Photo Story ‘ไวรัสสีน้ำเงิน’ หาก 'กกต.' ยกคำร้อง 'ฮั้ว สว.' เดิมพัน ปชต. 14 ก.ย.นี้

12 ก.ย. 2569 - 16:48

  • องค์กรอิสระไทยเผชิญวิกฤตความน่าเชื่อถือ 'ชวน–โภคิน–สมเกียรติ' ชี้โจทย์ใหญ่ใครตรวจสอบองค์กรอิสระ จี้รื้อระบบสรรหา–เพิ่มอำนาจประชาชนตรวจสอบ ชี้ กกต.ควรส่งคดีฮั้ว สว.ให้ศาลวินิจฉัย

  • วิเคราะห์มติ กกต. สั่งฟ้อง สว. หรือไม่ ‘ธงทอง’ ชี้กรรมการต้องตัดสินตามหลักฐานอย่างวิญญูชน ‘สิริพรรณ’ มองพิรุธตั้งแต่วันเลือก สว. เป็นพฤติกรรมรวมหมู่ ต้องมีเบื้องหลัง ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ‘ประจักษ์’ ห่วง 14 ก.ย. นี้เดิมพันประชาธิปไตยเสื่อมทรุดลงหรือไม่ เตือนผู้กุมอำนาจต้องปกป้องวุฒิสภา เพื่อรักษารัฐธรรมนูญ 2560 ให้คงอยู่

Photo Story ‘ไวรัสสีน้ำเงิน’ หาก 'กกต.' ยกคำร้อง 'ฮั้ว สว.' เดิมพัน ปชต. 14 ก.ย.นี้

คณะกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน จัดงานเสวนา “จับตาบทบาทองค์กรอิสระ ต่อวิกฤตการเมืองไทย”

Parliment-ECT-Senate-Blue-12sep2026-SPACEBAR-Photo01.jpg

งานเสวนาในช่วงเช้า มีการปาฐกถาโดย ชวน หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ และอดีตนายกรัฐมนตรี, โภคิน พลกุล อดีตประธานรัฐสภา และ สมเกียรติ ตั้งกิจวาณิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)

ชวน ระบุว่า องค์กรอิสระที่เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบภายใต้รัฐธรรมนูญปี 2540 มีเจตนารมณ์เพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ส่งเสริมให้การปกครองในระบอบประชาธิปไตยมีประสิทธิภาพ และช่วยสร้างกลไกตรวจสอบที่เข้มแข็งขึ้น ซึ่งโดยภาพรวมถือว่ามีส่วนทำให้การตรวจสอบทางการเมืองพัฒนาขึ้นจากอดีต

อย่างไรก็ตาม ปัญหาสำคัญในระยะหลังคือธุรกิจการเมืองเข้าไปแทรกแซงองค์กรและกระบวนการต่างๆ เข้าไปมีอิทธิพลเหนือกลไกที่มีหน้าที่ตรวจสอบตนเอง ส่งผลให้องค์กรอิสระเสี่ยงไม่สามารถทำหน้าที่ตามเจตนารมณ์เดิมได้

ชวน ได้ยก กกต. เป็นตัวอย่าง หากบุคคลได้รับตำแหน่งด้วยแรงสนับสนุนหรือบุญคุณจากฝ่ายการเมือง ก็อาจเกิดความลังเลหรือความเกรงใจเมื่อต้องตรวจสอบผู้ที่มีส่วนสนับสนุนตนเอง จนอาจทำให้องค์กรที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อตรวจสอบอำนาจ ไม่สามารถตรวจสอบอำนาจได้อย่างเต็มที่

