กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ออกเอกสารข่าวชี้แจง สืบเนื่องจากกรณีปรากฏข่าวสารว่าข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนในระบบฐานข้อมูลสมาชิกพรรคประชาชน เกิดการรั่วไหลจากการถูกบุคคลภายนอกพยายามเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งข้อมูลที่ได้รับผลกระทบประกอบด้วย ชื่อ-นามสกุล เลขประจำตัวประชาชน ที่อยู่ วันเดือนปีเกิดหมายเลขโทรศัพท์ และอีเมล
ทั้งนี้ เพื่อเป็นการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง คุ้มครองสิทธิของประชาชน และรักษามาตรฐานความปลอดภัยทางข้อมูล สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง จึงได้เร่งดำเนินการและมีข้อชี้แจงแนวทางปฏิบัติต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
เพื่อเป็นการป้องกันและระงับความเสียหาย กรมการปกครองได้ดำเนินการขั้นเด็ดขาด โดยสั่งยกเลิกการให้พรรคประชาชนใช้งานระบบพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล (DOPA-Digital ID) รวมถึงโปรแกรมสำหรับอ่านข้อมูลจากบัตรประจำตัวแบบอเนกประสงค์ (Smart Card) โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคม 2569 เวลา 12.00 น. ที่ผ่านมา
พร้อมกันนี้ ได้สั่งการให้ทางพรรคเร่งจัดส่งรายงานรายละเอียดเกี่ยวกับการรั่วไหลของข้อมูลให้กรมการปกครองทราบ เพื่อประเมินความเสียหายและหาแนวทางคุ้มครองข้อมูลของประชาชนต่อไป
ในส่วนของการดำเนินคดีทางกฎหมาย หากตรวจพบว่ามีการนำข้อมูลบัตรประจำตัวประชาชนไปใช้โดยไม่ได้รับความยินยอม ใช้ผิดวัตถุประสงค์ หรือไม่มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม สำนักทะเบียนกลางจะพิจารณาเข้าแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน หรือร้องเรียนเพื่อดำเนินการลงโทษทางปกครอง โดยหน่วยงานหรือองค์กรที่ได้รับอนุญาตให้เชื่อมโยงข้อมูล หากปล่อยปละละเลยให้ข้อมูลรั่วไหล อาจเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายหลายฉบับ
อาทิ พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534 ฐานเปิดเผยข้อมูลโดยมิชอบ, พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526, พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (PDPA) ตลอดจน พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ และกฎหมายเลือกตั้ง หากนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ทางการเมืองโดยมิชอบ
นอกจากมาตรการของภาครัฐแล้ว ประชาชนผู้เป็นเจ้าของข้อมูลยังมีสิทธิเรียกร้องความเป็นธรรม หากพบว่าข้อมูลหน้าบัตรประชาชนของตนถูกนำไปใช้โดยทุจริต เช่น การเปิดบัญชีม้าหรือทำธุรกรรมทางการเงิน เจ้าของข้อมูลสามารถเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนในความผิดฐานฉ้อโกง ความผิดเกี่ยวกับเอกสาร (ซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุดถึง 10 ปี) หรือความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ พร้อมทั้งสามารถร้องเรียนเพื่อเรียกค่าสินไหมทดแทน และแจ้งเรื่องไปยังสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPC) ให้เข้าตรวจสอบการละเมิดสิทธิดังกล่าวได้โดยตรง
กรมการปกครองแนะนำว่า หากประชาชนมีความกังวลว่า ข้อมูลบนบัตรประชาชนอาจตกอยู่ในความเสี่ยง สามารถติดต่อขอทำบัตรประจำตัวประชาชนใบใหม่ได้ ที่สำนักทะเบียนอำเภอ หรือสำนักงานเขตทุกแห่งทั่วประเทศ โดยแจ้งความประสงค์ต่อเจ้าหน้าที่ว่าข้อมูลอาจถูกนำไปใช้ในทางมิชอบ ซึ่งจะมีค่าธรรมเนียมตามระเบียบ 100 บาท
ทั้งนี้ บัตรใบใหม่จะยังคงใช้เลขประจำตัวประชาชน 13 หลักตามเดิม แต่จะได้รับเลขหลังบัตร (Laser ID) ชุดใหม่ ซึ่งจะช่วยสกัดกั้นและป้องกันมิจฉาชีพในการนำข้อมูลชุดเดิมไปใช้ยืนยันตัวตนทำธุรกรรมออนไลน์ต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ






