ต้านจัดระเบียบ กมธ. 35 คณะ! ‘โรม’ เปิดศึก ‘ปธ.โสภณ’ ไม่รับแนวทางคุมเกม ฝั่งรัฐบาลโต้เดือด

4 พ.ย. 2569 - 18:38

  • ‘รังสิมันต์ โรม’ นำทีม กมธ.กฎหมายฯ ลงมติ 8-0 ไม่รับแนวทางประธานสภาฯ ชี้ยังมีปัญหาเรื่องฐานอำนาจตามกฎหมาย

  • เตรียมเชิญ ‘โสภณ ซารัมย์’ แจงด่วน ปมเอกสาร 3 หน้าไร้ลายเซ็นประธานสภาฯ

  • ‘กรวีร์ ปริศนานันทกุล’ นำทีมรัฐบาลโต้ ยืนยันไม่ได้ริบอำนาจ กมธ. แต่เป็นการกำหนดกรอบตามรัฐธรรมนูญและข้อบังคับสภาฯ

ต้านจัดระเบียบ กมธ. 35 คณะ! ‘โรม’ เปิดศึก ‘ปธ.โสภณ’ ไม่รับแนวทางคุมเกม ฝั่งรัฐบาลโต้เดือด

จากแนวทางจัดระเบียบการทำงานของกรรมาธิการ 35 คณะ สู่ข้อกล่าวหาเรื่องการรวบอำนาจในสภาฯ เมื่อกติกาที่ถูกส่งลงมาจากประธานสภาผู้แทนราษฎร กลับกลายเป็นชนวนเปิดศึกระหว่างฝ่ายค้านกับรัฐบาล ต่างฝ่ายต่างยืนยันว่ากำลังปกป้องหลักการและอำนาจตามกฎหมาย

กมธ.กฎหมายฯ มติเอกฉันท์ 8-0 ไม่รับแนวทาง ตั้งข้อสงสัยไร้ฐานอำนาจ

รังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร แถลงถึงข้อถกเถียงเกี่ยวกับแนวทางการดำเนินงานของคณะกรรมาธิการสามัญทั้ง 35 คณะ โดยระบุว่า กรรมาธิการการกฎหมายฯ เป็นหนึ่งในคณะที่ถูกจับตามองอย่างมาก เนื่องจากมีบทบาทตรวจสอบประเด็นสำคัญหลายเรื่อง ทั้งกรณีสินบน 40 ล้านบาทแลกกับการไม่จัดการเว็บพนัน การทุจริตสอบบรรจุข้าราชการส่วนท้องถิ่น การติดตามคดีลอบยิง กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส. รวมถึงโครงการ TH-AI Passport จนเกิดความพยายามในการกินรวบอำนาจขึ้นภายในสภาผู้แทนราษฎร

รังสิมันต์กล่าวว่า ในการประชุมกรรมาธิการการกฎหมายฯ ได้บรรจุประเด็นแนวทางปฏิบัติดังกล่าวเข้าสู่วาระเรื่องอื่น ๆ เพื่อให้ฝ่ายเลขานุการและผู้อำนวยการสำนักกรรมาธิการเข้าชี้แจงข้อเท็จจริง โดยได้รับคำยืนยันว่า เอกสารแนวทางที่ส่งให้กรรมาธิการแต่ละคณะนั้น ไม่ใช่กฎหมายและไม่ใช่ระเบียบ จึงไม่มีสภาพบังคับทางกฎหมาย เป็นเพียงแนวทางที่ส่งให้แต่ละคณะเท่านั้น ไม่สามารถนำมาใช้บังคับการทำงานของกรรมาธิการได้

อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อสงสัยว่า จะมีการนำแนวทางดังกล่าวไปบังคับใช้กับเจ้าหน้าที่ฝ่ายเลขานุการของกรรมาธิการหรือไม่ ซึ่งประเด็นนี้ยังไม่มีข้อยุติ

จากการพิจารณา ที่ประชุมกรรมาธิการการกฎหมายฯ จึงมีมติเอกฉันท์ 8 ต่อ 0 เสียง ไม่รับแนวทางดังกล่าว พร้อมเห็นว่าต้องนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาอย่างเป็นทางการ เนื่องจากเป็นกรรมาธิการที่มีหน้าที่โดยตรงด้านกฎหมาย จึงต้องตรวจสอบฐานอำนาจในการปฏิบัติหน้าที่ตามหลักกฎหมายมหาชนที่ว่า “ไม่มีกฎหมาย ไม่มีอำนาจ”

