สภาฯ ถกงบปี 70 วันที่สอง ตกเย็น ได้แค่ 3 มาตรา พรุ่งนี้จะจบหรือไม่?

8 ก.ย. 2569 - 18:40

  • สภาฯ ถกงบปี 70 วันที่สอง ตกเย็น ได้แค่ 3 มาตรา ‘ภูมิใจไทย’ วอนอภิปรายกระชับ หวังให้จบภายใน 3 วัน

  • ‘การดี’ ชำแหละงบดีอี 1.3 หมื่นล้าน ชี้ นโยบาย Cloud First ยิ่งรวมยิ่งบวม หวั่นรัฐแบกภาระเช่าเทเลคอมพิวเตอร์ระยะยาวพุ่ง 5 หมื่นล้าน ซ้ำซ้อนงบอุตุฯ ทำวอร์รูม

  • ขณะ ‘ภาวุธ’ เสียดายงบดีอี 64 ล้าน ปรับลดเหลือ 62 ล้าน ชี้ หากตัดได้ขอตัดแค่ 1 บาท หวังกระตุก รัฐบาล - ราชการหันมาเห็นความสำคัญบัญชีบริการดิจิทัล ดันรัฐเป็นลูกค้ารายแรกของเทคโนโลยีไทย

สภาฯ ถกงบปี 70 วันที่สอง ตกเย็น ได้แค่ 3 มาตรา พรุ่งนี้จะจบหรือไม่?

การประชุมสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท วาระที่ 2 และ 3 ในวันที่สอง ตลอดทั้งวันพิจารณาได้เพียง 3 มาตรา  สำหรับมาตรา 14 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และมาตรา 15 กระทรวงคมนาคม พิจารณาเสร็จสิ้นไปแล้ว และกำลังพิจารณามาตรา 16 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ท่ามกลางฝ่ายค้านที่จับตาว่า การประชุมจะยืดเยื้อออกไป 4 วัน เพื่อยื้อให้การพิจารณารายงานประจำปีของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชะลอไปก่อนหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ในเวลา 16.13 น. ที่ประชุมลงมติในมาตรา 15 ด้วยคะแนนเสียงเห็นด้วย 280 คน ไม่เห็นด้วย 143 คน งดออกเสียง 51 คน

parliament-8sep2026-SPACEBAR-Photo08.jpg
parliament-8sep2026-SPACEBAR-Photo18.jpg

จากนั้น ธนยศ ทิมสุวรรณ สส. เลย พรรคภูมิใจไทย ลุกขึ้นหารือว่า ข้อตกลงของวิปรัฐบาลและวิปฝ่ายค้านที่ได้หารือกันก่อนที่จะมีการประชุมคือ เมื่อวานนี้ (7 ก.ย.) จะพิจารณาถึงมาตราที่ 15 และวันนี้จะพยายามพิจารณาให้จบถึงมาตรา 26 แต่ขณะนี้พึ่งจะอภิปรายจบในมาตรา 15 ส่วนมาตราที่เหลือมีการลงชื่อแปรญัตติรวมกันประมาณ 7 ชั่วโมงอย่างไรก็ตาม มีความตั้งใจว่า จะพิจารณาให้จบในวาระ 2 และ 3 ภายใน 3 วัน จึงขอให้พยายามใช้เวลาให้เป็นประโยชน์มากที่สุด หากสมาชิกท่านใดที่ไม่ติดใจในมาตราใด ก็ขอให้ถอนหรืออภิปรายอย่างกระชับมากขึ้น

parliament-8sep2026-SPACEBAR-Photo15.jpg
parliament-8sep2026-SPACEBAR-Photo14.jpg
parliament-8sep2026-SPACEBAR-Photo06.jpg

สำหรับการพิจารณามาตรา 16 งบประมาณของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นที่จับตา เนื่องจากเป็นหนึ่งในกระทรวงที่ฝ่ายค้านวิพากษ์วิจารณ์การใช้งบประมาณมาโดยตลอด ซึ่งมาตรานี้มีผู้ลงชื่อแปรญัตติ อาทิ การดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ,อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน

parliament-8sep2026-SPACEBAR-Photo09.jpg
parliament-8sep2026-SPACEBAR-Photo02.jpg
parliament-8sep2026-SPACEBAR-Photo04.jpg

การดี อภิปรายเสนอปรับลดงบประมาณกระทรวงดีอี โดยระบุว่า ภาพรวมงบประมาณของกระทรวงดีอีตั้งไว้ที่ 13,625 ล้านบาท แต่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ กลับมีการปรับลดงบประมาณลงเพียง 25.8 ล้านบาท หรือคิดเป็นเพียงร้อยละ 0.19 เท่านั้น ซึ่งถือว่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยการปรับลดงบประมาณของกระทรวงอื่นๆ อย่างเห็นได้ชัด

