การประชุมสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท วาระที่ 2 และ 3 ในวันที่สอง ตลอดทั้งวันพิจารณาได้เพียง 3 มาตรา สำหรับมาตรา 14 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และมาตรา 15 กระทรวงคมนาคม พิจารณาเสร็จสิ้นไปแล้ว และกำลังพิจารณามาตรา 16 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ท่ามกลางฝ่ายค้านที่จับตาว่า การประชุมจะยืดเยื้อออกไป 4 วัน เพื่อยื้อให้การพิจารณารายงานประจำปีของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชะลอไปก่อนหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ในเวลา 16.13 น. ที่ประชุมลงมติในมาตรา 15 ด้วยคะแนนเสียงเห็นด้วย 280 คน ไม่เห็นด้วย 143 คน งดออกเสียง 51 คน


จากนั้น ธนยศ ทิมสุวรรณ สส. เลย พรรคภูมิใจไทย ลุกขึ้นหารือว่า ข้อตกลงของวิปรัฐบาลและวิปฝ่ายค้านที่ได้หารือกันก่อนที่จะมีการประชุมคือ เมื่อวานนี้ (7 ก.ย.) จะพิจารณาถึงมาตราที่ 15 และวันนี้จะพยายามพิจารณาให้จบถึงมาตรา 26 แต่ขณะนี้พึ่งจะอภิปรายจบในมาตรา 15 ส่วนมาตราที่เหลือมีการลงชื่อแปรญัตติรวมกันประมาณ 7 ชั่วโมงอย่างไรก็ตาม มีความตั้งใจว่า จะพิจารณาให้จบในวาระ 2 และ 3 ภายใน 3 วัน จึงขอให้พยายามใช้เวลาให้เป็นประโยชน์มากที่สุด หากสมาชิกท่านใดที่ไม่ติดใจในมาตราใด ก็ขอให้ถอนหรืออภิปรายอย่างกระชับมากขึ้น



สำหรับการพิจารณามาตรา 16 งบประมาณของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นที่จับตา เนื่องจากเป็นหนึ่งในกระทรวงที่ฝ่ายค้านวิพากษ์วิจารณ์การใช้งบประมาณมาโดยตลอด ซึ่งมาตรานี้มีผู้ลงชื่อแปรญัตติ อาทิ การดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ,อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน



การดี อภิปรายเสนอปรับลดงบประมาณกระทรวงดีอี โดยระบุว่า ภาพรวมงบประมาณของกระทรวงดีอีตั้งไว้ที่ 13,625 ล้านบาท แต่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ กลับมีการปรับลดงบประมาณลงเพียง 25.8 ล้านบาท หรือคิดเป็นเพียงร้อยละ 0.19 เท่านั้น ซึ่งถือว่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยการปรับลดงบประมาณของกระทรวงอื่นๆ อย่างเห็นได้ชัด

การดี กล่าวต่อถึงนโยบาย Cloud First ของรัฐบาลว่า จากข้อมูลพบว่าสภาวะการงบประมาณของโครงการคลาวด์อยู่ในลักษณะ ‘ยิ่งรวมก็ยิ่งบวม’ แม้ว่าการเช่าใช้คลาวด์ของแต่ละหน่วยงานโดยตรงจะลดลงประมาณร้อยละ 10 จาก 1,523 ล้านบาท เหลือ 1,359 ล้านบาท แต่เมื่อนำมารวมกับงบระบบคลาวด์ภาครัฐ (GDCC) จำนวน 4,980 ล้านบาท กลับพบว่ารายจ่ายรวมด้านคลาวด์สูงขึ้นเกินกว่าร้อยละ 50 โดยเฉพาะงบ GDCC เพียงอย่างเดียวพุ่งสูงขึ้นถึงร้อยละ 120 หรือเพิ่มขึ้นเท่าตัว

