ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 1 วาระเรื่องด่วน คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามมาตรา 162 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ที่มี โสภณ ซารัมย์ประธานรัฐสภาเป็นประธานการประชุมม
ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน อภิปรายด้วยการชวนให้ทุกคนตั้งคำถามกับตนเองว่า หลังจากที่ได้ฟังคำแถลงนโยบายของรัฐบาลโดยนายกรัฐมนตรีจบ มีความรู้สึกอย่างไร รู้สึกมีความหวังมองเห็นอนาคตของตนเองควบคู่ไปกับอนาคตของประเทศตามที่นายกฯ ได้ฉายให้พวกเราเห็นหรือไม่ ถ้าไม่ เป็นเพราะอะไร การอภิปรายของตนเองจึงจะเป็นการตั้งข้อสังเกตต่อคำแถลงนโยบาย ซึ่งจะทำให้ทุกคนรู้สาเหตุชัดเจนมากขึ้น
รัฐบาลชุดนี้ น่าจะเป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพมากที่สุดชุดหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ที่ไม่ได้มาจากคณะปฏิวัติรัฐประหาร เพราะรัฐบาลชุดนี้ สามารถคุมอำนาจได้อย่างเบ็ดเสร็จ ทั้งสภาบนและสภาล่าง รวมถึงองค์กรอิสระที่สามารถจัดสรรดุลอำนาจทุกอย่างได้อย่างลงตัว เรียกได้ว่า รัฐบาลชุดนี้แบ่งกันบูรณาการบริหารราชการแผ่นดินออกเป็น 5 คลังสเตอร์ แต่ไม่ได้เป็นแบบที่นายกฯ ได้แถลงไป เป็น 5 คลัสเตอร์ของกลุ่มอำนาจ ที่เกิดจากการรวมกันตั้งรัฐบาล และแบ่งสรรปันส่วนผลประโยชน์ได้อย่างลงตัว
คลัสเตอร์แรกคือ บรรดามุ้งการเมืองที่อดีตอาจเคยสังกัดอยู่พรรคการเมืองอื่น แต่การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาย้ายมาสู่เสื้อพรรคภูมิใจไทย หลักฐานปรากฏเด่นชัดว่าพรรคภูมิใจไทย ในฐานะพรรคการเมืองอันดับ 1 ที่ไม่ได้หมายถึงจำนวน สส.มากที่สุดในสภาผู้แทนราษฎร แต่เป็นพรรคการเมืองอันดับ 1 ที่มี สส.ย้ายพรรคแล้วชนะการเลือกตั้งมาอยู่ในสภาฯ มากเป็นอันดับ 1 การจัดตั้งรัฐบาลโดยใช้วิธีการรวมอำนาจจากมุ้งต่าง ๆ นี้ ทำให้เราเห็นโฉมหน้าคณะรัฐมนตรีจากบ้านสงขลา ชลบุรี และสุพรรณบุรี
คลัสเตอร์ที่สองคือ พรรคการเมืองอันดับ 2 ที่ร่วมรัฐบาลยอมขายวิญญาณตนเอง เพราะไม่สามารถต่อรองกับพรรคภูมิใจไทยได้ ยกตัวอย่างสมการทางการเมือง หากพรรคการเมืองอันดับ 2 ขู่ถอนตัวออกจากพรรคร่วมรัฐบาล สิ่งที่พรรคภูมิใจไทยทำได้ไม่ต้องมีข้อกังวลใจ จากปัจจุบันที่เป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก 290 กว่าเสียง สามารถดึงพรรคการเมืองที่ปัจจุบันอยู่ในพรรคฝ่ายค้านไปร่วมรัฐบาลได้ทันทีกลายเป็นรัฐบาล 270 กว่าเสียง ก็ยังคงเป็นเสียงข้างมากในสภา เกิดปัญหาการรวมขั้วจัดตั้งรัฐบาล
คลัสเตอร์ที่สาม ส่วนสำคัญที่ทำลายล้างอำนาจต่อรองพรรคการเมืองอันดับ 2 คือพรรคร่วมรัฐบาลอื่น ๆ ประมาณ 20 กว่าเสียง เป็นดุลอำนาจสำคัญที่ทำลายอำนาจต่อรองของพรรคที่ตั้งใจจะไปร่วมรัฐบาลในฐานะพรรคการเมืองอันดับ 2 หากปราศจากสิ่งเหล่านี้ในการจัดตั้งรัฐบาลพรรคภูมิใจไทย จะไม่สามารถเดินยุทธศาสตร์ชักเข้าชักออก ดึงพรรคอื่น ๆ เข้าร่วมรัฐบาลได้ตลอดเวลาเช่นนี้
