ผลพวง ‘อภิปรายไม่ไว้วางใจ’ ใต้บริบทการเมืองไทยแต่ละยุค

12 ต.ค. 2569 - 19:30

  • แม้ไม่สามารถล้มได้ในทันที แต่ผลลัพธ์ของการซักฟอก ไม่ได้จบลงที่การลงมติ กลับสร้างแรงกระเพื่อมทางการเมือง นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

ผลพวง ‘อภิปรายไม่ไว้วางใจ’ ใต้บริบทการเมืองไทยแต่ละยุค

'การอภิปรายไม่ไว้วางใจ' ถือเป็นกลไกตรวจสอบที่สำคัญที่สุดในระบบรัฐสภา แม้ยังไม่เคยมีใครถูกผลักออกจากตำแหน่ง 'นายกรัฐมนตรี' ได้ด้วยวิธีนี้

แต่ผลลัพธ์ของการซักฟอก ไม่ได้จบลงที่การลงมติ กลับสร้างแรงกระเพื่อมทางการเมือง นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างอำนาจ มีการยุบสภา หรือลาออก กระทั่งเกิดรัฐประหาร

หลากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ล้วนสะท้อนให้เห็นว่า การอภิปรายของฝ่ายค้าน ไม่ได้เป็นเพียงกระบวนการทางกฎหมาย เพื่อตรวจสอบฝ่ายบริหารเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือทางการเมือง ที่มีอานุภาพสูงในการเปลี่ยนทิศทางประเทศ ไม่ว่าผลโหวตในสภาจะออกมาเป็นเช่นไร

SPACEBAR พาย้อนดูสถานการณ์ ก่อนและหลัง 'เปิดฉากซักฟอก' ภายใต้บริบทการเมืองไทยในแต่ละยุค 

info_Parliament-debate-Government-Oct2026_Final.jpg

ปี 2519 ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ชิงยุบสภาก่อน 

รัฐบาลผสม 18 พรรคของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ เผชิญปัญหาเสถียรภาพอย่างหนักจากการต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรี เมื่อพรรคฝ่ายค้านนำโดยพรรคประชาธิปัตย์ เตรียมยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี

ทำให้ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ประเมินว่า หากปล่อยให้มีการลงมติ รัฐบาลอาจพ่ายแพ้ จึงตัดสินใจชิงประกาศยุบสภาในวันที่ 12 มกราคม 2519 ก่อนหน้าวันที่จะมีการอภิปรายเพียงไม่นาน 

ปี 2522 พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ปรับ ครม. และลาออก นายกฯ ก่อน 

ช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ และแรงกดดันทางการเมืองสะสมหนัก เมื่อฝ่ายค้านยื่นเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ พลเอกเกรียงศักดิ์ ได้พยายามปรับ ครม. เพื่อลดกระแส แต่สุดท้ายตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีกลางที่ประชุมสภาอย่างเหนือความคาดหมาย ก่อนที่จะมีการลงมติ

ปี 2533 พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ปรับ ครม. ก่อน และถูกรัฐประหารภายหลัง 

รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของ พล.อ.ชาติชาย เผชิญการอภิปรายไม่ไว้วางใจหลายครั้ง ซึ่งฝ่ายค้านโจมตีเรื่องการทุจริตคอร์รัปชันอย่างหนัก จนเกิดวาทกรรม 'บุฟเฟต์คาบิเนต' แม้รัฐบาลจะมีเสียงข้างมาก และรอดพ้นการลงมติมาได้ทุกครั้ง และเลือกใช้วิธีการปรับ ครม. เพื่อหนีแรงกดดัน

แต่ข้อมูลการทุจริตที่ถูกเปิดโปงกลางสภา ได้ทำลายความชอบธรรมของรัฐบาล รวมถึงกลายเป็นหนึ่งในข้ออ้างหลัก ที่คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) นำมาใช้ก่อการรัฐประหารในปี 2534

ปี 2538 ชวน หลีกภัย ชิงยุบสภาก่อน  

​รัฐบาลชวน เผชิญวิกฤตศรัทธาอย่างหนัก จากกรณีการแจกเอกสารสิทธิที่ดิน ส.ป.ก. 4-01 ทำให้ฝ่ายค้านเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง จนแรงกดดันทางสังคม และการอภิปรายในสภา ส่งผลให้พรรคพลังธรรม ซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ประกาศถอนตัวและระบุ จะไม่โอนอ่อนในการลงมติให้ เมื่อสูญเสียเสียงข้างมากในสภา

