เมื่อระดับน้ำหลากเริ่มลดระดับลง ความโล่งอกของชาวปทุมธานีกลับถูกแทนที่ด้วยความหวั่นวิตกระลอกใหม่ บริเวณสถานีสูบน้ำปากคลองรังสิตประยูรศักดิ์รอยต่อแม่น้ำเจ้าพระยาภาพมวลน้ำสีดำคล้ำส่งกลิ่นเหม็นเน่าคละคลุ้ง พร้อมแพฟองก๊าซสีขาวที่ฟูฟ่องเต็มลำคลอง ตลอดจนซากปลาที่ลอยตายเกลื่อน ได้จุดชนวนความเดือดร้อนจนกลายเป็นดรามาสิ่งแวดล้อมครั้งใหญ่
ผลการตรวจสอบจากหน่วยงานมลพิษพบว่า น้ำขาดออกซิเจนอย่างรุนแรงจากการเร่งสูบระบายน้ำเน่าขังสะสมในชุมชนออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยาผ่านเครื่องสูบน้ำแรงดันสูง
วิกฤตน้ำครั้งนี้ถูกแปรเปลี่ยนเป็นวิวาทะทางการเมืองอย่างรวดเร็ว เมื่อผู้แทนราษฎรพรรคประชาชน นำโดย เชตวัน เตือประโคน สส. เขต 5 ลงพื้นที่ตรวจสอบพร้อมเปิดฉากวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของภาครัฐ ตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพการเตือนภัยที่ล่าช้า และเรียกร้องให้รื้อระบบบริหารจัดการน้ำเชิงโครงสร้าง ตั้งแต่การสร้างประตูกั้นน้ำถาวรไปจนถึงการบังคับใช้กฎหมายมลพิษกับโรงงานอุตสาหกรรม
ปรากฏการณ์ดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงฉายภาพปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม แต่ทำหน้าที่เป็นเหมือนกระจกเงาสะท้อนโครงสร้างอำนาจอันกระจัดกระจายของปทุมธานี เมืองปริมณฑลที่ได้ชื่อว่าเป็น "เมืองบัวหลากสี" ซึ่งเต็มไปด้วยความหลากหลายทางขั้วการเมืองที่ทับซ้อนกันอย่างชัดเจน
ภูมิทัศน์ "บัวหลากสี" ระดับชาติ
จังหวัดปทุมธานีไม่ใช่พื้นที่ผูกขาดของกลุ่มทุนการเมืองใดกลุ่มหนึ่งอีกต่อไป จากผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จำนวน 8 เขต ตัวแทนประชาชนถูกแบ่งสรรให้แก่ 3 พรรคการเมืองหลักอย่างน่าสนใจ โดยพรรคประชาชนครองเก้าอี้ส่วนใหญ่ 5 ที่นั่ง พรรคภูมิใจไทย 2 ที่นั่ง และพรรคเพื่อไทย 1 ที่นั่ง
ซึ่งแต่ละพรรคต่างสะท้อนความหลากหลายทางสังคมและภูมิศาสตร์ที่แตกต่างกัน
เมืองสีส้ม ทุ่งนาสีน้ำเงิน และ คุ้งน้ำสีแดง