คลัสเตอร์ที่สี่ บรรดาสมาชิกรัฐสภาที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งหรือองค์กรอิสระอื่น ๆ ที่ได้รับการแต่งตั้งมาจากพวกเขาล้วนเป็นไพ่โจ๊กเกอร์ ที่พรรคภูมิใจไทยจะหยิบออกมาใช้เมื่อใดก็ได้ใช้คุมเกมในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้เป็นไปตามหน้าตาที่เขาอยากเห็น ใช้โจมตีฝั่งตรงข้ามแบบที่พวกตนกำลังโดนอยู่ในคดี 44 สส. ใช้ปกป้องพวกพ้องตนเองก็ได้ ยกตัวอย่าง กรณี กกต.รับรองผลการเลือกตั้งจังหวัดสุพรรณบุรี เขต 2 ทั้งที่ยังมีข้อครหาอยู่เต็มประดา นับคะแนนเลือกตั้งใหม่ไม่ตรงกับวันเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา ประชาชนยังมีข้อครูหากับหน่วยเลือกตั้งอื่น ๆ ยังไม่ได้ตรวจสอบก็มีการรับรองผลการเลือกตั้งแล้ว รวมถึงคดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งที่ขณะนี้อยู่ในมือของศาลรัฐธรรมนูญ ไพ่ใบนี้สร้างเสถียรภาพให้กับรัฐบาลซึ่งพรรคการเมืองอื่น
คลัสเตอร์ที่ห้า บรรดากลุ่มคนบางกลุ่มในประเทศที่ต้องการรักษาระเบียบเดิมให้คงอยู่ต่อไป มีหน้าที่ให้ความคุ้มครองทุกคนที่อยู่ในค่ายรัฐบาลภูมิใจไทย คอยส่งสัญญาณบอกกลุ่มอื่น ๆ ว่า มาเถอะอยู่ข้างนี้ ทำอะไรก็ไม่ผิด คนกลุ่มนี้คือเป็นคนที่ถือตั๋วใบที่สอง ให้สัญญาณแก่พรรคภูมิใจไทยในคืนก่อนวันเลือกตั้ง
ระหว่างนั้น อัครเดช วงศ์พิทักษ์โรจน์ สส.ราชบุรี พรรคภูมิใจไทย ลุกขึ้นประท้วงโดยขอให้ประธานในที่ประชุม ควบคุมประเด็น เพราะณัฐพงษ์อภิปราย ไม่ได้อยู่ในคำแถลงนโยบาย โสภณ จึงวินิจฉัยว่า พูดแค่นี้ยังฟังได้อยู่ แต่หากลงรายละเอียดกว่านี้ ก็จะเป็นการอภิปรายองค์กรอื่นไม่เกี่ยวกับนโยบายของรัฐบาล
ณัฐพงษ์ จึงชี้แจงว่า ตามข้อบังคับสามารถอภิปรายถึงคุณสมบัติ และความสามารถของคณะรัฐมนตรี ว่าจะบรรลุเป้าหมายตามนโยบายที่ได้แถลงต่อรัฐสภาหรือไม่ อัครเดช ได้กล่าวต่อว่า การเลือกตั้งในจังหวัดสุพรรณบุรี จัดโดย กกต.รัฐบาลมีหน้าที่จัดการการเลือกตั้งหรือไม่ จึงขอให้อภิปรายอยู่ในประเด็น ตามอำนาจของรัฐบาล โสภณ กล่าวย้ำคำเดิมว่า อนุญาตให้มีการอภิปราย และขอให้มีการปรับเนื้อหาอภิปราย เพื่อให้เป็นการอภิปรายคำแถลงนโยบาย
ณัฐพงษ์ อภิปรายต่อถึง การบริหารราชการแผ่นดินโดยการแบ่งออกเป็น 5 คลัสเตอร์ ไม่ได้มีประชาชนอยู่ในสมการ การจัดตั้งรัฐบาลชุดนี้เมื่อเริ่มต้นจากดีลของกลุ่มอำนาจต่างๆ ที่ผลประโยชน์ลงตัวการจัดตั้งรัฐบาลก็ลงตัว ไม่เห็นเจตจำนงหรือวาระที่จะผลักดันร่วมกันในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล หลังฟังนายกฯ แถลงนโยบาย 23 ข้อจบ ตนเองจึงไม่รู้สึกว่ากำลังจะมีอนาคตร่วมกับอนาคตของประเทศ