นายกรัฐมนตรีจึงตัดสินใจประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎร ในเดือนพฤษภาคม 2538 ก่อนหน้าที่จะมีการลงมติเพียงไม่กี่วัน เพื่อหลีกเลี่ยงความพ่ายแพ้ในสภา

ปี 2539 บรรหาร ศิลปอาชา ถูกกดดันลาออก นายกฯ ก่อน และยุบสภาภายหลัง 

​การอภิปรายไม่ไว้วางใจ รัฐบาลบรรหาร เต็มไปด้วยประเด็นการบริหารเศรษฐกิจ และข้อสงสัยเรื่องสัญชาติของตัวนายกฯ บรรหาร แม้รัฐบาลจะมีเสียงข้างมาก แต่หลังจากการอภิปรายสิ้นสุดลง กลุ่มพรรคร่วมรัฐบาลได้รวมตัวกันกดดันอย่างหนัก ให้นายกรัฐมนตรีแสดงความรับผิดชอบทางการเมืองด้วยการลาออก แลกกับการโหวตไว้วางใจให้ผ่านพ้นไปก่อน

ท้ายที่สุด แม้บรรหารจะรอดพ้นการลงมติ แต่แรงบีบคั้นจากพรรคร่วมก็ทำให้ต้องตัดสินใจยุบสภาในเวลาต่อมา

ปี 2540 พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ลาออก นายกฯ ภายหลัง เพราะวิกฤติต้มยำกุ้ง 

เมื่อรัฐบาลเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจ 'ต้มยำกุ้ง' จึงถูกฝ่ายค้านเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจในเดือนกันยายน แม้ พล.อ.ชวลิต จะสามารถรวบรวมเสียงโหวตไว้วางใจผ่านสภาไปได้ แต่ข้อมูลความผิดพลาดในการบริหารเศรษฐกิจที่ถูกตีแผ่ ทำให้เกิดกระแสกดดันจากมวลชน และภาคธุรกิจนอกสภาอย่างมหาศาล

ท้ายที่สุดรัฐบาลทนกระแสสังคมไม่ไหว พล.อ.ชวลิต จึงต้องประกาศลาออกจากตำแหน่ง ในเดือนพฤศจิกายน 2540

ปี 2556 ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ภายหลังเกิดการประท้วงใหญ่ ได้ยุบสภา และถูกรัฐประหาร

รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ถูกฝ่ายค้านเปิดศึกซักฟอก โดยเฉพาะโครงการรับจำนำข้าว และการผลักดันร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม จนเป็นสารตั้งต้นที่จุดชนวนความไม่พอใจของมวลชน นำไปสู่การชุมนุมประท้วงนอกสภาที่ยืดเยื้อ

แม้จะมีการยุบสภาในปลายปี 2556 แต่สถานการณ์การเมืองยังคงเดินหน้าสู่ทางตัน นำไปสู่การเผชิญหน้าทางกฎหมาย คดีความในศาลรัฐธรรมนูญ และจบลงด้วยการทำรัฐประหารในเดือนพฤษภาคม 2557

ปี 2568 อนุทิน ชาญวีรกูล ชิงยุบสภาก่อน 

ระหว่างรัฐบาลอนุทิน เห็นสัญญาณกระแสข่าว การเตรียมยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจจากพรรคร่วมฝ่ายค้าน ซึ่งคาดการณ์ว่า จะมีการเปิดแผลใหญ่ทางการเมือง เมื่อประเมินความเสี่ยง และเสถียรภาพของพรรคร่วมรัฐบาลที่ไม่แน่นอน

นายกรัฐมนตรีจึงเลือกใช้จังหวะทางการเมืองชิงประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎรเสียก่อน ที่ฝ่ายค้านจะสามารถยื่นญัตติซักฟอกได้สำเร็จ ถือเป็นการตัดไฟแต่ต้นลม เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกโจมตีกลางสภา และนำประเทศเข้าสู่โหมดการเลือกตั้งใหม่ทันที


เรื่องเด่นประจำสัปดาห์


ผลพวง ‘อภิปรายไม่ไว้วางใจ’ ใต้บริบทการเมืองไทยแต่ละยุค