parliament-8sep2026-SPACEBAR-Photo07.jpg

การดี กล่าวต่อถึงนโยบาย Cloud First ของรัฐบาลว่า จากข้อมูลพบว่าสภาวะการงบประมาณของโครงการคลาวด์อยู่ในลักษณะ ‘ยิ่งรวมก็ยิ่งบวม’ แม้ว่าการเช่าใช้คลาวด์ของแต่ละหน่วยงานโดยตรงจะลดลงประมาณร้อยละ 10 จาก 1,523 ล้านบาท เหลือ 1,359 ล้านบาท แต่เมื่อนำมารวมกับงบระบบคลาวด์ภาครัฐ (GDCC) จำนวน 4,980 ล้านบาท กลับพบว่ารายจ่ายรวมด้านคลาวด์สูงขึ้นเกินกว่าร้อยละ 50 โดยเฉพาะงบ GDCC เพียงอย่างเดียวพุ่งสูงขึ้นถึงร้อยละ 120 หรือเพิ่มขึ้นเท่าตัว

parliament-8sep2026-SPACEBAR-Photo03.jpg

นอกจากนี้ ยังพบปัญหาความซ้ำซ้อนเนื่องจากมี 45 หน่วยงานยังคงเช่าคลาวด์แยกต่างหากรวมมูลค่าพันกว่าล้านบาท และอีกกว่า 40 หน่วยงานเสนอจัดตั้งศูนย์ข้อมูล (Data Center) ของตนเองเป็นเงินเกือบ 1,000 ล้านบาท เหตุผลหลักที่หน่วยงานปฏิเสธการใช้คลาวด์กลาง GDCC คือความยุ่งยากในกระบวนการโอนย้ายข้อมูล (Data Transition) และความไม่มั่นใจในระบบรักษาความปลอดภัยและชั้นความลับ ทั้งที่กระทรวงดีอีควรทำหน้าที่เปรียบเสมือน Chief Technology Officer (CTO) ของประเทศที่สร้างความเชื่อมั่นสูงสุดได้

parliament-8sep2026-SPACEBAR-Photo19.jpg

การดี ชี้ให้เห็นถึงความไม่สมดุลของการลงทุนเทคโนโลยี (Tech Stack) ในงบประมาณปี 2570 โดยระบุว่า งบประมาณส่วนใหญ่ถูกเทไปที่โครงสร้างพื้นฐานและการเช่าใช้ระบบ แต่การลงทุนด้านข้อมูล (Data Platform) และแอปพลิเคชันยังคงต่ำมาก อีกทั้งลักษณะงบประมาณเป็นการ ‘เช่าใช้’ ที่ไม่มีสินทรัพย์ตกเป็นของรัฐ เมื่องบเช่าใช้คลาวด์เพียง 2 ปีสูงเกิน 1,000 ล้านบาท Projection ในอนาคตอาจพุ่งสูงถึง 50,000 ล้านบาท หากรัฐบาลเน้นแต่การเช่าโดยไม่วางโครงสร้างเทคโนโลยีที่แข็งแรง รัฐบาลจะต้องแบกรับภาระรายจ่ายประจำมหาศาลกับเทคโนโลยียุคใหม่โดยไม่ได้ครอบครองสินทรัพย์ดิจิทัลเลย

parliament-8sep2026-SPACEBAR-Photo16.jpg

การดี ได้ยกตัวอย่างการตั้งงบประมาณซ้ำซ้อนในสังกัดกระทรวงดีอี โดยชี้ไปที่โครงการของกรมอุตุนิยมวิทยา ได้แก่ โครงการยกระดับพยากรณ์อากาศรายละเอียดสูง วงเงิน 492 ล้านบาท และงบปรับปรุงศูนย์ปฏิบัติการพยากรณ์อากาศ (War Room) พร้อมระบบสื่อและพยากรณ์อากาศ วงเงิน 58 ล้านบาท ซึ่งมองว่าเป็นการผลาญงบประมาณโดยไม่จำเป็น เนื่องจากประเทศไทยมีหน่วยงานที่มีข้อมูลดาวเทียมและข้อมูลสภาพอากาศที่สมบูรณ์อยู่แล้ว เช่น GISTDA, สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (NARIT) หรือหน่วยงานในกระทรวง อว. ซึ่งควรใช้วิธีการเชื่อมโยงและบูรณาการข้อมูลข้ามหน่วยงาน แทนการตั้งงบประมาณเพื่อเริ่มนับหนึ่งใหม่ จึงขอเสนอให้สภาฯ พิจารณาปรับลดงบประมาณในส่วนนี้ลงเพื่อประโยชน์สูงสุดในการใช้เงินแผ่นดิน

