการไม่ได้ติดขัด หลายอย่างพรรคประชาชนก็เคยนำเสนอในส่วนนี้ เช่น เรื่องโครงสร้างของทีมบริหาร  

แต่การออกแบบโครงสร้างผังบริหาร นโยบายที่เอาจากพรรคอื่นๆ มามัดรวมกัน อาจจะยังไม่เพียงพอ เพราะสิ่งที่จำเป็นของประเทศไทยในขณะนี้ คือการขับเคลื่อนนโยบายอย่างมีพลัง นโยบายจะขับเคลื่อนอย่างมีพลังได้ ต้องมีการร่วมมือจากทุกส่วน สิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งคือการไว้เนื้อเชื่อใจ สิ่งที่เป็นปัญหาสูงสุดของรัฐบาลในขณะนี้ คือประชาชนและภาคเอกชน ขาดความเชื่อมั่น เชื่อใจในรัฐบาล กับการที่ประชาชนตั้งคำถามว่า มีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ ที่มาที่ไปของฐานอำนาจของรัฐบาลชุดนี้ ตกลงมาจากไหน 

เราอาจจะเห็นโฉมหน้าของรัฐบาล คณะรัฐมนตรี (ครม.) หลายคนที่อาจจะมีความรู้ความสามารถจริงในบางสาย แต่โดยส่วนใหญ่เรายังเห็นโฉมหน้าของ ครม.ที่มาจากโควตาทางการเมือง ซึ่งพวกเรายืนยันมาโดยตลอดว่า โฉมหน้าของ ครม. ลักษณะนี้ ต่อให้จะมีนโยบายที่สวยหรูขนาดไหน ก็อาจจะไม่สามารถแก้ไขโครงสร้างใหญ่ๆ ได้ หากไม่กล้าชนกับคอรัปชั่น ผลประโยชน์ทับซ้อนทางการเมือง

ณัฐพงษ์ กล่าว 

สำหรับบริบททางการเมือง หรือนโยบายของรัฐบาลที่จะแถลงต่อรัฐสภา ประเมินว่ารัฐบาลจะอยู่ได้ครบเทอม 4 ปี หรืออยู่ได้ยาวหรือไม่ ณัฐพงษ์ กล่าวว่า จะอยู่ครบเทอมหรือไม่ครบเทอม อยู่ที่รัฐบาลจะสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับให้กับประชาชนหรือไม่ การแถลงนโยบายคือจุดเริ่มต้น สิ่งที่ตนเองคิดว่าสิ่งสำคัญไม่แพ้กัน คือการทำให้ประชาชนเห็นว่า ที่มาของรัฐบาลชุดนี้มีความถูกต้อง ซึ่งความชอบธรรมของรัฐบาลชุดนี้ ควรเริ่มต้นมาจากการเลือกตั้งที่โปร่งใส และเป็นธรรม  

เช่น ความผิดปกติที่จังหวัดสุพรรณบุรี เขต 2 ซึ่งอยู่ในพื้นที่ที่เป็นผู้สมัครของ สส.พรรคภูมิใจไทย ไม่จำเป็นต้องรอการแสวงหาข้อเท็จจริงจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพราะการตรวจสอบคนในพรรคตัวเอง สามารถดำเนินการทำได้เลย ในขณะนี้เราพยายามเดินหน้าทุกช่องทาง และดำเนินการเรียกร้องหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินคดีทุกช่องทาง สามารถทำได้ โดยฝ่ายกฎหมายของพรรค นำโดย นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง รองหัวหน้าพรรค ดำเนินการเรื่องนี้อยู่ รวมถึงบุคคลที่อยู่ใน ครม. ต้องไม่มีผลประโยชน์ เนื่องจากเราก็เห็นนายกรัฐมนตรีออกมาปกป้อง พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม แต่สุดท้ายเมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้น ก็ต้องรับผิดชอบด้วยการลาออก แต่ทำไมไม่แสดงความบริสุทธ์ใจก่อนหน้านี้  