การคัดเลือกบุคคลเข้าสู่องค์กรตามรัฐธรรมนูญ ต้องเลือกบุคคลที่มีคุณสมบัติและความเชี่ยวชาญตรงกับหน้าที่ ไม่ใช่เลือกตามความสัมพันธ์หรือคำสั่งทางการเมือง การที่ฝ่ายการเมืองส่งคนของตนเข้าไปมีอิทธิพลในองค์กรต่างๆ เป็นปรากฏการณ์ที่น่ากังวล และกระทบต่อความเข้มแข็งของระบบรัฐสภา ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่การมีองค์กรอิสระ แต่อยู่ที่คนและการใช้อำนาจ หากบุคลากรในองค์กรอิสระมีความซื่อสัตย์สุจริต ยึดหลักธรรมาภิบาล และปฏิบัติหน้าที่อย่างเที่ยงตรงโดยไม่เกรงใจผู้มีอำนาจ องค์กรเหล่านี้ยังสามารถเป็นกลไกสำคัญในการปกป้องระบอบประชาธิปไตยได้

Parliment-ECT-Senate-Blue-12sep2026-SPACEBAR-Photo02-1.jpg

ขณะที่โภคิน ระบุว่าปัญหาขององค์กรอิสระไม่สามารถแยกออกจากโครงสร้างการเมืองไทย ที่ตลอด 94 ปีวนเวียนอยู่กับการยึดอำนาจ การเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ และการเลือกตั้งภายใต้กติกาที่ถูกกำหนดขึ้นใหม่ โดยโครงสร้างดังกล่าวตั้งอยู่บนระบบอำนาจนิยม ระบบอุปถัมภ์ และรัฐราชการ ส่งผลให้องค์กรที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อตรวจสอบการใช้อำนาจก็ถูกดึงเข้าไปอยู่ภายใต้โครงสร้างเดียวกัน

แม้องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ 2540 ถูกออกแบบขึ้น เพื่อสร้างระบบตรวจสอบถ่วงดุล แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นคือฝ่ายการเมืองและผู้มีอำนาจกลับพยายามเข้าไปควบคุมองค์กรตรวจสอบ จนกลไกที่ควรเป็นอิสระอาจกลายเป็นเครื่องมือของผู้มีอำนาจเสียเอง การปรับเปลี่ยนที่มาและโครงสร้างขององค์กรอิสระในแต่ละยุคไม่ได้แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง และหลายครั้งเป็นเพียงการเปลี่ยนจากการถูกฝ่ายหนึ่งครอบงำไปสู่อีกฝ่ายหนึ่ง

โภคิน กล่าวว่า ปัญหาจึงไม่ได้อยู่เพียงว่า จะมีหรือไม่มีองค์กรอิสระ เพราะหากโครงสร้างอำนาจทางการเมืองยังคงเดิมผลลัพธ์ก็แทบไม่ต่างกัน โดยเฉพาะเมื่อการทำงานขององค์กรตรวจสอบสามารถเลือกใช้พยานหลักฐานหรือมาตรฐานในการพิจารณาที่แตกต่างกัน และตัวองค์กรเองกลับตรวจสอบได้ยาก

ดังนั้น จึงควรมีกลไกตรวจสอบองค์กรอิสระโดยประชาชน โดยนำหลักการจากรัฐธรรมนูญ 2540 กลับมาใช้ เปิดทางให้ประชาชน 50,000 คนเข้าชื่อเพื่อเริ่มกระบวนการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้ เพื่อให้องค์กรที่มีอำนาจตรวจสอบผู้อื่นต้องสามารถถูกประชาชนตรวจสอบได้เช่นกัน

โภคิน ระบุว่า ควรมี ป.ป.ช. ภาคประชาชน ทำงานคู่ขนานกับ ป.ป.ช. โดยให้มีที่มาจากตัวแทนองค์กรวิชาชีพและผู้แทนที่ประชาชนเลือกจากภูมิภาคต่างๆ เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ประชาชนในการร้องเรียนและตรวจสอบการทุจริต แทนการฝากการตรวจสอบทั้งหมดไว้กับองค์กรตามรัฐธรรมนูญเพียงช่องทางเดียว