ช่วงต้นนายกฯ วางหลักการที่ท่องเหมือนคาถา 3 ข้อ ข้อแรก จะพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันหลักของชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ข้อสองคือ การยึดมั่นในระบอบการปกครองอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ข้อสาม ยึดมั่นในหลักนิติธรรมบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรมและเสมอภาค ซึ่งไม่ว่าพรรคการเมืองใด รวมถึงพรรคประชาชนหากได้เป็นรัฐบาลก็ต้องยึดถือเป็นหลักปฏิบัติ แต่สิ่งที่ประชาชนอยากได้ยินคือ รัฐบาลโดยการนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล จะพาประเทศไปในทิศทางใด
ณัฐพงษ์ ระบุอีกว่า ตนเองฟังคำแถลงนโยบายของนายกฯ จบ 1 ชั่วโมงกว่ายังไม่เห็นทิศทางที่ชัดเจน ยังไม่เห็นพันธกิจ หรือเจตจำนงร่วมกันของรัฐบาลชุดนี้ตกลงแล้วอะไรคือวาระของประเทศที่แต่ละพรรคตกลงร่วมกันในการตั้งรัฐบาล ยกตัวอย่าง การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน การแสดงออกทางการเมืองตนเองไม่เห็นการให้น้ำหนักหรือบรรจุอยู่ในคำแถลงนโยบาย จึงขอสอบถามพรรคร่วมรัฐบาลว่า เจตจำนงทางการเมืองความเป็นนักประชาธิปไตยอยู่ตรงไหน ทำไมถึงไม่ปรากฏในเอกสารฉบับนี้
ณัฐพงษ์ มองว่า ปัญหาใหญ่สุดในประเทศอาจไม่ใช่วิกฤตภายนอก แต่คือวิกฤตภายใน เพราะไม่ว่าเราจะเจอวิกฤตภายนอกที่รุมเร้าเข้ามาขนาดไหน แต่ถ้ารัฐบาลอยู่เคียงข้างประชาชนเราพอจะมีหลักยึดได้บ้าง สำหรับวิกฤติเศรษฐกิจและน้ำมัน วิกฤตสังคม เครือข่ายทุนเทาสแกมเมอร์ วิกฤตความมั่นคง เช่นความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้าน วิกฤตด้านสิ่งแวดล้อม เช่นปัญหาฝุ่นข้ามพรมแดน ทุกวิกฤตเกี่ยวข้องกับคนในประเทศเราทั้งสิ้น แต่สิ่งที่รัฐนี้ปกป้องเสมอมา คือไม่เลือกปกป้องประชาชนก่อน แต่เลือกปกป้องคนที่อยู่ใกล้ชิดกับรัฐบาลก่อน
ณัฐพงษ์ ยกตัวอย่างวิกฤตน้ำมัน จากรัฐบาลที่มีเสถียรภาพมีดุลอำนาจลงตัว มีดุลอำนาจทางการเมือง ได้ทำให้ประชาชนรู้สึกมั่นคงเพิ่มขึ้นหรือไม่ เชื่อมั่นหรือไม่ว่ารัฐบาลที่มีอยู่จะใช้โรงกลั่นน้ำมันในประเทศ กำกับดูแลค่ากลั่นน้ำมันให้มีความเหมาะสม สะท้อนกับต้นทุนจริงไม่ได้เอารัดเอาเปรียบประชาชนในขณะนี้ วิกฤติฝุ่น PM 2.5 ในขณะที่เราสูญเสียอาสาสมัครดับไฟป่าเป็นทุกปี ประชาชนนับล้านได้รับผลกระทบ รัฐบาลที่มั่นคงได้ทำให้ประชาชนรู้สึกมั่นคงหรือไม่ว่าท่านพร้อมใช้กลไกที่มีอยู่เพื่อผ่านกฎหมายอากาศสะอาดโดยเร็ว ไม่ใช่ใช้ไพ่โจ๊กเกอร์ในมือเพื่อกุมอำนาจของรัฐบาล
ณัฐพงษ์ ย้ำว่า ด้วยอำนาจเบ็ดเสร็จที่นายกฯ มีในมือ หากรัฐบาลประสงค์จะทำสิ่งใด เชื่อว่าสามารถทำได้จนประสบผลสำเร็จ อยู่ที่ความแน่วแน่และความกล้าหาญทางการเมืองเป็นสิ่งที่ตนเองและประชาชน กำลังมองหาจากตัวนายกฯ และคณะรัฐมนตรีทุกคน สิ่งที่พวกเราต้องการคือ รัฐบาลที่จะเข้าไปทำให้สิ่งที่ถูกกลายเป็นสิ่งที่ผิด ไม่ได้ต้องการทำสิ่งผิดให้เป็นสิ่งถูก วิกฤตภายในที่เกิดขึ้นคือ สถานการณ์ที่กลุ่มคนผู้มีอำนาจในประเทศพยายามจะทำทุกวิถีทางเพื่อรักษาระเบียบเดิมให้คงอยู่ต่อไป