ส่วนกังวลหรือไม่ว่า ฝั่งรัฐบาลจะมองว่าฝ่ายค้านใช้เวทีนี้ เป็นเวทีซักฟอก ณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตนเองคิดว่า เวทีในสภาทุกเวทีคือเวทีซักฟอกรัฐบาลอยู่แล้ว แต่จะเป็นการซักฟอกหนักแบบอภิปรายไม่ไว้วางใจ หรือซักฟอกแบบปกติที่เราต้องตรวจสอบรัฐบาลทุกวัน ตนเองคิดว่าเป็นกลไกธรรมดาของรัฐสภา ที่เราต้องใช้กลไก ไม่ว่าจะเป็นการตั้งกระทู้ถามการอภิปราย หรือในคณะกรรมาธิการ ในการซักฟอกรัฐบาลทุกอันอยู่แล้ว 

เมื่อถามว่า การอภิปรายจะซ้ำซ้อนหรือไม่ เนื่องจาก ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ก็เคยระบุว่า ไม่อยากให้มีการอภิปรายที่ซ้ำซ้อน ณัฐพงษ์ กล่าวว่า ดูที่เนื้อหา เชื่อว่าผู้อภิปราย 20 คนของพรรคประชาชน เตรียมเนื้อหาการอภิปรายมาอย่างดี แบ่งพาร์ทกันมาอย่างดี ไม่มีการอภิปรายซ้ำซ้อนแน่นอน ส่วนผู้อภิปรายอื่นๆ เพื่อนสมาชิกรัฐสภา ควรที่จะพยายามควบคุมเนื้อหาการอภิปรายของตนเอง ไม่ให้มีความซ้ำซ้อน 

สำหรับกรณีที่ผ่านมา พรรคประชาชนถูกโจมตีมาโดยตลอด มีวิธีการรับมืออย่างไรบ้าง ณัฐพงษ์ กล่าวว่า เราทำหน้าที่ของเราอย่างตรงไปตรงมา หากจะมีการใช้ข้อบังคับ หรือเทคนิควิธี เพื่อที่จะพยายามตีรวนกระบวนการในสภา เราเองก็พร้อมที่จะลุกขึ้น ใช้วิธีการตอบโต้ แต่ตนไม่อยากให้เวทีสภา ที่ประชาชนรอรับฟังว่า รัฐบาลมีนโยบายอะไรบ้างตอบโจทย์หรือไม่ตอบโจทย์ สุดท้ายกลายเป็นว่า สมาชิกรัฐสภาในฐานะที่จะต้องตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล มาทะเลาะกันเอง ไม่อยากให้เวทีนี้ เป็นเวทีที่ประชาชนติดตามแล้วรู้สึกว่า รัฐสภาไม่ได้ทำหน้าที่ของตนเอง  

People-Party-Parliment-7apr26-SPACEBAR-Photo V01.jpg

นอกจากนั้น พรรคประชาชน ยังโพสต์ข้อความด้วยว่า ในวันที่คนไทยถูกล้อมด้วยวิกฤตเฉพาะหน้า น้ำมันแพง ค่าไฟจ่อปรับขึ้น รายได้โตไม่ทันค่าครองชีพ ซ้ำเติมวิกฤตระยะยาว หนี้ท่วมประเทศ คอร์รัปชันเบ่งบาน คุณภาพการศึกษาตกต่ำ สังคมสูงวัย และภัยพิบัติที่รุนแรงขึ้น

รัฐบาลสีน้ำเงินเต็มรูปแบบ จะพาประเทศเราไปได้ไกลแค่ไหน? แม้จะว่ากันว่ารัฐบาลชุดนี้มาพร้อมรัฐมนตรีที่มีคน ‘อวย’ ว่าจะช่วยรักษาประเทศไทยให้หายจากการเป็นคน ‘ป่วย’ แห่งเอเชีย ด้วยคำมั่นสัญญาว่าจะแก้สารพัดความ ‘ห่วย’ ดันเศรษฐกิจไทยหลุดอันดับ ‘บ๊วย’ จนคนไทยต้องร้องว่า ‘รวย’ ไม่ไหวแล้ว

แต่ภายในวันแรกของรัฐบาล ประชาชนทั่วประเทศกลับประสานเสียงว่า 'พอแล้ว … ไม่ไหวแล้ว' พบกับการอภิปรายคำแถลงนโยบายรัฐบาลภูมิใจไทยพลัส โดยพรรคประชาชน เพื่อตีแผ่วิกฤตประเทศไทยในเงื้อมมือรัฐบาลอนุทินที่มุ่งปกป้องผลประโยชน์ของตนและพวกพ้องเป็นสำคัญ 9-10 เมษายนนี้

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์