การแก้ปัญหาในระยะยาวต้องทำให้ภาคประชาชนเข้มแข็งพอที่จะถ่วงดุลอำนาจรัฐและองค์กรตรวจสอบ เพราะประชาธิปไตยไม่ควรหยุดอยู่เพียงถ้อยคำเรื่องความสุจริตหรือหลักธรรมาภิบาล แต่ต้องทำให้ประชาชนสามารถร่วมตรวจสอบและต่อสู้กับการใช้อำนาจที่ไม่ถูกต้องได้จริง

Parliment-ECT-Senate-Blue-12sep2026-SPACEBAR-Photo05.jpg

ด้าน สมเกียรติ ระบุว่าองค์กรอิสระยังมีความจำเป็นในระบอบประชาธิปไตย เพราะกลไกแบ่งแยกอำนาจแบบดั้งเดิมระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ ไม่เพียงพอต่อการป้องกันการรวบอำนาจ การทุจริต หรือการใช้อำนาจทางการเมืองโดยมิชอบ จึงเกิดแนวคิดให้องค์กรอิสระทำหน้าที่เสมือนสถาบันผู้พิทักษ์ประชาธิปไตย เพื่อรักษากติกาและป้องกันไม่ให้ฝ่ายการเมืองใช้อำนาจเกินขอบเขต

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญที่สุดคือการสร้างสมดุลระหว่างความเป็นอิสระกับความพร้อมรับผิด เพราะหากองค์กรอิสระมีอำนาจมากแต่ไม่สามารถถูกตรวจสอบได้ ก็อาจกลายเป็น “รัฐอิสระ” ที่ใช้อำนาจเกินขอบเขต หรือจากที่ควรเป็นผู้ปกป้องประชาธิปไตยก็อาจกลายเป็นผู้ทำลายประชาธิปไตยเสียเอง

สมเกียรติ กล่าวอีกว่า ประสบการณ์จากหลายประเทศสะท้อนตรงกันว่าสภาพแวดล้อมทางการเมืองสำคัญไม่น้อยกว่าการออกแบบองค์กร หากระบบการเมืองถูกครอบงำโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง องค์กรอิสระย่อมเสี่ยงถูกแทรกแซงหรือถูกใช้เป็นเครื่องมือจัดการฝ่ายตรงข้าม ดังนั้น การออกแบบที่ดีต้องไม่ฝากอำนาจตรวจสอบไว้กับองค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่ควรเป็นเครือข่ายที่สามารถตรวจสอบซึ่งกันและกันได้

สำหรับประเทศไทย โครงสร้างตามรัฐธรรมนูญ 2560 มีความเสี่ยงจากจุดอ่อนที่ผิดพลาดเพียงจุดเดียวแล้วกระทบทั้งระบบอย่างน้อย 2 จุด คือ กระบวนการสรรหาองค์กรอิสระที่มีรูปแบบใกล้เคียงกันเกือบทั้งหมด และ วุฒิสภา ซึ่งทำหน้าที่เป็นประตูสำคัญในการให้ความเห็นชอบบุคคลเข้าสู่องค์กรอิสระหลายแห่ง รวมถึงตุลาการศาลรัฐธรรมนูญบางส่วน

สมเกียรติ มองว่า หากมีการออกแบบรัฐธรรมนูญใหม่ ควรกระจายวิธีการสรรหาองค์กรอิสระให้มีความหลากหลาย เพื่อไม่ให้ความผิดพลาดจากจุดเดียวล้มทั้งระบบ พร้อมทั้งเปิดหลายช่องทางในการถอดถอนและตรวจสอบกรรมการองค์กรอิสระ อีกด้านหนึ่งองค์กรอิสระต้องมีวัฒนธรรมความรับผิด ไม่ใช่เพียงการประกาศว่าตนเองรับผิดชอบ แต่ต้องพร้อมเปิดเผยข้อมูล ตอบคำถามสังคม อธิบายเหตุผลในการตัดสินใจ และสามารถถูกลงโทษได้เมื่อใช้อำนาจผิดพลาด