parliament-8sep2026-SPACEBAR-Photo11.jpg

ส่วน ‘ภาวุธ’ อภิปรายเน้นไปที่งบประมาณในสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) งบทั้งหมด 64.7 ล้านบาท ซึ่งเป็นการนำเทคโนโลยีมาใช้ โดยมีโครงการที่ให้เอสเอ็มอี ใช้เทคโนโลยีของคนไทย คือผู้ประกอบการสามารถมาขึ้นทะเบียนกับ DEPA ได้ และมีการได้สิทธิพิเศษต่าง ๆ ซึ่งคนที่จะมาขึ้นโครงการนี้ได้ ต้องเป็นคนไทยถือหุ้น 51% และมีการกำหนดมาตรฐานต่างๆเมื่อใครเข้าสู่โครงการนี้แล้วสามารถเอาธุรกิจขายเข้าไปยังโครงการรัฐซึ่งเป็นเป้าหมายใหญ่ของหลายคนที่ทำธุรกิจเทคโนโลยีสตาร์ทอัพ คือการขายให้ภาครัฐที่คุณเป็นลูกค้าคนแรก และสามารถเข้าไปขายในกลุ่มภาคธุรกิจเอกชนเช่นเดียวกันโดยสามารถหักภาษีได้สูงถึง 200%

parliament-8sep2026-SPACEBAR-Photo01.jpg

ภาวุธ กล่าวอีกว่า ปัจจุบันมีผู้ประกอบการที่ขึ้นทะเบียนอยู่ในโครงการนี้ 162 รายมีสินค้า และบริการประมาณ 957 สินค้า ซึ่งสิ่งที่น่าสนใจ สมัยตัวเองอยู่เอกชน ก็เคยนำธุรกิจเข้าสู่โครงการนี้ แต่เอกชนที่เข้าไปอยู่ในโครงการนี้ มีน้อยร้านที่สามารถขายธุรกิจขายบริการให้กับหน่วยงานภาครัฐ กลายเป็นว่าตั้งโครงการมา แต่ไม่สามารถประสบความสำเร็จได้กับการผลักดันเทคโนโลยีคนไทยให้กับโครงการภาครัฐ

parliament-8sep2026-SPACEBAR-Photo17.jpg

ภาวุธ ย้ำว่า สิ่งที่เอกชนต้องการคือให้รัฐสนับสนุน และเป็นลูกค้าคนแรกแต่กลับไม่เกิดขึ้นเลย ดังนั้นการตั้งเป้าและการวัดผล อยากวัดจากยอดที่ขายจริงเพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและคุณภาพและผลสัมฤทธิ์ที่จับต้องได้ คำแนะนำ คือ จะต้องสร้างจำนวนผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบให้มากกว่านี้ ซึ่งขณะนี้มีน้อยกว่า 1% ของตลาดรวมทั้งหมด หากลดกระบวนการนำพาผู้ประกอบการเข้ามามากกว่านี้

parliament-8sep2026-SPACEBAR-Photo10.jpg
parliament-8sep2026-SPACEBAR-Photo13.jpg

1.ทวงคืนตลาดภาครัฐด้วย ‘Buy Thai First’ โดยให้กระทรวงดีอี เป็นหัวหอกในการเจรจา ร่วมกับกรมบัญชีกลาง และกระทรวงการคลัง ในการซื้อเทคโนโลยีจากของประเทศไทยก่อน

2.ปัจจุบันมีปัญหาเรื่องบัญชีนวัตกรรมมาก มองว่าต้องบูรณาการร่วมกัน ทั้งบัญชีเอสเอ็มอี บัญชีบริการดิจิทัล และบัญชีนวัตกรรม เพื่อปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น เพื่อให้ประชาชนธุรกิจ และราชการมาใช้บริการได้ในที่เดียว เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดแก่คนไทย

3.การวัดผลจัดงานด้วยจำนวนลูกค้า และรายได้ที่ได้มากกว่าจำนวนคนที่มาร่วมงาน

“กระทรวงดีอี ควรเป็นแนวหน้าในการปกป้องเงินของชาติ ซึ่งจะเป็นโครงการที่ทำให้ประเทศไทยพัฒนาไปข้างหน้าได้ แต่ตอนนี้ไม่สามารถตัดงบประมาณได้ ถ้าจะตัด อยากจะตัดแค่บาทเดียว เพื่อกระตุกให้คนไทยรัฐบาลไทยราชการไทยรู้จักโครงการนี้เพิ่มมากขึ้น”

ภาวุธ กล่าว

parliament-8sep2026-SPACEBAR-Photo05.jpg
parliament-8sep2026-SPACEBAR-Photo13-1.jpg

ภาวุธ กล่าวทิ้งท้ายว่า สุดท้ายนี้ เราขาดกันบูรณาการในการทำงานร่วมกันของหน่วยงานภาครัฐ แต่ละรัฐทำงานซ้ำซ้อนกัน แยกกัน หากวันนี้เรามีรองนายกรัฐมนตรีที่ดูแลเรื่องเศรษฐกิจ สามารถตั้งเป้าทำงานร่วมกัน มองผลลัพธ์ร่วมกัน เชื่อว่า จะมีผลลัพธ์ที่ดีต่อประเทศไทย

parliament-8sep2026-SPACEBAR-Photo12.jpg

สุดท้ายที่ประชุมมีมติเห็นด้วยกับการแก้ไขของกรรมาธิการ จากจำนวน 467 เสียง เห็นด้วย 413 เสียง ไม่เห็นด้วยไม่มี งดออกเสียง 53 เสียง ไม่ลงคะแนนเสียง 1 เสียง

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์