เตรียมเชิญ ‘โสภณ’ แจงด่วน จับตาเอกสาร 3 หน้าไร้ลายเซ็น

รังสิมันต์เปิดเผยว่า ที่ประชุมมีมติเตรียมทำหนังสือเชิญ โสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เข้าชี้แจงต่อกรรมาธิการ โดยจะบรรจุเป็นวาระเร่งด่วนในช่วงบ่ายวันพฤหัสบดีหน้า พร้อมหวังว่าประธานสภาฯ จะให้ความร่วมมือเดินทางมาชี้แจงด้วยตนเอง

นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตถึงความผิดปกติของเอกสารแนวทางปฏิบัติที่ส่งให้กรรมาธิการ โดยระบุว่าไม่มีลายมือชื่อของประธานสภาผู้แทนราษฎร มีเพียงลายเซ็นของคณะอนุกรรมการด้านกฎหมาย สำนักกรรมาธิการ 1, 2 และ 3 เท่านั้น

รังสิมันต์มองว่า หากเอกสารดังกล่าวจะถือเป็นเอกสารที่มีผลบังคับใช้ ต้องมีขั้นตอนและลำดับการดำเนินการตามกฎหมายอย่างถูกต้อง แต่เอกสารที่กรรมาธิการได้รับกลับมีเพียง 3 หน้า ไม่มีลายเซ็นประธานสภาฯ และไม่มีการอ้างอิงฐานอำนาจทางกฎหมาย จึงเกิดคำถามถึงความถูกต้องและความชอบด้วยกฎหมาย

ส่วนแนวทางการทำงานของกรรมาธิการหลังจากนี้ รังสิมันต์ยืนยันว่า จะยังคงดำเนินการตามแนวปฏิบัติเดิม โดยการใช้อำนาจเชิญบุคคลภายนอกมาชี้แจงยังเป็นไปตามข้อบังคับการประชุม และไม่มีเหตุผลที่จะต้องเปลี่ยนแปลงการทำงาน

ทั้งนี้ แม้จะมีการตีความข้อบังคับแตกต่างกัน แต่แนวทางที่ส่งมายังมีข้อโต้แย้งทางกฎหมาย โดยกรรมาธิการบางส่วนเห็นว่าอาจเข้าข่ายขัดต่อรัฐธรรมนูญ จึงไม่สามารถให้ความเห็นชอบกับแนวทางที่อาจขัดต่อกฎหมายได้

‘กรวีร์’ นำทีมรัฐบาลโต้ ไม่ได้ปิดกั้นหรือยึดอำนาจ กมธ.

ด้าน กรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) นำประธานคณะกรรมาธิการสามัญจากพรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อไทย ร่วมแถลงชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับแนวทางการทำหน้าที่ตรวจสอบของกรรมาธิการทั้ง 35 คณะ

กรวีร์กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ โสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ ได้เชิญประธานกรรมาธิการทั้ง 35 คณะเข้าประชุม เพื่อหารือแนวทางการทำหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ โดยเฉพาะบทบาทของประธานกรรมาธิการในการตรวจสอบ ซึ่งได้นำรัฐธรรมนูญมาตรา 129 และข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ข้อ 90 มาใช้ประกอบการพิจารณา

กรวีร์ยืนยันว่า แนวทางที่ประธานสภาฯ ส่งให้กรรมาธิการไม่ได้เป็นการปิดกั้นการทำหน้าที่ของประธานหรือกรรมาธิการแต่ละคณะ ไม่ได้ตัดอำนาจหรือยึดอำนาจในการติดตามตรวจสอบของฝ่ายนิติบัญญัติแต่อย่างใด

โดยแนวทางดังกล่าวครอบคลุม 4 ประเด็น ได้แก่

  1. ขอบเขตหน้าที่ของกรรมาธิการ
  2. การนัดประชุมของกรรมาธิการ
  3. การบรรจุระเบียบวาระของกรรมาธิการ
  4. การเรียกบุคคลหรือเอกสารของกรรมาธิการ

กรวีร์ระบุว่า ทั้ง 4 ประเด็นเป็นสิ่งที่กำหนดไว้ในข้อบังคับเดิมอยู่แล้ว ประธานสภาฯ ไม่ได้มีอำนาจเปลี่ยนแปลงข้อบังคับ แต่เป็นการจัดทำแนวทางเพื่อให้ประธานกรรมาธิการและกรรมาธิการทั้ง 35 คณะ มีความชัดเจนในการปฏิบัติหน้าที่ให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญและข้อบังคับของสภาผู้แทนราษฎร

พร้อมย้ำว่า ไม่มีกรรมาธิการหรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคนใดสามารถใช้อำนาจเกินกว่าที่รัฐธรรมนูญและข้อบังคับกำหนดไว้ได้

