บรรยากาศงานปราศรัย ‘Trust The People เชื่อในประชาชน’ ของพรรคประชาชน เต็มไปด้วยผู้สนับสนุนที่เดินทางมาร่วมฟังแกนนำและผู้ช่วยหาเสียงผลัดกันขึ้นเวทีสะท้อนจุดยืนทางการเมือง โดยหนึ่งในไฮไลต์คือคำปราศรัยของ ‘ปิยบุตร แสงกนกกุล’ แกนนำคณะก้าวหน้า ซึ่งชี้ว่า ทุกการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองล้วนมีรากฐานมาจากการต่อสู้ทางชนชั้น และการเมืองจำเป็นต้องมีอำนาจเพื่อจัดการเรื่องส่วนรวม แต่ในยุคปัจจุบัน การใช้อำนาจต้องตั้งอยู่บนความยุติธรรม มิฉะนั้นประชาชนย่อมลุกขึ้นท้าทายความชอบธรรมของอำนาจนั้น
ปิยบุตรกล่าวย้อนถึงการก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ในช่วงปลายปี 2560 ท่ามกลางการปกครองของเผด็จการทหาร โดยมุ่งสร้างพลังการเมืองใหม่ที่ไม่แบ่งแยกประชาชนออกเป็นฝักฝ่าย พร้อมย้ำว่าปัญหาของปัจเจกบุคคลล้วนเชื่อมโยงกับโครงสร้างอำนาจ และสังคมไทยมาถึงจุดที่ “ทนอยู่กับสภาพเดิมไม่ได้อีกต่อไป”



เขาย้ำว่า ประเทศไทยติดหล่มปัญหาเดิมซ้ำซากมาหลายทศวรรษ จากอดีตที่เคยถูกขนานนามว่าเป็น 'เสือตัวที่ 5 ของเอเชีย' จนถึงปัจจุบันที่ยังไม่ก้าวไปข้างหน้า พร้อมชี้ว่าการเปลี่ยนแปลงต้องมาพร้อมความหวัง และวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 จะเป็นช่วงเวลาประวัติศาสตร์ที่ประชาชนตัดสินใจเลือกระหว่าง 'การเมืองแบบเดิม' กับ 'การเมืองแบบใหม่'
ปิยบุตรวิจารณ์การเมืองแบบเดิมว่าเป็นระบบซื้อเสียง สืบทอดอำนาจ และใช้รัฐเป็นสมบัติของตระกูล พร้อมเตือนว่าทุกครั้งที่เกิดความพยายามเปลี่ยนแปลง จะมีความพยายามสกัดกั้นจากกลุ่มอำนาจเดิม เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นหลังการเลือกตั้งปี 2566 โดยย้ำว่า หากประชาชนยอมจำนนต่อความกลัว เท่ากับเปิดทางให้ฝ่ายเดิมเป็นผู้ชนะ
ปิยบุตรตั้งเป้าหมายให้พรรคประชาชนได้ สส. 200–250 คน และคะแนนเสียงรวม 20 ล้านเสียง เพื่อไม่ให้ใครขวางการจัดตั้ง 'รัฐบาลประชาชน' ได้ พร้อมย้ำว่า การเป็นอันดับหนึ่งไม่เพียงพอ ต้องทิ้งห่างพรรคอันดับสองอย่างชัดเจน