กรณีของ กกต. วิกฤตความเชื่อมั่นส่วนหนึ่งเกิดจากการไม่เปิดเผยข้อมูลอย่างเพียงพอ หลีกเลี่ยงการตอบคำถามสาธารณะ และไม่อธิบายเหตุผลของการตัดสินใจในหลายกรณี โดยเฉพาะประเด็นการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ส่วนในกรณีข้อกล่าวหาเรื่องการโกงการเลือก สว. นั้น กกต. ควรนำคดีเข้าสู่กระบวนการศาลเพื่อให้มีการไต่สวนอย่างเปิดเผย และให้ศาลวางบรรทัดฐานว่าพฤติกรรมใดเป็นเพียงการรวมกลุ่มทางการเมืองตามปกติ และพฤติกรรมใดเข้าข่ายสมคบคิดหรือทุจริต หาก กกต. ยุติเรื่องโดยไม่ส่งให้ศาลพิจารณาทั้งที่ยังมีข้อสงสัยสำคัญ ก็อาจถือได้ว่าไม่ทำหน้าที่ในฐานะองค์กรผู้พิทักษ์อย่างที่ควรเป็น

Parliment-ECT-Senate-Blue-12sep2026-SPACEBAR-Photo03-1.jpg

พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และประธานวิปฝ่ายค้าน กล่าวสรุปงานเสวนาในช่วงเช้า และวิเคราะห์สถานการณ์ล่าสุดในคดีโกง สว. ระบุว่า องค์กรอิสระถูกออกแบบขึ้นเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบฝ่ายการเมือง โดยเป็นอิสระจากการแทรกแซง แต่พัฒนาการตลอดกว่า 20 ปี โดยเฉพาะภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 กลับทำให้เกิดปัญหาใหญ่ 2 ด้าน คือ องค์กรอิสระไม่สามารถเป็นอิสระจากการแทรกแซงทางการเมืองได้จริง ขณะเดียวกันกลับเป็นอิสระจากประชาชน เพราะประชาชนแทบไม่มีกลไกตรวจสอบหรือเอาผิดองค์กรอิสระเมื่อปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

ปัญหาประการแรกสัมพันธ์กับกระบวนการสรรหาตามรัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งให้อำนาจวุฒิสภาเป็นผู้ชี้ขาดในการให้ความเห็นชอบบุคคลเข้าสู่องค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญ ขณะที่ สว. ชุดปัจจุบันไม่ได้ยึดโยงโดยตรงกับประชาชน และกระบวนการได้มากำลังเผชิญข้อกล่าวหาว่าถูกแทรกแซงโดยกลุ่มการเมือง

ส่วนปัญหาประการที่สอง คือรัฐธรรมนูญ 2560 ตัดกลไกที่รัฐสภาและประชาชนเคยใช้ริเริ่มกระบวนการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระออกไป ขณะที่ช่องทางเอาผิดที่เหลืออยู่ก็อาจเกิดทางตัน เช่น การร้ององค์กรอิสระหนึ่งต้องผ่านการพิจารณาของอีกองค์กรหนึ่ง จึงทำให้องค์กรอิสระอยู่ในภาวะวิกฤตความเชื่อมั่นอย่างรุนแรง

พริษฐ กล่าวว่า ขบวนการโกง สว. เป็นเหมือน ‘ไวรัสสีน้ำเงิน’ ที่หากมีอยู่จริง ก็เริ่มเข้าสู่ระบบการเมืองตั้งแต่การเลือก สว. ปี 2567 และกำลังแพร่กระจายไปสู่องค์กรอื่นผ่านอำนาจของ สว. ดั้งนั้น กกต. จึงควรมีมติสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คนตามข้อเสนอของคณะไต่สวนชุดที่ 26 และให้ศาลเป็นผู้วินิจฉัยว่าใครกระทำผิดหรือไม่

