บรรยากาศในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท วาระที่ 2 และ 3 ที่มีโสภณซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานการประชุม ภายหลังลงมติในมาตรา 20 กระทรวงมหาดไทย เสร็จสิ้น


ธนยศ ทิมสุวรรณ สส.เลย พรรคภูมิใจไทย ได้ลุกขึ้นหารือสรุปเวลาการประชุม ตลอด 2 วันที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการใช้เวลา 4 ชั่วโมง พรรคร่วมฝ่ายค้านใช้เวลา16 ชั่วโมง ฝ่ายรัฐบาลใช้เวลาไป 11 ชั่วโมง 30 นาที จึงรบกวนสมาชิกทุกคนประหยัดเวลาและกระชับเนื้อหา
โดยมาตราที่ 21 กระทรวงยุติธรรม มีผู้ลงชื่ออภิปราย 1 ชั่วโมง 17 นาที มาตราที่ 22 กระทรวงแรงงาน มีผู้ลงชื่ออภิปราย 1 ชั่วโมง 12 นาที และมาตรา 23 กระทรวงวัฒนธรรม มีผู้ลงชื่ออภิปราย 1 ชั่วโมง หากท่านใดอยากถอนชื่อในการอภิปราย ฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านก็ยินดี

ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวว่า สองวันที่ผ่านมามีการประสานงานกันอยู่เรื่อย ๆ และเข้าใจว่าจะพยายามให้การประชุมจบในวันนี้ แต่จนถึงตอนนี้ไม่แน่ใจว่าเจตนาของเราสองฝ่ายตรงกันหรือไม่ ไม่จบวันนี้ก็ไม่เป็นไร เพราะประธานมีสองทางเลือก
หากไม่จบวันนี้ พรุ่งนี้ (10 ก.ย.69) ก็จัดประชุมตามวาระปกติที่ประธานสภาได้นัดไว้แล้วและพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ต่อในวันที่ 11 ก.ย.69 อีกทางคือ ยกเลิกการประชุมในวันพรุ่งนี้เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ในวันพรุ่งนี้
“ไม่ว่าจะเป็นแบบไหนก็ตาม อำนาจอยู่ที่ประธาน ไม่ต้องมาบอกว่าฝ่ายไหนใช้เวลาไปเท่าไร พ.ร.บ.งบฝั่งผม คณะกรรมมาธิการเสียงข้างน้อยเป็นฝ่ายค้าน ผู้อภิปรายญัตติที่ขอตัดลดงบประมาณแล้วโหวตให้ตัดลดงบประมาณก็ฝ่ายค้านทั้งนั้น เป็นเรื่องธรรมดาที่ฝ่ายค้านจะอภิปรายมากกว่า” ปกรณ์วุฒิ กล่าว

ปกรณ์วุฒิ กล่าวว่า สิ่งที่อยากจะขอ หากประชุมไม่จบวันนี้ไม่มีปัญหา แต่อยากจะย้ำบรรทัดฐานการแปรญัตติ สงวนความเห็น และการอภิปรายในมาตราที่มีการแก้ไขเป็นสิทธิของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ประธานไม่สามารถห้ามได้
ในสองวันที่ผ่านมาจนถึงขณะนี้ ประธานใช้บรรทัดฐานว่าหากสมาชิกต้องการจะอภิปรายกี่นาทีขอให้ลงไว้เท่านั้น แต่สูงสุดที่เห็นคือ 15 นาที ฝ่ายค้านที่สงวนความเห็นในฐานะคณะกรรมาธิการลงแค่ 5 นาทีก็มี จึงขอให้ใช้บรรทัดฐานเดิม หากประชุมต่อวันพรุ่งนี้ และจะประชุมถึง 00.00-01.00 น.หรือไปต่อวันศุกร์ก็เป็นไปตามนั้น ไม่ต้องเจรจาเรื่องการถอนชื่อ เพราะความต้องการของเราไม่ได้ตรงกันตั้งแต่แรก

เลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม ระบุว่า ประธานพร้อมทำหน้าที่เพียงแต่ว่าขอให้ทั้งสองฝ่ายพูดคุยกันเรียบร้อย ขณะนี้อยากให้การประชุมดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ จึงขอให้กระชับเนื้อหาอยู่ในวาระการแปรญัตติจริง ๆ
ทั้งนี้ เดิมวันที่ 10 ก.ย.69 จะมีการพิจารณาญัตติด่วนด้วยวาจาเรื่องการแก้ปัญหาชายแดนใต้ที่เลื่อนมาจากสัปดาห์ก่อน และรายงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)


ในมาตรา 21 กระทรวงยุติธรรม ศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย อภิปรายว่า เมื่อสักครู่ฝ่ายค้านอภิปรายถึงกรมสอบสวนคดีพิเศษ ซึ่งเดิมตนเองตั้งใจอภิปรายถึงหน่วยงานอื่น แต่ขอเปลี่ยนจากอภิปรายในเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน ดีเอสไอเป็นหน่วยงานที่มีอำนาจพิเศษอย่างที่ สส. ฝ่ายค้านอภิปราย ซึ่งมีเครื่องมือพิเศษ มีบุคลากรเฉพาะทาง และได้รับงบประมาณจากประชาชนเพื่อจัดการกับอาชญากรรมที่มีความซับซ้อน เมื่อดีเอสไอมีอำนาจเท่าไหร่ การใช้อำนาจด้วยความระมัดระวังเป็นกลาง และอยู่ภายใต้ขอบเขตของกฎหมายถือเป็นเรื่องสำคัญ
ศุภชัย ระบุว่า สิ่งที่ฝ่ายค้านอภิปรายตนเองก็สนับสนุนแนวคิด โดยตัวชี้วัดของพวกกระทรวงยุติธรรม และ ดีเอสไอ ควรจะเห็นชี้ได้ว่า หน่วยงานดังกล่าว อำนวยความยุติธรรมให้กับประชาชนอย่างไร ซึ่งตนเองได้ฟังฝ่ายค้านพูดประโยคว่า ดีเอสไอเป็นเครื่องมือรับใช้ทางการเมืองหรือไม่

เรื่องนี้คิดตรงกันเลย เพราะมั่นใจว่าในบางช่วงเวลาของดีเอสไอ ก็เป็นการถูกตั้งคำถามเช่นนี้ เพราะความจริงผู้ที่ได้รับความเดือดร้อน และผลกระทบจากเหตุการณ์ในลักษณะนั้น คือการเมืองไปแทรกแซง และเป็นผลให้คดีทั้งหลายที่กำลังพูดกันอยู่ เฉพาะคดีฮั้ว สว.ก็เริ่มต้นมาจากดีเอสไอ ถูกการเมืองแทรกแซง อำนาจการเมืองเข้าไปแทรกแซง และเป็นผลที่บอกว่าห่วงใย
ความจริงที่พิสูจน์กันได้คือคดีฮั้ว สว. เริ่มต้นในรัฐบาลอื่น ที่ไม่ใช่รัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล โดยก่อนหน้านั้นมีการสืบสวนทางลับ และตั้งเป้าพยายามดึงให้เรื่องทั้งหลายเป็นคดีพิเศษ เสนอเข้าคณะกรรมการพิเศษหลายครั้ง ซึ่งผลก็คืออัยการก็ไม่เห็นด้วยในการตั้งข้อกล่าวหาบางข้อ
สุดท้าย คีย์เวิร์ดที่ท่านนำเสนอไม่ตรง ไม่ใช่เรื่องที่อัยการบอกว่าคดีนั้น เป็นคดีที่เป็นขบวนการเป็นอาชญากรรมระดับชาติ แต่มันคือคดีหนึ่ง ซึ่งดีเอสไอไม่ได้มีอำนาจในตัว อย่าเอาคำที่ชอบใจมาขยายความวันนี้เราให้งบประมาณกับดีเอสไอ ซึ่งต้องให้คำตอบกับประชาชนว่าได้ทำหน้าที่สมบูรณ์สมกับที่ได้เงินไปจากประชาชนหรือไม่
“วันนี้อย่ามาพูดว่า ดีเอสไอถูกแทรกแซงคนตัวเล็กตัวน้อยไม่สามารถสนองนโยบายของฝ่ายการเมืองได้ ความจริงที่มีอยู่วันนี้คือเรื่องคณะ 26 และคณะ 36 ที่พยามทำให้ทั้งสองคณะ เป็นคณะที่เหมือนกัน ซึ่งความจริงข้อเท็จจริงคือคณะ 26 หน้าที่ไต่สวน ก็ถูกตั้งข้อสังเกตว่าได้ดำเนินการตามหน้าที่หรือไม่ และ 3 คนในคณะที่ 26 ก็เข้ามาอยู่ในคณะที่ 36 เช่นเดียวกัน มาพร้อมกับสำนวนที่สอบสวนมา ซึ่งยังถูกต้องข้อสงสัยว่าถูกฝ่ายการเมืองใช้อำนาจแทรกแซงหรือไม่” ศุภชัยกล่าว


