วันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ.2569 ที่รัฐสภา พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการที่ สส.พรรคภูมิใจไทย และสส.พรรคกล้าธรรม ถอนชื่อจากการสนับสนุนร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทย เป็นการส่งสัญญาณอะไรหรือไม่ว่า จะมีสัญญาณอะไรหรือไม่ ให้ถามพรรคที่มีมติดังกล่าว แต่ข้อเท็จจริงต่อการลงมติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ เมื่อปลายปี 2568 ตอนนั้นพรรค ปชน. เปิดให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญ โดยหลักการไม่ต่างจากพรรคพท. ที่ให้ประชาชนเลือกส่วนหนึ่งและให้รัฐสภาคัดเลือกผู้ร่าง ซึ่งตอนนั้น สส. และ สว.เห็นชอบกับฉบับของพรรคvปชน. ส่วนฉบับของพรรค พท. ไม่ได้เสียง สว.ที่เพียงพอ แต่สส.พรรค ภท. สนับสนุนรับหลักการ หากยกคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญมาอ้าง เพื่อพยายามไม่ร่วมลงชื่อกับฉบับของพรรคพท. รวมถึงไม่โหวตรับหลักการฉบับของพรรค ปชน. หรือ พรรค พท. ต้องตอบสังคมด้วยว่าใช้หลักเกณฑ์อะไร
เมื่อถามว่าสิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนได้หรือไม่ว่าจะทำให้การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ บีบให้เหลือช่องทางเดียว พริษฐ์ กล่าวว่า เป็นการตั้งข้อสังเกตที่ไม่อยากให้เกิดขึ้น ทั้งนี้ตนเคยตั้งข้อสังเกตว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญของระบอบสีน้ำเงินมี 2 เป้าหมาย เพื่อให้ผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ คือ ทำให้กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญเพื่อนำไปสู่ฉบับใหม่สะดุด เพื่อให้สังคมอยู่กับรัฐธรรมนูญ 2560 ที่เปิดโอกาสให้เกิดการฮั้วได้ทั้งกระดาน หรือ ปล่อยให้การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เดินหน้า แต่อยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ผูกขาดกำหนดกติกาได้มาของ ส.ส.ร. คัดเลือกผู้ร่าง หรือชี้ขาดเนื้อหา ดังนั้นหวังว่าสัญญาณที่ส่งมาจะไม่ใช่ความพยายามทำให้ในวาระแรกมีเพียงร่างของพรรคภท.เท่านั้นที่ผ่านไปได้
เมื่อถามว่าถ้าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเหลือช่องทางเดียว จะมีความชอบธรรมหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า ต้องสู้ทีละขั้นตอน โดยวาระหนึ่งต้องพยายามให้ทุกร่าง และนำความเห็นต่างในหลายประเด็นไปถกต่อในชั้นกมธ.แม้เป็นเสียงข้างน้อย แต่หากประชาชนมองว่าสิ่งที่เราเสนอตอบโจทย์ประเทศ ประชาชนขานรับ จะเป็นพลังหนุนที่นำไปทำความเข้าใจกับ กมธ.ในรัฐสภา เมื่อถามว่าสุดท้ายหากการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่มีช่องทางให้ประชาชนหยั่งเสียงจะยอมรับได้หรือไม่ พริษฐ์ กล่าวว่า เรามีหลักการของเรา ขณะนี้ขั้นตอนสำคัญต่อเป้าหมายหลักเฉพาะหน้าคือ พยายามทำให้ร่างของพรรคประชาชนผ่านวาระแรก และให้หลักการถูกสนอง โดย กมธ.เสียงข้างมากที่จะตั้งขึ้น