‘วัชรพงศ์’ ชี้ประธาน กมธ. ใช้อำนาจตามใจไม่ได้ ย้ำยึดข้อบังคับปี 2562

ขณะที่ วัชรพงศ์ คูวิจิตรสุวรรณ สส.สระบุรี พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวชี้แจงกรณีประธานกรรมาธิการบางคณะให้สัมภาษณ์หรือโพสต์ข้อความว่า โสภณ ซารัมย์ กำลังริบอำนาจกรรมาธิการ โดยยืนยันว่า ประธานกรรมาธิการทุกคนทำหน้าที่ภายใต้กรอบระเบียบข้อบังคับของกรรมาธิการปี 2562

วัชรพงศ์กล่าวว่า หากติดตามการทำงานที่ผ่านมา จะเห็นว่ามีกรรมาธิการเพียงไม่กี่คณะที่ประสบปัญหา เนื่องจากกรรมาธิการส่วนใหญ่ยึดแนวทางตามข้อบังคับปี 2562 ซึ่งมีบทบัญญัติชัดเจนเกี่ยวกับขอบเขตอำนาจหน้าที่ โดยการดำเนินการต่าง ๆ ที่ออกจากกรรมาธิการต้องอาศัยมติของที่ประชุม

ดังนั้น ประธานกรรมาธิการจึงไม่สามารถใช้อำนาจเรียกบุคคลหรือบรรจุวาระได้ตามอำเภอใจ แต่ต้องยึดข้อบังคับเป็นหลัก ไม่ใช้ทิฐิ อารมณ์ หรือแนวคิดส่วนตัวในการดำเนินงาน

พร้อมยืนยันว่า โสภณไม่ได้ใช้อำนาจเกินขอบเขตเพื่อริบอำนาจประธานกรรมาธิการหรือกรรมาธิการ การใช้ถ้อยคำดังกล่าวจึงเป็นการสื่อสารที่คลาดเคลื่อน และหากทุกคณะยึดแนวทางตามข้อบังคับปี 2562 การทำงานก็จะเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

‘ศุภชัย’ ซัด ‘กมธ.กฎหมายฯ’ มีปัญหาคณะเดียว ยื่น ป.ป.ช. สอบประธาน

ด้าน ศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงที่มาของการเสนอให้ประธานสภาฯ กำหนดแนวทางการทำงานของกรรมาธิการว่า การประชุมกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน ที่ผ่านมาเกิดความวุ่นวาย ระส่ำระสาย และขาดระเบียบ จึงได้ยื่นเรื่องต่อประธานสภาฯ เพื่อให้กำหนดแนวทางการปฏิบัติหน้าที่ให้ชัดเจน

ศุภชัยระบุว่า กรรมาธิการทั้ง 35 คณะ ไม่มีคณะใดมีปัญหาเท่ากับกรรมาธิการการกฎหมายฯ เนื่องจากประธานกรรมาธิการมีพฤติกรรมที่ไม่เป็นไปตามข้อบังคับและรัฐธรรมนูญ โดยมีการรับเรื่องที่ไม่อยู่ในขอบเขตอำนาจหน้าที่ของกรรมาธิการ รวมถึงการนำเรื่องเข้าสู่วาระโดยไม่ได้ขอมติจากที่ประชุม

ศุภชัยกล่าวว่า พฤติกรรมดังกล่าวเกิดขึ้นหลายครั้ง จึงได้ยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อให้ตรวจสอบการกระทำที่เห็นว่าเข้าข่ายฝ่าฝืนข้อบังคับรัฐธรรมนูญ และประมวลจริยธรรมของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอย่างร้ายแรง

นอกจากนี้ ยังได้เสนอเรื่องต่อประธานสภาฯ ซึ่งนำไปสู่การเชิญประธานกรรมาธิการทั้ง 35 คณะเข้าหารือและกำหนดแนวทางการปฏิบัติหน้าที่

ศุภชัยย้ำว่า แนวทางที่ประธานสภาฯ กำหนดไม่ได้มีเนื้อหาเกินไปกว่ารัฐธรรมนูญและข้อบังคับที่มีอยู่แล้ว ทุกอย่างยังอยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย โดยประธานกรรมาธิการที่มาร่วมแถลงต้องการยืนยันว่า ไม่มีการดำเนินการใดที่กระทบต่ออำนาจการตรวจสอบของกรรมาธิการตามที่ฝ่ายค้านกล่าวหา

พร้อมตั้งคำถามกลับไปยังฝ่ายค้านว่า หากการกำหนดให้กรรมาธิการทุกคณะปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญและข้อบังคับถูกมองว่าเป็นการคุกคามการทำหน้าที่ของฝ่ายค้าน ก็หมายความว่าฝ่ายค้านไม่ต้องการปฏิบัติตามข้อบังคับหรือรัฐธรรมนูญหรือไม่

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์