“หากคดีโกง สว.ทำสำเร็จได้โดยไม่มีใครต้องรับผิด สิ่งที่เราจะได้กลับมาคือระบบหรือระบอบการเมืองที่สีหนึ่งทำอะไรก็ไม่ผิด หรือพูดชัด ๆ คือสีน้ำเงินทำอะไรก็ไม่ผิด” พริษฐ์กล่าว

Parliment-ECT-Senate-Blue-12sep2026-SPACEBAR-Photo04-1.jpg

ในช่วงบ่ายได้มีวงเสวนา ธงทอง จันทรางศุ กรรมการกฤษฎีกา อดีตรองปลัดกระทรวงยุติธรรม และอดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สิริพรรณ นกสวน สวัสดี คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ประจักษ์ ก้องกีรติ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

โดยธงทอง ยอมรับว่า ตนเองก็เป็นคนหนึ่งที่ทำคลอด กกต. เพราะเคยร่วมอยู่ในสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ปี 2540 ซึ่งอาจใช้สำนวนไทยได้ว่า ‘หนีเสือปะจระเข้’ โดย ‘เสือ’ เดิมคือปัญหาการเลือกตั้งที่จัดโดยกระทรวงมหาดไทย ที่อาจมีความเสี่ยงให้เกิดการแทรกแซงได้โดยเครือข่ายท้องถิ่น

จากนั้นในกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญปี 2540 จึงมีแนวคิดให้มีคณะบุคคลที่เป็นอิสระและเป็นกลางมาทำหน้าที่จัดการเลือกตั้ง โดยเราไม่ได้คิดไปไกลถึงว่าองค์กรดังกล่าวจะมีองคาพยพกว้างขวางในระดับใกล้เคียงกับกระทรวง พร้อมเปิดเผยว่า ในขณะนั้นใช้ กกต. ของอินเดียเป็นโมเดล ทำให้มีคำตอบเบื้องต้นคือ ถ้าเรามีวุฒิสภาที่เป็นอิสระ เราก็จะมี กกต. ที่เป็นอิสระ ที่วุฒิสภาเป็นผู้กลั่นกรองมาให้

ธงทอง ชี้ว่า วุฒิสภาที่เป็นอิสระนั้นไม่สามารถเกิดขึ้นได้ตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี 2540 แล้ว เพราะเป็น สว. ที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งมีหัวคะแนนในพื้นที่เลือกตั้งเดิม เป็นเหตุให้ กกต. ไม่เป็นกลางไปด้วย นำมาสู่ปัจจุบันที่กลายเป็น กกต. ไม่เป็นกลาง ทำให้ได้ สว. ที่ไม่เป็นกลาง สารตั้งต้นจึงเริ่มมาด้วยลักษณะนี้

“สถานการณ์จึงกลับมาที่ประโยคแรกคือ ผมหนีเสือมาจากกระทรวงมหาดไทย ตอนนี้ผมปะจระเข้อยู่” ธงทองกล่าว

ธงทอง ยังกล่าวถึงข้อความตามกฎหมายว่า “ถ้ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” โดยมองว่า สามารถตีความได้ว่าใครเชื่อ ซึ่งตามกฎหมายบอกว่าเป็นกรรมการ และกรรมการนั้นต้องวางตัวเป็นวิญญูชน คือผู้มีเหตุผลธรรมดาเหมือนมนุษย์ทั่วไป สำหรับพยานหลักฐานต่างๆ บุคคลก็ถือว่ามีน้ำหนักแต่คนก็โกหกได้ แต่เราจะมองข้ามพยานหลักฐานที่เป็นเอกสาร หรือข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ได้หรือ และหาก กกต. เห็นต่างจากวิญญูชนทั่วไป ก็ต้องชี้แจงให้ได้ว่าเพราะอะไร