นอกจากนี้ ยังพบปัญหาความซ้ำซ้อนเนื่องจากมี 45 หน่วยงานยังคงเช่าคลาวด์แยกต่างหากรวมมูลค่าพันกว่าล้านบาท และอีกกว่า 40 หน่วยงานเสนอจัดตั้งศูนย์ข้อมูล (Data Center) ของตนเองเป็นเงินเกือบ 1,000 ล้านบาท เหตุผลหลักที่หน่วยงานปฏิเสธการใช้คลาวด์กลาง GDCC คือความยุ่งยากในกระบวนการโอนย้ายข้อมูล (Data Transition) และความไม่มั่นใจในระบบรักษาความปลอดภัยและชั้นความลับ ทั้งที่กระทรวงดีอีควรทำหน้าที่เปรียบเสมือน Chief Technology Officer (CTO) ของประเทศที่สร้างความเชื่อมั่นสูงสุดได้

การดี ชี้ให้เห็นถึงความไม่สมดุลของการลงทุนเทคโนโลยี (Tech Stack) ในงบประมาณปี 2570 โดยระบุว่า งบประมาณส่วนใหญ่ถูกเทไปที่โครงสร้างพื้นฐานและการเช่าใช้ระบบ แต่การลงทุนด้านข้อมูล (Data Platform) และแอปพลิเคชันยังคงต่ำมาก อีกทั้งลักษณะงบประมาณเป็นการ ‘เช่าใช้’ ที่ไม่มีสินทรัพย์ตกเป็นของรัฐ เมื่องบเช่าใช้คลาวด์เพียง 2 ปีสูงเกิน 1,000 ล้านบาท Projection ในอนาคตอาจพุ่งสูงถึง 50,000 ล้านบาท หากรัฐบาลเน้นแต่การเช่าโดยไม่วางโครงสร้างเทคโนโลยีที่แข็งแรง รัฐบาลจะต้องแบกรับภาระรายจ่ายประจำมหาศาลกับเทคโนโลยียุคใหม่โดยไม่ได้ครอบครองสินทรัพย์ดิจิทัลเลย

การดี ได้ยกตัวอย่างการตั้งงบประมาณซ้ำซ้อนในสังกัดกระทรวงดีอี โดยชี้ไปที่โครงการของกรมอุตุนิยมวิทยา ได้แก่ โครงการยกระดับพยากรณ์อากาศรายละเอียดสูง วงเงิน 492 ล้านบาท และงบปรับปรุงศูนย์ปฏิบัติการพยากรณ์อากาศ (War Room) พร้อมระบบสื่อและพยากรณ์อากาศ วงเงิน 58 ล้านบาท ซึ่งมองว่าเป็นการผลาญงบประมาณโดยไม่จำเป็น เนื่องจากประเทศไทยมีหน่วยงานที่มีข้อมูลดาวเทียมและข้อมูลสภาพอากาศที่สมบูรณ์อยู่แล้ว เช่น GISTDA, สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (NARIT) หรือหน่วยงานในกระทรวง อว. ซึ่งควรใช้วิธีการเชื่อมโยงและบูรณาการข้อมูลข้ามหน่วยงาน แทนการตั้งงบประมาณเพื่อเริ่มนับหนึ่งใหม่ จึงขอเสนอให้สภาฯ พิจารณาปรับลดงบประมาณในส่วนนี้ลงเพื่อประโยชน์สูงสุดในการใช้เงินแผ่นดิน

ส่วน ‘ภาวุธ’ อภิปรายเน้นไปที่งบประมาณในสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) งบทั้งหมด 64.7 ล้านบาท ซึ่งเป็นการนำเทคโนโลยีมาใช้ โดยมีโครงการที่ให้เอสเอ็มอี ใช้เทคโนโลยีของคนไทย คือผู้ประกอบการสามารถมาขึ้นทะเบียนกับ DEPA ได้ และมีการได้สิทธิพิเศษต่าง ๆ ซึ่งคนที่จะมาขึ้นโครงการนี้ได้ ต้องเป็นคนไทยถือหุ้น 51% และมีการกำหนดมาตรฐานต่างๆเมื่อใครเข้าสู่โครงการนี้แล้วสามารถเอาธุรกิจขายเข้าไปยังโครงการรัฐซึ่งเป็นเป้าหมายใหญ่ของหลายคนที่ทำธุรกิจเทคโนโลยีสตาร์ทอัพ คือการขายให้ภาครัฐที่คุณเป็นลูกค้าคนแรก และสามารถเข้าไปขายในกลุ่มภาคธุรกิจเอกชนเช่นเดียวกันโดยสามารถหักภาษีได้สูงถึง 200%