การที่แต่ละพรรคการเมืองสามารถปักธงในพื้นที่ของตนได้นั้น มีรากฐานมาจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างประชากร การคมนาคม และเศรษฐกิจท้องถิ่นที่จัดสรรแบ่งขั้วอย่างชัดเจน
พรรคประชาชนสถาปนาตนเองเป็นเจ้าของพื้นที่ส่วนใหญ่ในเขต 1, เขต 3, เขต 4, เขต 5, เขต 6 ด้วยแรงผลักดันจากการขยายตัวของมหานครตามแนวรถไฟฟ้าสายสีเขียวและสายสีแดง การเกิดขึ้นของหมู่บ้านจัดสรรและคอนโดมิเนียมรองรับชนชั้นกลางคนทำงาน ข้าราชการรุ่นใหม่ และแรงงานภาคอุตสาหกรรมในนิคมอุตสาหกรรมนวนครและบางกะดี
ยิ่งไปกว่านั้น บริเวณคลองหลวงและรังสิตยังเป็นที่ตั้งของสถาบันอุดมศึกษาหลายสถาบัน เช่น มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต, มหาวิทยาลัยกรุงเทพ และมหาวิทยาลัยรังสิต กลุ่มคนรุ่นใหม่และประชากรแฝงเหล่านี้ตัดสินใจลงคะแนนจากอุดมการณ์ นโยบายสาธารณะ และการสื่อสารการเมืองเชิงตรวจสอบ มากกว่าสายสัมพันธ์ของระบบอุปถัมภ์แบบเก่า
ในทางกลับกัน พรรคภูมิใจไทยสามารถยึดกุมเขต 7 และเขต 8 ซึ่งเป็นพื้นที่รอบนอกของจังหวัดได้อย่างเหนียวแน่น สภาพพื้นที่บริเวณอำเภอหนองเสือ ลำลูกกาตอนปลาย และคลองหลวงตอนบน ยังคงความเป็นสังคมเกษตรกรรม สวนผลไม้ และวิถีชีวิตริมคลองชลประทาน
ประชาชนในแถบนี้ยังพึ่งพาระบบบริการส่วนบุคคล การดูแลแก้ไขปัญหาปากท้องเฉพาะหน้า การขอขยายเขตไฟฟ้า ทางลูกรัง และน้ำเพื่อการเพาะปลูก สส. อย่าง พรพิมล ธรรมสาร และ พิษณุ พลธี ล้วนมีพื้นหลังเป็นเครือข่ายนักการเมืองท้องถิ่น จึงอาศัยจุดเด่นด้านการเข้าถึงมวลชน การเกาะติดพื้นที่งานบุญงานศพอย่างสม่ำเสมอ และเครือข่ายผู้นำท้องที่อย่างกำนันและผู้ใหญ่บ้านในการสกัดกั้นกระแสพรรคการเมืองระดับชาติ
ขณะที่พรรคเพื่อไทย แม้จะสูญเสียพื้นที่ไปเป็นจำนวนมาก แต่ยังคงรักษาพื้นที่สำคัญในเขต 2 ไว้ได้ผ่าน ศุภชัย นพขำ ทายาทกลุ่มธุรกิจ ป.นำโชค บริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งอำเภอเมืองปทุมธานีเป็นย่านเมืองเก่าที่มีเครือข่ายครอบครัวขยายและสายสัมพันธ์ของคนเสื้อแดงดั้งเดิมฝังรากลึก
ความผูกพันส่วนบุคคลและฐานทุนท้องถิ่นที่แข็งแกร่งของตระกูลนพขำ ทำให้ฐานเสียงตรงนี้ยังคงภักดีต่อแบรนด์เพื่อไทยอย่างมั่นคง
