เปิดแผนลับ ‘พรรคส้ม’ ปล่อยคาราวาน 8 สาย - ตีวงล้อม กทม. ก่อนเปิด ‘หมัดเด็ด’

26 ม.ค. 2569 - 19:00

  • ต้องชนะถล่มทลายเท่านั้น ทิ้งนำหนีห่าง เพื่อที่ใครก็ไม่สามารถปฏิเสธได้ ทำให้เขาเห็นว่า ‘เรา เอา จริง’ ซึ่งการจะเป็นเช่นนั้นได้ ก็ต้อง ‘กาสองใบ’  

  • สาม 3 ผู้นำ ทั้ง พิธา - ธนาธร - ชัยธวัช ต่างร่วมประสานเสียง แสดงพลังเป็นทีมเดียวกัน ขอให้ช่วย ส่ง ‘เท้ง’ เป็น ‘นายกฯ’ เพื่อสมัยที่ 2 

  • ปล่อยคาราวาน 8 สาย กระจายทั่วประเทศ และวนมาจบที่เวทีปราศรัยใหญ่สุดท้าย 6 กุมภาพันธ์ ที่อาคารกีฬาเวสน์ 1 โดยครั้งนี้จัดพื้นที่ทั้งภายใน และนอกอาคาร  

เปิดแผนลับ ‘พรรคส้ม’ ปล่อยคาราวาน 8 สาย - ตีวงล้อม กทม. ก่อนเปิด ‘หมัดเด็ด’

ภายหลังพรรคประชาชน ปราศรัยเวทีใหญ่ ‘เชื่อในประชาชน Thust The People’ ที่สามย่านมิดทาวน์ ซึ่งคือเวทีเดิม กับเมื่อปี 66 ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก พร้อมนำ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล กลับมาช่วงหาเสียงแบบเต็มตัว 

แม้บางฝ่ายจะมองว่า การมี พิธา มา อาจจะทำให้ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ถูกบดบังไปได้ แต่ ณัฐพงษ์ นั้น ไม่ได้ถูกกรูมขึ้นในเส้นทางเดียวกับพิธาแต่แรก กลับเป็นการสร้างความพร้อมในแบบฉบับของนักบริหาร ที่แสดงความมั่นใจมากขึ้นเรื่อยๆ 

เมื่อสาม 3 ผู้นำ ทั้ง พิธา - ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ และ ชัยธวัช ตุลาธน อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ต่างร่วมประสานเสียง แสดงพลังเป็นทีมเดียวกัน ขอให้ช่วย ส่ง ‘เท้ง’ เป็น ‘นายกฯ’ เพื่อสมัยที่ 2 บรรดาผู้ถูกตัดสิทธิ์ตั้งแต่สมัยแรกจะได้กลับมา  

โดยเน้นย้ำว่า ต้องชนะถล่มทลายเท่านั้น ทิ้งนำหนีห่าง เพื่อที่ใครก็ไม่สามารถปฏิเสธได้ ทำให้เขาเห็นว่า ‘เรา เอา จริง’ ซึ่งการจะเป็นเช่นนั้นได้ ก็ต้อง ‘กาสองใบ’  

การดำเนินยุทธศาสตร์เช่นนี้ เนื่องจากพรรคเองมองว่า ในสมัย 66 นั้น ถูกคนถูกที่ จึงเน้นกระแสฟีเวอร์ แต่ปี 69 นี้ ต้องใช้อารมณ์ร่วม แบบซึมลึก จากการที่ประเทศต้องผ่านหลายเหตุการณ์มาพร้อมกัน  

ดังนั้น ภารกิจ จึงต้องโฟกัสไปที่กลุ่ม ‘ตัดสินใจนาทีสุดท้าย’ และ ‘ผู้ที่ยังไม่ตัดสินใจ’ โดยนำเสนอว่า พรรคประชาชนเป็นทางออกเดียวของประเทศไทย  

เพราะในด้านการวิเคราะห์จากจำนวนประชากร แม้หากกระแสพรรคสามารถพุ่งไปถึง 50% ได้ แต่เมื่อนำตัวเลขบัญชีรายชื่อกับมารวมกับเขตแล้ว จะได้เพียงประมาณ 200  

ถ้าจะดันไปมากกว่านั้น ก็ต้องเพิ่มเปอร์เซ็นให้ชนะในอีกหลายเขต ที่เคยมีคะแนนห่างไม่มากด้วย เพื่อที่จะสามารถได้จำนวนนี้เข้ามาเติม แบบไม่ให้เสียงตกน้ำสักคะแนนเดียว 

ช่วงโค้งสุดท้าย วันที่ 28 มกราคม ก่อนเริ่มแคมเปญ จากตารางพบว่า แกนนำต่างๆ ต่างแบ่งไปตามพื้นที่แบบล้อมเมือง เช่น  

นครปฐม นำโดย ปิยบุตร แสงกนกกุล อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล , วิโรจน์ ลักขณาอดิศร  

ขณะที่ ปทุมธานี มี ธนาธร , ศิริกัญญา ตันสกุล , พริษฐ์ วัชรสินธุ  

ส่วน ฝั่งธนฯ กทม. ให้ พิธา และ พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ คุมทัพ 

จากนั้น จึงค่อยปล่อยคาราวาน 8 สาย กระจายทั่วประเทศ และวนมาจบที่เวทีปราศรัยใหญ่สุดท้าย วันที่ 6 กุมภาพันธ์ ที่อาคารกีฬาเวสน์ 1 ศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานคร (ไทย-ญี่ปุ่น) ดินแดง โดยครั้งนี้ จะจัดพื้นที่ทั้งภายใน และนอกอาคาร  

แต่ในวันเดียวกันที่ 6 กุมภาพันธ์นั้น ก็ถือว่าเป็นจุดตัดสุดท้ายของบรรดาพรรคใหญ่เช่นเดียวกัน ที่จะตั้งเวทีประชัน ทั้งเพื่อไทย ภูมิใจไทย และประชาธิปัตย์ ด้วย 

อย่างไรก็ดี ช่วงที่ต้องจับตามากที่สุด คือจังหวะระหว่างวันที่ 3-6  กุมภาพันธ์ ซึ่งเสียงในพรรคแสดงความมั่นใจว่า เมื่อเปิดหมัดเด็ดออกมา จะสามารถ ‘ชนะน็อค’ ได้เลย 

และการที่ พิธา กลับมา แม้จะช่วยให้ได้กระแสเพิ่มขึ้น เหมือนเป็นลมใต้ปีกให้พรรค และเท้งด้วย แต่นี่ก็อาจจะเป็นอีกหนึ่งจุดที่เสี่ยงเสียคะแนน ให้กับฝั่งที่ไม่ชอบ หรือเชื่อในวาทกรรมเก่าไปแล้ว ขุดอะไรขึ้นมาโจมตีได้เช่นกัน 

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์