ภาวุธ กล่าวอีกว่า ปัจจุบันมีผู้ประกอบการที่ขึ้นทะเบียนอยู่ในโครงการนี้ 162 รายมีสินค้า และบริการประมาณ 957 สินค้า ซึ่งสิ่งที่น่าสนใจ สมัยตัวเองอยู่เอกชน ก็เคยนำธุรกิจเข้าสู่โครงการนี้ แต่เอกชนที่เข้าไปอยู่ในโครงการนี้ มีน้อยร้านที่สามารถขายธุรกิจขายบริการให้กับหน่วยงานภาครัฐ กลายเป็นว่าตั้งโครงการมา แต่ไม่สามารถประสบความสำเร็จได้กับการผลักดันเทคโนโลยีคนไทยให้กับโครงการภาครัฐ

ภาวุธ ย้ำว่า สิ่งที่เอกชนต้องการคือให้รัฐสนับสนุน และเป็นลูกค้าคนแรกแต่กลับไม่เกิดขึ้นเลย ดังนั้นการตั้งเป้าและการวัดผล อยากวัดจากยอดที่ขายจริงเพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและคุณภาพและผลสัมฤทธิ์ที่จับต้องได้ คำแนะนำ คือ จะต้องสร้างจำนวนผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบให้มากกว่านี้ ซึ่งขณะนี้มีน้อยกว่า 1% ของตลาดรวมทั้งหมด หากลดกระบวนการนำพาผู้ประกอบการเข้ามามากกว่านี้


1.ทวงคืนตลาดภาครัฐด้วย ‘Buy Thai First’ โดยให้กระทรวงดีอี เป็นหัวหอกในการเจรจา ร่วมกับกรมบัญชีกลาง และกระทรวงการคลัง ในการซื้อเทคโนโลยีจากของประเทศไทยก่อน
2.ปัจจุบันมีปัญหาเรื่องบัญชีนวัตกรรมมาก มองว่าต้องบูรณาการร่วมกัน ทั้งบัญชีเอสเอ็มอี บัญชีบริการดิจิทัล และบัญชีนวัตกรรม เพื่อปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น เพื่อให้ประชาชนธุรกิจ และราชการมาใช้บริการได้ในที่เดียว เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดแก่คนไทย
3.การวัดผลจัดงานด้วยจำนวนลูกค้า และรายได้ที่ได้มากกว่าจำนวนคนที่มาร่วมงาน
“กระทรวงดีอี ควรเป็นแนวหน้าในการปกป้องเงินของชาติ ซึ่งจะเป็นโครงการที่ทำให้ประเทศไทยพัฒนาไปข้างหน้าได้ แต่ตอนนี้ไม่สามารถตัดงบประมาณได้ ถ้าจะตัด อยากจะตัดแค่บาทเดียว เพื่อกระตุกให้คนไทยรัฐบาลไทยราชการไทยรู้จักโครงการนี้เพิ่มมากขึ้น”
— ภาวุธ กล่าว


ภาวุธ กล่าวทิ้งท้ายว่า สุดท้ายนี้ เราขาดกันบูรณาการในการทำงานร่วมกันของหน่วยงานภาครัฐ แต่ละรัฐทำงานซ้ำซ้อนกัน แยกกัน หากวันนี้เรามีรองนายกรัฐมนตรีที่ดูแลเรื่องเศรษฐกิจ สามารถตั้งเป้าทำงานร่วมกัน มองผลลัพธ์ร่วมกัน เชื่อว่า จะมีผลลัพธ์ที่ดีต่อประเทศไทย

สุดท้ายที่ประชุมมีมติเห็นด้วยกับการแก้ไขของกรรมาธิการ จากจำนวน 467 เสียง เห็นด้วย 413 เสียง ไม่เห็นด้วยไม่มี งดออกเสียง 53 เสียง ไม่ลงคะแนนเสียง 1 เสียง




