ปรากฏการณ์ทางการเมืองปี 2569 ได้กลายเป็นหัวข้อวิพากษ์วิจารณ์ในหน้าสื่อและวงสนทนาทางการเมือง เมื่อโครงสร้างอำนาจปกระจุกตัวในเชิงพื้นที่ หลังไม่ปรากฏมาในรอบหลายทศวรรษ
เสียงสะท้อนจากสังคมมักใช้คำนิยามว่า "บุรีรัมย์คุมเบ็ดเสร็จ" เพื่ออธิบายสภาวะที่ตำแหน่งประมุขของสองอำนาจอธิปไตย คือ นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าฝ่ายบริหาร และ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะผู้นำฝ่ายนิติบัญญัติ ต่างมี "ทะเบียนบ้าน-ฐานอำนาจ" หลักอยู่ในจังหวัดเดียวกัน คือ จ.บุรีรัมย์
การที่พรรคภูมิใจไทยเตรียมก้าวขึ้นมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลภายใต้การนำของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีที่มีความผูกพันกับพื้นที่ จ.บุรีรัมย์อย่างแนบแน่น ถึงขนาดย้ายทะเบียนบ้านไปอยู่ จ.บุรีรัมย์ และการเลือก โสภณ ซารัมย์ สส.บุรีรัมย์ 7 สมัย ขึ้นดำรงตำแหน่ง ประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่อาจส่งผลกระทบต่อ หลักการตรวจสอบ-ถ่วงดุล ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของ ระบอบประชาธิปไตย
ปรากฏการณ์ "คนบ้านเดียวกัน" ครองอำนาจสูงสุดพร้อมกัน ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก แต่เป็นรูปแบบหนึ่งของวิวัฒนาการอำนาจที่มีมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ยุคหลังการปฏิวัติ 2475 - ยุคเผด็จการทหาร ไปจนถึง ยุคการเมืองแบบ "บ้านใหญ่" ในภูมิภาค
SPACEBAR พาไปสำรวจร่องรอยทางประวัติศาสตร์ ผ่านตัวอย่างของคู่อำนาจในอดีต เพื่อทำความเข้าใจว่าเมื่อ "คนคุมงบประมาณ" กับ "คนคุมกฎสภา" มาจาก ศาลาว่าการจังหวัดเดียวกัน หรือ วงเหล้าเดียวกัน พลวัตทางการเมืองของไทยจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใด
ยุคหลังปี 2475 ยุคพระยาพหลพลพยุหเสนา - เจ้าพระยาพิชัยญาติ
ช่วงเริ่มแรกของระบอบประชาธิปไตยภาย หลังเหตุการณ์ความขัดแย้งในรัฐบาลพระยาโนปกรณ์นิติธาดา ซึ่งมีการประกาศปิดสภาและงดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา ในเดือนเมษายน 2476 จนนำไปสู่การรัฐประหารเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2476 โดยคณะราษฎรฝ่ายทหารนำโดยพระยาพหลพลพยุหเสนา
ในเวลานั้น "ความเชื่อใจ" ระหว่างฝ่ายบริหารที่กุมกำลังกองทัพและฝ่ายนิติบัญญัติที่กุมกติกาสภาเป็นเรื่องความเป็นความตายของระบอบใหม่
พระยาพหลพลพยุหเสนา ซึ่งก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้ เจ้าพระยาพิชัยญาติ (ดั่น บุนนาค) ประธานสภาผู้แทนราษฎรในขณะนั้น เป็น ผู้ดำเนินการประสานงานสำคัญ
แม้ทั้งสองจะมีความแตกต่างกันในด้านพื้นเพทางยศถาบรรดาศักดิ์ แต่การพำนักและปฏิบัติหน้าที่อยู่ในเขตอำนาจเดียวกันทำให้การเคลื่อนไหวทางการเมือง เพื่อฟื้นฟูสภาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
ความสัมพันธ์ในเชิงพื้นที่ มีส่วนช่วยอย่างมาก เมื่อเจ้าพระยาพิชัยญาติได้รับมอบหมายให้นำความกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ วังไกลกังวล เพื่อขอให้เปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรอีกครั้ง ในวันที่ 21 มิถุนายน 2476