วังวน "บ้านใหญ่" เมืองปทุมหลากรส
เบื้องหลังป้ายพรรคการเมืองระดับชาติ ปทุมธานียังเป็นสมรภูมิขับเคี่ยวของกลุ่มบ้านใหญ่หลายตระกูลที่กระจายอิทธิพลครอบคลุมพื้นที่ต่างๆ
ตระกูลหลีนวรัตน์แห่งธัญบุรี ภายใต้การนำของ กฤษฎา หลีนวรัตน์ หรือนายกเบี้ยว และ มนัสนันท์ หลีนวรัตน์ อดีต สส. เป็นหนึ่งในตระกูลที่กุมหัวใจมวลชนในพื้นที่อำเภอธัญบุรีผ่านโครงสร้างเทศบาลตำบลธัญบุรีมายาวนาน
ด้านอำเภอลาดหลุมแก้วและพื้นที่ใกล้เคียง มีตระกูลพวงเพ็ชร์ของ ชาญ พวงเพ็ชร์ หรือ ลุงชาญ อดีตนายก อบจ. หลายสมัย ผู้กว้างขวางในหมู่ผู้นำท้องที่ ผนึกกำลังกับบ้านใหญ่ลาดหลุมแก้วของ สุริยะ ภิรมย์พร้อม หรือนายกป้อม นายก อบต. ลาดหลุมแก้ว ซึ่งดูแลฐานคะแนนเกษตรกรฝั่งตะวันตก
ในเขตอำเภอเมืองปทุมธานี กลุ่มบ้านใหญ่ ป.นำโชค ของ สายัณ นพขำ หรือนายกแป๊ะ โดดเด่นด้วยธุรกิจรับเหมาก่อสร้างและรถบรรทุกทราย ซึ่งควบคุมพื้นที่ตำบลบ้านกลางและเมืองปทุมฯ ริมเจ้าพระยา
ทำงานขนานไปกับบ้านใหญ่เสื้อแดงรังสิต นำโดย สมศักดิ์ เกียรติพัฒนาชัย หรือเฮียเหน่ง ประธานชมรมรถตู้รังสิตและสมาชิกสภา อบจ. ปทุมธานี ซึ่งกุมมวลชนผู้ขับขี่รถรับจ้างสาธารณะและเครือข่ายคนเสื้อแดงในพื้นที่รังสิต
ขณะเดียวกันยังมีบ้านใหญ่เสี่ยฮะของ สุรพงษ์ อึ้งอัมพรวิไล นักการเมืองลายครามที่ยังคงมีอิทธิพลในเขตเมืองเก่า
สำหรับพื้นที่ตอนบนและรอบนอก มีบ้านใหญ่สามโคกของ เสวก ประเสริฐสุข หรือนายกใหญ่ แห่งเทศบาลตำบลเชียงรากใหญ่ ผู้มีบารมีสไตล์นักเลงโบราณและอดีตแกนนำก่อตั้งกลุ่มการเมืองท้องถิ่น
ส่วนพื้นที่คลองหลวงในอดีตขับเคลื่อนโดยเครือข่ายของ เอกพจน์ วงศ์นาค อดีตนักร้องลูกทุ่งชื่อดังและอดีตนายกเทศมนตรีเมืองคลองหลวง และในเขตเศรษฐกิจสำคัญอย่างเทศบาลนครรังสิต ก็มีตระกูลกลิ่นกุสุม นำโดย เดชา กลิ่นกุสุม คอยคุมโครงสร้างสมาชิกสภาเทศบาลและสมาชิกสภาจังหวัดสายดั้งเดิม
บ้านใหญ่เหล่านี้ต่างมีผลประโยชน์และฐานมวลชนเฉพาะถิ่น บางกลุ่มย้ายข้างตามจังหวะอำนาจ ทำให้การเมืองปทุมธานีมีพลวัตการแข่งขันสูงตลอดเวลา
"บิ๊กแจ๊ส" บนเก้าอี้ อบจ.