สำหรับการอภิปรายของพรรคประชาชน 2 วันต่อจากนี้ จะเป็นเวทีที่ทำให้ทุกคนเห็นว่าสิ่งที่ประเทศกำลังมองหาอาจจะไม่ได้อยู่ในเล่มคำแถลงนโยบาย แต่คือรัฐบาลที่ไม่ได้เลือกจะรักษาระเบียบเดิม แต่เลือกที่จะสร้างอนาคตใหม่ให้กับประชาชน
พอได้แล้วกับระบบพวกพ้อง การแสวงหาผลประโยชน์ให้กับกลุ่มพวกตน ไม่ไหวแล้วกับวิกฤตรอบด้านที่ประชาชนต้องแบกรับ เริ่มได้แล้วกับการเมืองของประชาชนของพวกเราทุกคน
— ณัฐพงษ์ ทิ้งท้าย
จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ลุกขึ้นใช้สิทธิ์พาดพิง ระบุว่า ในการอภิปรายมีการใช้ถ้อยคำที่พูดถึงพรรคเพื่อไทย ใช้คำว่าพรรคอันดับ 2 “ร่วมรัฐบาลและขายวิญญาณ“ จึงขอถอนคำพูด เพราะทราบดีว่า กระบวนการเข้าร่วมรัฐบาลของพรรคเพื่อไทยเป็นไปตามรัฐธรรมนูญกลไกของการเมืองระบอบรัฐสภา ซึ่งพรรคอันดับ 1 ได้มีการเชื้อเชิญพรรคอันดับ 3 หรือพรรคเพื่อไทยให้เข้าร่วม ก็มีการเข้าหารือถึงเรื่องนโยบายการขับเคลื่อนความเป็นรัฐร่วมกัน ซึ่งพรรคเพื่อไทยได้ตอบตกลงถือเป็นกระบวนการตามระบอบประชาธิปไตย เข้าใจว่าในการอภิปรายมีลีลามากนิดหนึ่ง จึงขอให้ถอนคำพูดที่ไม่ถูกต้องและอาจทำให้เกิดความเสียหาย
ณัฐพงษ์ จึงชี้แจงว่า ตามข้อบังคับเพื่อนสมาชิกมีสิทธิ์ชี้แจงอยู่ที่ประธานจะวินิจฉัย โสภณ กล่าวว่า คำว่า ”ขายวิญญาณประชาธิปไตย“ เป็นคำกล่าวหา ซึ่งเหมือนการใส่ร้าย จึงไม่เหมาะที่จะกล่าวร้ายเขา ขอให้เปลี่ยนคำพูด
ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวว่า หากไม่เช่นนั้น การกล่าวหา ไม่ว่าคำใดก็ตามในสภาฯ ต่อจากนี้ อาจจะต้องถอนกันหมด การใช้บรรทัดฐานนี้อาจจะไม่ถูกต้องต่อไปใครกล่าวหาอะไรกันเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ต้องถอนทุกคำ โสภณ กล่าวว่า เป็นคำที่ร้ายแรงอยู่ จึงขอให้ณัฐพงษ์เปลี่ยนคำพูด
ต่อมา รังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน หารือว่า ในสภาฯ ทั้ง 2 ฝ่ายใช้คำพูดที่เป็นการสะท้อนความรู้สึกนึกคิด สุดท้ายประชาชนจะเป็นผู้พิจารณาเอง หากจุลพันธ์ไม่เห็นด้วยกับการใช้คำพูดนี้ ก็สามารถใช้สิทธิในการชี้แจง
จุลพันธ์ได้ประท้วงอีกครั้งว่า สมาชิกก็พูดแล้วว่า เป็นการใส่ร้ายป้ายสีคนอื่น ซึ่งขัดต่อข้อบังคับการประชุม เพราะท่านยอมรับเองว่าท่านใส่ร้ายพวกตน ทำให้ ปกรณ์วุฒิ แย้งว่าตนเองไม่ได้ใช้คำว่าใส่ร้าย แต่ใช้คำว่ากล่าวหา ตามที่ประธานพูด
ท้ายสุด โสภณได้วินิจฉัยตามเดิมว่า ขอให้เปลี่ยนคำพูด ซึ่งณัฐพงษ์ได้ขอเปลี่ยนคำพูดเป็น "ละทิ้งจุดยืนเดิม" จุลพันธ์ได้กล่าวอีกว่า ถ้าจะใช้วิธีตอดเล็กตอดน้อยแบบนี้ ก็ตามสะดวก ศักดิ์ศรีของพรรคท่าน จนโสภณได้ตัดบท และให้สมาชิกอภิปรายต่อไป