การที่ประธานสภาและนายกรัฐมนตรี ทำงานสอดประสานกันในลักษณะ "เพื่อนคู่คิด" ในระยะเปลี่ยนผ่านนี้ ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นการกินรวบอำนาจ แต่เป็นการใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวและพื้นที่ในการปกป้องสถาบันนิติบัญญัติ จากการถูกทำลาย โดยฝ่ายปฏิปักษ์ประชาธิปไตยในเวลานั้น
คนค่ายเดียวกัน ! จอมพล สฤษดิ์ - หลวงสุทธิสารรณกร
หากยุคพระยาพหลฯ คือการใช้ความสัมพันธ์เพื่อกอบกู้สภา ยุคของ จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นหนังคนละม้วน ภายหลังการรัฐประหาร 2501 จอมพล สฤษดิ์ ได้สถาปนาระบอบการปกครองที่เน้น อำนาจบริหารเป็นศูนย์กลางอย่างเบ็ดเสร็จ โดยมีธรรมนูญการปกครอง พ.ศ. 2502 เป็นเครื่องมือสำคัญ
ในยุคนี้ ตำแหน่งประธานรัฐสภา ไม่ได้เป็นเพียงคู่ขนานทางการเมือง แต่เปรียบเสมือน "แขนซ้าย" ของฝ่ายบริหารที่ต้องไว้วางใจได้ที่สุด
พล.อ.หลวงสุทธิสารรณกร (สุทธิ สุขะวาที) คือบุคคลที่ จอมพล สฤษดิ์ เลือกให้มาคุมเกมในสภา ทั้งคู่ไม่ใช่เพียงคนบ้านเดียวกันในจังหวัดพระนคร แต่ยังเป็น "คนค่ายทหารเดียวกัน" ในกองทัพบกมาอย่างยาวนาน
หลวงสุทธิสารรณกร ดำรงตำแหน่งสำคัญอย่าง รองผู้บัญชาการทหารบก และ รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด ในช่วงเวลาที่จอมพล สฤษดิ์เรืองอำนาจ
ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ยังชี้ให้เห็นว่า ความสัมพันธ์ของกลุ่มผู้นำในยุคนั้น มีความแนบแน่นผ่านวัฒนธรรมการสังสรรค์ หรือ "วงเหล้า" ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการประสานงานนอกรอบ ที่ทำให้กลไกสภาเดินไปตามความต้องการของรัฐบาลอย่างราบรื่น
ในยุคนี้ การตรวจสอบถ่วงดุลถูกลดทอนลงเหลือเพียงรูปแบบทางพิธีกรรม สภาร่างรัฐธรรมนูญ ที่มี หลวงสุทธิสารรณกร เป็นประธาน ทำหน้าที่สนับสนุนการใช้อำนาจของจอมพล สฤษดิ์ อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะการให้ อำนาจนายกรัฐมนตรี ตาม มาตรา 17
สภาวะ "คนบ้านเดียวกันครองเมือง" ในมิตินี้จึงกลายเป็นสูตรสำเร็จของการสร้างรัฐอำนาจนิยมที่ไม่มีใครกล้าคัดค้าน เนื่องจากทั้ง "คนออกคำสั่ง" และ "คนคุมระเบียบสภา" การรวบอำนาจจึงเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้ชื่อ ความมั่นคงแห่งชาติ
กำเนิด "สุพรรณบุรีโมเดล" เมื่อ "บรรหารบุรี" กลายเป็น "ศูนย์กลางประเทศไทย"
เมื่อระบอบประชาธิปไตยวิวัฒนาการเข้าสู่ยุคของนักการเมืองที่มาจากท้องถิ่น ปรากฏการณ์ "คนบ้านเดียวกัน" ได้ปรับโฉมหน้ามาสู่ "ระบบอุปถัมภ์เชิงพื้นที่" ที่เข้มแข็งที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย นั่นคือยุคของ บรรหาร ศิลปอาชา และ พล.ต.บุญเอื้อ ประเสริฐสุวรรณ แห่งจังหวัดสุพรรณบุรี
ความสัมพันธ์ของคู่อำนาจนี้มีความ "เป็นพี่เป็นน้อง" มากกว่าคู่ใดๆ ในประวัติศาสตร์ พล.ต.บุญเอื้อ ประเสริฐสุวรรณ สส.สุพรรณบุรี ผู้กว้างขวาง เป็นผู้ชักชวน บรรหาร ศิลปอาชา นักธุรกิจผู้มั่งคั่งให้ก้าวเข้าสู่สนามการเมือง ภายใต้ พรรคชาติไทย ตั้งแต่ปี 2517
จนกระทั่งในปี 2538 เมื่อ บรรหารได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 21 พล.ต.บุญเอื้อ ก็ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่ง ประธานสภาผู้แทนราษฎร ในเวลาเดียวกัน นี่คือภาพจำที่ชัดเจนที่สุดของคำว่า "กินรวบอำนาจ" โดยกลุ่มการเมืองจากจังหวัดเดียว