ความหลากหลายทางการเมืองของปทุมธานียิ่งทวีความซับซ้อนเมื่อตำแหน่งผู้บริหารสูงสุดขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตกเป็นของ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง หรือบิ๊กแจ๊ส หัวหน้ากลุ่ม "คนรักปทุม" ซึ่งเอาชนะการเลือกตั้งนายก อบจ. ปทุมธานี เหนือ ชาญ พวงเพ็ชร์ ที่พรรคเพื่อไทยและแนวร่วมบ้านใหญ่หนุนหลัง
ชัยชนะของบิ๊กแจ๊สเกิดจากการผสมผสานระหว่างคะแนนนิยมส่วนตัว ความไว้วางใจจากชนชั้นกลางในเขตเมือง และการจับมือกับกลุ่มการเมืองอิสระที่ไม่ต้องการเห็นการผูกขาดของขั้วเดิม
อย่างไรก็ดี เมื่อองค์ประกอบทางการเมืองประกอบด้วย สส. พรรคประชาชน 5 คน, ภูมิใจไทย 2 คน, เพื่อไทย 1 คน และนายก อบจ. สายอิสระ สภาพความเป็นจริงจึงกลายเป็นปรากฏการณ์ "แยกกันเดินทำผลงาน" อย่างชัดเจน
ยามที่เกิดมหาอุทกภัยและน้ำเน่าเสียในคลองรังสิต แต่ละฝ่ายต่างขับเคลื่อนงานตามกลไกและวาระของตนเองโดยขาดเอกภาพ สส. พรรคประชาชนเดินหน้าตรวจสอบและใช้สื่อสังคมออนไลน์ชี้เป้าความล้มเหลวของระบบชลประทานและประตูกั้นน้ำ
ขณะที่ อบจ. ภายใต้การนำของบิ๊กแจ๊สระดมเครื่องสูบน้ำ รถขุดลอกกำจัดผักตบชวา และหน่วยบริการฉีดสารบำบัดน้ำเสียลงพื้นที่อย่างรวดเร็วในแนวทางปฏิบัติการเฉพาะกิจ
ในส่วนของ สส. พรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อไทย ต่างใช้สายสัมพันธ์ส่วนตัวประสานหน่วยงานรัฐส่วนกลางและแจกจ่ายถุงยังชีพเพื่อประคับประคองฐานเสียงตามแนวคลอง
ด้านผู้บริหารเทศบาลและ อบต. ของตระกูลบ้านใหญ่ต่างๆ ก็มุ่งสร้างผลงานในพื้นที่ของตนเอง
สภาพการทำงานแบบต่างคนต่างทำเช่นนี้ ทำให้การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมและน้ำท่วมเป็นไปอย่างกระจัดกระจาย น้ำระบายลดลงได้จริง แต่ทิ้งน้ำเน่า ฟองสีขาว และปลาตายไว้ให้ประชาชน
วิกฤตน้ำท่วมและดรามาฟองน้ำเน่าเสียในคลองรังสิตสะท้อนข้อเท็จจริงทางการเมืองอย่างกระจ่างชัดว่า ปทุมธานีได้ก้าวข้ามยุคการผูกขาดโดยพรรคการเมืองใดพรรคหนึ่งไปแล้วโดยสิ้นเชิง
มีการผสมระหว่างการเมืองเชิงอุดมการณ์ระบบการเมืองเชิงเครือข่ายอุปถัมภ์และบริการส่วนบุคคล ทุนธุรกิจและประวัติศาสตร์ร่วมทางการเมือง ตลอดจนอำนาจบริหารท้องถิ่นของกลุ่มคนรักปทุม ทำให้จังหวัดแห่งนี้กลายเป็นภาพสะท้อนการเปลี่ยนผ่านของสังคมไทยได้อย่างน่าจับตา
ความท้าทายในอนาคตของปทุมธานีไม่ได้อยู่ที่ว่าพรรคใดจะกวาดเก้าอี้ สส. ได้มากกว่า หรือบ้านใหญ่ตระกูลใดจะยึดครองเก้าอี้เทศบาลได้ยาวนานกว่า หากแต่อยู่ที่ว่ากลุ่มอำนาจ "บัวหลากสี" เหล่านี้จะสามารถก้าวข้ามการเมืองแบบแยกกันเดิน เพื่อสร้างกลไกประสานงานข้ามเขตระหว่าง สส. ระดับชาติ, นายก อบจ., เทศบาล, อบต. และหน่วยงานราชการส่วนกลางได้หรือไม่ นี่คือโจทย์สำคัญทางการเมืองของเมืองบัวหลากสี






