ผู้สื่อข่าวรายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วาระพิจารณาเรื่องด่วน “ขออนุญาตให้สภาผู้แทนราษฎร เพื่อเรียกตัวชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส.สงขลา พรรคกล้าธรรม มารับทราบข้อกล่าวหา และทำการสอบสวนปากคำในระหว่างสมัยประชุม ตามมาตรา 125 ของรัฐธรรมนูญ” ภายหลังจากที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) มีหนังสือขอให้สภาฯ อนุญาตให้คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษออกหมายเรียกให้ชนนพัฒฐ์ ไปรับทราบข้อกล่าวหา และทำการสอบสวนปากคำตามข้อสั่งการของอัยการสูงสุดในคดี “ฟอกเงินและเว็บพนันออนไลน์”
โดยก่อนการลงมติมี สส.ขออภิปราย ซึ่งความเห็นแตกเป็น 2 ฝ่าย คือฝ่ายที่สนับสนุนให้ส่งตัว ชนนพัฒฐ์ ให้ดีเอสไอดำเนินการตามกฎหมาย คือ พรรคประชาชน, พรรคประชาธิปัตย์, พรรคไทยภักดี และฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย ได้แก่ พรรคภูมิใจไทย, พรรคประชาชาติ, พรรคเศรษฐกิจ
ณัฐวุฒิ บัวประทุม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายว่า เห็นด้วยและเห็นชอบให้ส่งตัว ชนนพัฒน์ ไปดำเนินการทางคดี หาก สส.สละเจตนาคุ้มกันจะเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาและเป็นบรรทัดฐานใหม่ของสภาในระบอบประชาธิปไตย หากอนาคตมี สส.ของพรรคประชาชนคนใดถูกดำเนินการในลักษณะข้อเท็จจริงเดียวกัน พรรคประชาชนจะอนุญาตให้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเช่นเดียวกัน
ด้าน สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า เมื่อพิจารณาคดีของ สส.ที่ถูกขอตัวเกิดขึ้นก่อนการเลือกตั้งครั้งล่าสุด ซึ่งไม่พบการกลั่นแกล้งใดๆ จากฝ่ายบริหาร เป็นกระบวนการยุติธรรมที่พิจารณาตามขั้นตอนที่ดำเนินการเกี่ยวกับผู้มีอิทธิพลทางการเมือง ที่ต้องมีพยานหลักฐานครบถ้วน ทั้งนี้คดีดังกล่าวสัมพันธ์กับเกียรติภูมิของสภา หากไม่อนุญาตจะกระทบต่อภาพลักษณ์ของ สส. หากคดีร้ายแรงแต่สภายังปกป้อง อาจกระทบภาพลักษณ์และภาพพจน์ของสภาในสายตาของต่างชาติด้วย
สส.ที่ถูกขอตัวระบุก่อนหน้านั้นว่า พร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตามที่กำหนด ไม่ใช้เอกสิทธิ์คุ้มครอง ดังนั้นพรรคประชาธิปัตย์ขอใช้ดุลยพินิจปกป้องภาพพจน์ของประเทศไทยและภาพลักษณ์ของสภา จึงมีมติอนุญาตให้ส่งตัวไปตามหมายเรียก
— สาทิตย์ วงศ์หนองเตย
ขณะที่นันทนา สงฆ์ประชา สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย อภิปรายว่า บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา 125 ไม่ใช่การคุ้มกันให้ สส.อยู่เหนือกฎหมาย และไม่ใช่ยกเว้นกระบวนการยุติธรรมให้กับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่เป็นหลักประกันทางรัฐธรรมนูญเพื่อคุ้มครองการทำหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ และรักษาความสมดุลของอำนาจ
อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาการเปิดสมัยประชุมแล้ว จะพบว่าจะปิดสมัยประชุมในเดือน ก.ค. ดังนั้นเหลือเวลาไม่กี่ครั้ง หากมีการเรียกตัว สส.ดำเนินการตามกระบวนการสอบสวนระหว่างสมัยประชุม ย่อมส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ของ สส.ในฐานะผู้แทนของประชาชน และกระทบต่อการทำงานของสภาโดยรวม
ตระหนักดีว่า ประชาชนเรียกร้องความโปร่งใสและมาตรฐานจริยธรรมที่สูง หาก สส.สละความคุ้มกันเพื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ถือเป็นเรื่องดี แต่หากพิจารณาในมิติระดับสถาบัน ต้องพิจารณาอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้ทำลายหลักประกันทางรัฐธรรมนูญระยะยาว เพราะเมื่อสิ้นสุดสมัยประชุม กระบวนการทางกฎหมายดำเนินการได้ปกติ จึงไม่ใช่การตัดสิทธิ์ หรือขัดขวางกระบวนการยุติธรรม แต่เป็นการคุ้มครองการทำหน้าที่ช่วงเวลาที่รัฐธรรมนูญบัญญัติรองรับ
— นันทนา สงฆ์ประชา
ส่วน ซูการ์โน มะทา สส.ยะลา พรรคประชาชาติ อภิปรายว่า ต้องรักษาหลักการและมาตรฐานที่สภาฯ ถือปฏิบัติโดยตลอด คือ ไม่อนุญาตให้ สส.ไปรับทราบข้อกล่าวหาของดีเอสไอในสมัยประชุม อย่างไรก็ดี ขอให้ ชนนพัฒน์ ชี้แจงและพูดว่าจะใช้เอกสิทธิ์คุ้มครองหรือไม่ด้วย
คริส โปตระนันทน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจ อภิปรายว่า ขอปกป้องหลักการคุ้มครอง สส.ในสมัยประชุม เพื่อไม่ให้เกิดกรณีดังกล่าวขึ้น หากมีประเด็นที่ รังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน หรือ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ตรวจสอบรัฐบาลแล้วถูกกลั่นแกล้ง ดำเนินคดี อาจถูกโหวตให้ไปดำเนินคดีได้
อย่างไรก็ดี ขอเรียกร้องสปิริตของชนนพัฒฐ์ต่อการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมโดยไม่ต้องให้สภาฯ ปกป้อง
— คริส โปตระนันทน์
จากนั้นชนนพัฒฐ์ ลุกขึ้นอภิปรายว่า “ผมพร้อมและยินดีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และยอมรับผลลงมติ แต่ขอยึดตามหลักการของการเป็น สส. เพราะในช่วงปิดสมัยประชุมตนหลีกหนีไม่พ้นที่ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม”
ภายหลังอภิปรายแล้วเสร็จ ที่ประชุมได้มีการลงมติ ซึ่งผลปรากฏว่า เสียงส่วนใหญ่ 308 ต่อ 126 เสียง ไม่เห็นด้วยที่จะส่งตัว ชนนพัฒฐ์ ไปรับทราบข้อกล่าวหาในคดีระหว่างสมัยประชุม และงดออกเสียง 2 เสียง ไม่ลงคะแนนเสียง 3 เสียง