นอกจากนี้ หากมติของ กกต. ออกมาไม่เป็นเอกฉันท์ ต้องอธิบายว่าความเห็นที่แตกต่างกันคือตรงไหน เพื่อให้ประชาชนได้รับฟังว่า กกต. ได้พิจารณาอย่างรอบคอบแล้ว ไม่ใช่พวกมากลากไปเท่านั้น เหตุผลเหล่านั้นก็ต้องเป็นกฎหมายที่พิสูจน์ได้ และหากจริงใจก็ควรมาพูดกันต่อหน้า

Parliment-ECT-Senate-Blue-12sep2026-SPACEBAR-Photo09-1.jpg

ฝ่าย สิริพรรณ กล่าวว่า กกต. ที่ธงทองระบุว่าได้ทำคลอดนั้น ถือว่าแท้งไปแล้ว เพราะ กกต. ชุดนี้มาจากรัฐธรรมนูญปี 2560 ซึ่งมีความแตกต่างหลักคือ กกต. ในรัฐธรรมนูญ 2540 มาจากการ สว. ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง แต่ กกต. ในรัฐธรรมนูญ 2560 มาจาก สว. ที่ไม่ได้มีความยึดโยงกับประชาชนเลยเพราะมาจากการเลือกกันเอง อีกทั้งรัฐธรรมนูญ 2540 ยังมีมาตรการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ ซึ่งรัฐธรรมนูญ 2560 ไม่มี

ส่วนประเด็นการเลือก สว. และเลือกตั้ง สส. 2569 นั้น มีปัญหาสืบเนื่องจากข้ออ้างของ กกต. ว่ามีกำลังคนไม่พอ และโอนอำนาจการรับสมัครไปให้กระทรวงมหาดไทย ดังนั้น จึงไม่ถือเป็นการหนีเสือปะจระเข้ แต่เป็นการรวมพลังกันระหว่างจระเข้และเสือ นำมาสู่ปัญหาช่วงการรับสมัคร เช่น การคัดกรองคุณสมบัติ รวมถึงการสมัครผิดกลุ่ม ซึ่งแม้จะพิสูจน์ไม่ได้ว่ามีการรวมพลังกัน แต่อย่างน้อยก็สะท้อนความหละหลวมของ กกต. ที่เปิดช่องโหว่ทางกฎหมายจนเกิดเป็นผู้สมัคร ‘พลีชีพ’

สิริพรรณ ชี้ให้เห็นว่า ข้อพิรุธต่างๆ ตลอดการรับสมัคร ตั้งแต่เรื่องโพย การเดินทาง บัตรลงคะแนน ตลอดจนเส้นทางการเงิน ไม่ใช่ความผิดปกติจากพฤติกรรมส่วนบุคคล แต่เป็นพฤติกรรมรวมหมู่ ซึ่งต้องมีผู้บงการอยู่ด้านหลัง กกต. จึงต้องบอกเราให้ได้ว่า เป็นความบังเอิญจริงหรือไม่ และจะให้เราเชื่อได้อย่างไร

“คำวินิจฉัยของ กกต. ในวันที่ 14 กันยายนจะเป็นแบบไหน โดยส่วนตัวถ้าให้เดา ก็จะออกที่ฟ้องบางส่วน ตัวเลขคือต้องรักษาเสียง 67 ในเชิงการเมืองคือจำนวนที่จะรักษาซึ่งฐานรากและกุญแจสำคัญของการแก้ไขรัฐธรรมนนูญ … ไม่ได้แปลว่าไม่อนุญาตให้แก้รัฐธรรมนูญ แต่จะแก้ไปในทิศทางที่กำกับได้ ซึ่งต้องใช้ สว. 67 เสียง หรือ 1 ใน 3” สิริพรรณกล่าว