ศุภชัย กล่าวอีกว่า วันนี้หากจะทำให้ดีเอสไอเข้มแข็ง ตนเองเห็นด้วยว่าไม่ให้การเมืองเข้าไปแทรกแซง แต่คำถามในสิ่งที่ผ่านมาจนกระทั่งมาเป็นคณะที่ 26 ยืนยันว่าเพราะการแทรกแซงของอำนาจในขณะนั้น ทำให้สำนวนเฉไฉ และบิดเบือน ไปจนท่านทั้งหลายก็เชื่อในสิ่งนั้นว่าเป็นความจริง ซึ่งในที่สุด มันก็ถึงจุดที่ต้องการพิสูจน์กัน เมื่อผู้มีอำนาจที่แท้จริง คือคณะกรรมการการเลือกตั้ง เป็นผู้ใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามรัฐธรรมนูญ และคิดว่าวันนี้ดีเอสไอ จะดำรงอยู่ได้ไม่มีใครมีปัญหา ท่านอย่าไปสร้างภาพให้เห็นว่าวันนี้จะอยู่อย่างไร
ศุภชัย ฝากทิ้งท้ายว่า จริง ๆ แล้วพนักงานสอบสวน ต่อให้ย้ายไปไหน ถ้าถูกหมายศาลเชิญให้ไปเป็นพยานก็ต้องไป ลาออกแล้วก็ต้องไปเป็นพยาน ไม่เกี่ยวว่าหากย้ายไปแล้ว จะไม่ได้เป็นพยาน

ด้านพันตำรวจเอกทวี สอดส่อง สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ ได้ลุกขึ้นขอใช้สิทธิ์อภิปรายต่อ โดยได้กล่าวถึงคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญกรณีฮั้ว สว. ทำให้นายศุภชัย ลุกขึ้นประท้วงประธานในที่ประชุมพร้อมระบุว่า ”ตอนนี้เสมือนว่าท่านอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมกำลังชี้แจงซึ่งไม่ใช่ที่ท่านเลย ตนเองไม่ได้พาดพิงถึงท่าน“
พันตำรวจเอกทวี กล่าวอีกว่า ตนเองเห็นด้วยกับการปรับลดงบประมาณ และยังอยากให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ มีอำนาจสอบสวนอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีการแทรกแซง น่าจะมีการแทรกแซงในในยุคนี้ ที่ไปย้ายคนที่สอบสวนเรื่องฮั้ว สว. ออกจากหน่วยงาน ซึ่งเป็นเรื่องที่ยอมไม่ได้ และจะต้องมีการดำเนินคดีกับผู้ที่แทรกแซง เพราะมีกฎหมายของกรมสอบสวนปกป้องอยู่แล้ว
ทั้งนี้ ในช่วงค่ำ วิปรัฐบาล แจ้งจากการคำนวณชื่อผู้ลงชื่ออภิปราย โดยคาดว่า การอภิปรายในวันนี้ จะดำเนินไปสิ้นสุดที่มาตรา 31