ภายใต้ "สุพรรณบุรีโมเดล" จ.สุพรรณบุรี ได้รับการพัฒนาอย่างรวดเร็วด้วยงบประมาณมหาศาลที่ไหลลงสู่พื้นที่ จนถูกแซวว่าเป็น "จังหวัดที่ 1 ของประเทศไทย"
แต่ในทางนิติบัญญัติ ความท้าทายกลับตกอยู่ที่ตัว ประธานสภา พล.ต.บุญเอื้อ มักถูกฝ่ายค้านตรวจสอบอย่างหนักเรื่องความเป็นกลาง โดยเฉพาะในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลบรรหาร ซึ่งประธานสภาถูกมองว่าทำหน้าที่เป็น "องครักษ์พิทักษ์นายกฯ" คอยสกัดกั้นคำถามจากฝ่ายค้าน เพื่อปกป้องนายกรัฐมนตรี ที่เป็นหัวหน้าพรรคและเป็นคนบ้านเดียวกัน
บทเรียนจากยุค "บรรหาร-บุญเอื้อ" ชี้ให้เห็นว่า เมื่ออำนาจบริหารและนิติบัญญัติถูกยึดโยงด้วยสายสัมพันธ์เชิงพื้นที่และระบบอุปถัมภ์ส่วนตัว หลักการ "แบ่งแยกอำนาจ" อาจถูกแทนที่ด้วยหลักการ "กตัญญูกตเวที" ต่อกลุ่มการเมืองของตนเอง
แม้จะส่งผลดีต่อการพัฒนาจังหวัดบ้านเกิดอย่างก้าวกระโดด แต่ก็สร้างความสั่นคลอนให้กับระบบตรวจสอบในระดับชาติ
ปรากฏการณ์ "บุรีรัมย์ 2569" วิวัฒนาการสู่ "พรรคสีน้ำเงิน" คุมอำนาจรัฐ
สถานการณ์การเมืองปี 2569 ได้นำพาประเทศไทยกลับมาสู่บรรยากาศคล้าย ยุคสุพรรณบุรี อีกครั้ง แต่ด้วยสเกลที่ใหญ่กว่าและระบบที่ซับซ้อนกว่า อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กำลังก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยมี โสภณ ซารัมย์ สส.บุรีรัมย์สายตรง "บ้านใหญ่" เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร
โสภณ ซารัมย์ ไม่ใช่นักการเมืองหน้าใหม่ แต่เป็น สส.บุรีรัมย์ 7 สมัย และมีความใกล้ชิดกับ "กลุ่มเพื่อนเนวิน" ซึ่งเป็นแกนกลางพรรคภูมิใจไทย
การที่ โสภณ ได้รับเลือกเป็น ประธานสภาฯ ชุดล่าสุดท่ามครหา "บุรีรัมย์กินรวบ" ทำให้ต้องแถลงวิสัยทัศน์ยืนยัน ความเป็นกลาง และอ้างว่าการที่คนบุรีรัมย์ได้ตำแหน่งสำคัญพร้อมกันนั้นเป็นเพียง "ความบังเอิญที่บรรจบกันพอดี"
อย่างไรก็ตามประวัติศาสตร์การเมือง ชี้ให้เห็นความเชื่อมโยงที่ลึกซึ้งกว่านั้น พรรคภูมิใจไทย ไม่ได้ครองเพียงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี และ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เท่านั้น แต่ยังมีปรากฏการณ์ "สว.สีน้ำเงิน" ที่ถูกกระแสสังคมโจมตีมาตลอดด้วย
จากการไล่เรียงประวัติศาสตร์แต่ละยุคพบว่า "ภูมิศาสตร์แห่งอำนาจ" มีอิทธิพลต่อทิศทางการเมืองไทยอย่างยิ่ง การที่นายกรัฐมนตรี - ประธานสภา เป็น คนบ้านเดียวกัน ไม่ใช่เรื่องผิดกฎหมาย แต่เป็นเรื่องของ "ความเหมาะสม" และ "ความสมดุล" ในระบอบประชาธิปไตย
บทเรียนจาก ยุคบรรหารบุรี และ ยุคทหารเรืองอำนาจ ชี้ว่าอำนาจที่ปราศจากการถ่วงดุล มักนำไปสู่จุดจบที่ความเสื่อมศรัทธาของประชาชน ไม่ว่าจังหวัดนั้นจะพัฒนาไปไกลเพียงใด ด้วยงบประมาณมหาศาล แต่ถ้า หลักการนิติธรรม ถูกบิดเบือน ทำให้รัฐบาลนั้นย่อมตั้งอยู่บนความเสี่ยง
ประวัติศาสตร์การเมืองไทย มักจะฉายซ้ำตัวเองในรูปแบบที่ทันสมัยขึ้น วันนี้เราเห็น "บุรีรัมย์โมเดล" ก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุด แต่อนาคตจะเป็นอย่างไรนั้น ขึ้นอยู่กับว่ากลไกการตรวจสอบ ที่ชื่อว่า "รัฐสภา" จะยังคงทำหน้าที่เพื่อคนทั้งประเทศ หรือเป็นเพียง "ศาลากลางจังหวัดส่วนแยก" เท่านั้น

อ้างอิง
thaipost / bangkokbiznews / thaipbs / kpi / pridi / pridi / kpi / stou / pridi / bowergroupasia / thaipbs / chicagounbound / prachatai /