Parliment-ECT-Senate-Blue-12sep2026-SPACEBAR-Photo07-1.jpg

ประจักษ์ ระบุถึงวันที่ 14 กันยายนที่จะถึงนี้ว่า เดิมพันของสังคมไทยต่อกรณีนี้ไม่ใช่แค่เรื่อง สว. แต่เป็นเรื่องที่ประชาธิปไตยจะเสื่อมทรุดไปมากกว่านี้ หรือยังพอฟื้นฟูกลับมาได้ การตัดสินใจสำคัญของ กกต. จะมีนัยสำคัญมากต่อประชาธิปไตยไทย โดยคำว่าเสื่อมทรุดนี้มาจากการสำรวจและเก็บข้อมูลขององค์กรนานาชาติที่มองมายังประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม แม้ไทยจะมีการเลือกตั้งตลอดมา แต่ก็ถูกจัดอยู่ในประเทศที่ประชาธิปไตยมีข้อบกพร่อง เนื่อง 3 เสาหลักถดถอยลงทุกด้าน ได้แก่ การเข้าสู่อำนาจผ่านการเลือกตั้งต้องบริสุทธิ์ยุติธรรม, การใช้อำนาจต้องถูกตรวจสอบถ่วงดุล และสิทธิเสรีในการแสดงออกและมีส่วนร่วมของประชาชน

ประจักษ์ มองว่า ตามหลักการนั้นการมีองค์กรอิสระถือว่าถูกต้อง แต่ถ้ามีองค์กรอิสระซึ่งกลายเป็นอำนาจที่ 4 หรือเปรียบเสมือนยักษ์ที่มีกระบอง ซึ่งเราคาดหวังให้ยักษ์มาตรวจสอบอำนาจฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร แต่ทว่ายักษ์กลับนำกระบองมาคุ้มครองคนที่มีอำนาจอยู่แล้วให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น กลายเป็นว่า ขณะนี้มีกลุ่มการเมืองเดียวสามารถกุมอำนาจได้ถึง 3 ใน 4 ของอธิปไตยของประชาชน ซึ่งถือเป็นอันตรายยิ่งกว่าไม่มีองค์กรอิสระเสียอีก

“วันที่ 14 กันยายนนี้ กกต. อยู่บนทางแพร่งแล้ว การตัดสินใจของ กกต. จะมีผลทั้งกับความเชื่อมั่นศรัทธาที่คนจะมีต่อ กกต. เอง และจะมีผลด้วยว่าประชาธิปไตยไทยจะเสื่อมทรุดลงไปกว่านี้หรือเปล่า ซึ่งผมกังวลว่าจะเป็นอย่างนั้น มากกว่าจะถูกฟื้นฟูกลับขึ้นมา” รศ.ดร.ประจักษ์ กล่าว

ประจักษ์ วิเคราะห์แบบมองโลกในแง่ร้าย ว่าหากมีความต้องการรักษารัฐธรรมนูญปี 2560 ซึ่งเป็นกล่องดวงใจในการตรึงสังคมไทยให้อยู่ในสภาพนี้ หากมีการสั่งฟ้องไม่ว่าจำนวนเท่าไร ศาลฎีกาก็อาจพยานหลักฐานหรือสืบสวนเพิ่ม ทำให้จำนวน สว. อาจมากกว่า 67 ไปอีกได้ ดังนั้น การปกป้องรัฐธรรมนูญ ปี 2560 ก็ต้องไปด้วยกันกับการปกป้อง สว. ส่วนตัวจึงมีความเป็นห่วงว่า ผู้ที่กุมอำนาจอยู่ในปัจจุบันจะไม่ยอมให้เกิดเหตุการณ์เช่นนั้น

Parliment-ECT-Senate-Blue-12sep2026-SPACEBAR-Photo08.jpg
Parliment-ECT-Senate-Blue-12sep2026-SPACEBAR-Photo06.jpg

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์