ด้าน ‘ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ’ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ในฐานะผู้ช่วยหาเสียง กล่าวว่า ความพยายามบอกว่ารัฐบาลประชาชนเป็นไปไม่ได้ เป็นเพียงข่าวลวง พร้อมย้ำว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่มี สว. ร่วมโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีอีกต่อไป หากพรรคประชาชนชนะอย่างถล่มทลาย จะสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ทันที
ธนาธร ชี้ว่า กลไก สว. ในอดีตเป็นตัวบิดเบือนเจตจำนงของประชาชน ทำให้ผู้ชนะการเลือกตั้งไม่สามารถตั้งรัฐบาลได้ พร้อมกล่าวหาว่าฝ่ายตรงข้ามใช้ข่าวเท็จและความกลัวเป็นเครื่องมือสุดท้ายในการหยุดยั้งการเปลี่ยนแปลง เพราะหวาดกลัวการสิ้นสุดของระบบที่เอื้อให้การทุจริตและความอยุติธรรมกลายเป็นเรื่องปกติ
เขาย้ำว่าความแข็งแกร่งของพรรคประชาชนมาจากความหนักแน่นและการพิสูจน์ด้วยการกระทำ พร้อมยกบทบาทการตรวจสอบของ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ จนเป็นที่หวาดกลัวของฝ่ายอำนาจเดิม



ขณะที่ 'ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ' หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การเลือกตั้งครั้งนี้คือการร่วมกันขีดเขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ โดยเชื่อว่าประเทศไทยยังมีศักยภาพสร้างความภาคภูมิใจร่วมสมัย แม้ภาพอดีตความรุ่งเรืองจะเลือนหายไป พร้อมชี้ว่าการเมืองที่ผ่านมาใช้ความแตกแยกเป็นเครื่องมือปกครอง และถึงเวลาทวงอำนาจกลับคืนสู่ประชาชน
ณัฐพงษ์ยืนยันว่า สายลมแห่งการเปลี่ยนแปลงไม่เคยย้อนกลับ แม้พรรคการเมืองในสายนี้จะถูกยุบหรือขัดขวางหลายครั้ง พร้อมเชิญชวนประชาชนเดินหน้าไปสู่การเมืองแห่งอนาคต และกาเพื่อการเปลี่ยนแปลงในวันที่ 8 กุมภาพันธ์
"นี่คือการประกาศเจตจํานงทางการเมืองของพวกเรา ว่าประเทศไทยแบบที่เราอยากเห็น ที่เราจะมีความภาคภูมิใจร่วมกันนั้นเป็นอย่างไร ประเทศไทยที่คําว่าชาติ หมายถึงประชาชนทุกคน และความจริงที่แสนเรียบง่ายแบบนี้ จะมีใครในประเทศนี้ ที่อยากจะปฏิเสธมันจริงๆ หน้าที่ของพวกเราทุกคนในวันนี้ เดินหน้าเข้าสู่คูหา ไม่ใช่การมาบอกว่าพรรคนี้ล้มเลิก ล้มล้าง สร้างการเปลี่ยนแปลง แบบไม่คิดหน้าคิดหลัง ยืนยันว่า ไม่ใช่พวกเราที่นั่งอยู่ในลานแห่งนี้ และตัวตนเอง มีความเชื่อมั่นอย่างบริสุทธิ์ใจ ด้วยความหวังดี ความปรารถนาดีต่อประเทศ จึงอยากเชิญชวนให้ทุกคนมาร่วมกันขีดเขียนประเทศที่อยากเห็นด้วยกัน อย่าทําให้พวกเขาปฏิเสธเราได้อีก มีพรรคส้มเป็นแกนนําจัดตั้งรัฐบาล สัญญากับหัวหน้าได้หรือไม่ อย่าหยุดเชื่อ อย่าหยุดหวัง เดินหน้าสู่การเลือกตั้ง กาเพื่อการเปลี่ยนแปลง"
— ณัฐพงษ์ กล่าว
ณัฐพงษ์ มีน้ำตาคลอ ระหว่างที่กำลังกล่าวคำมั่นสัญญาว่า “นายกฯคนนี้ สส.พรรคนี้ เข้าไปทำหน้าที่จะทำเพื่อผลประโยชน์สูงสุดของประชาชน ไม่เอาเงินเข้ากระเป๋าตัวเอง ถ้าเจอใครที่โกงกินทุจริตคอร์รัปชัน นายกฯคนนี้จะเข้าไปจัดการ”









