แสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (เลขาธิการ กกต.) รายงานผลการปฏิบัติงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 และ 2568 ต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยกรรมการการเลือกตั้ง โดยในปี 2567 กกต.มีผลปฏิบัติงานที่สำคัญ ได้แก่ การจัดให้มีการเลือก สว. รวมถึงการเลือกตั้งท้องถิ่นแทนตำแหน่งที่ว่าง และการส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินกิจกรรมของพรรคการเมือง ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง รวมถึงการพิจารณาคำร้องและคดีการเลือกตั้ง และในปี 2568 ยังคงจัดดำเนินการการเลือกตั้งท้องถิ่นแทนตำแหน่งที่ว่าง ส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินกิจกรรมของพรรคการเมืองรวมถึงการพิจารณาคำร้องและคดีการเลือกตั้ง



จากนั้น ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ได้เปิดให้ สส.ทั้งฝ่ายค้าน และฝ่ายรัฐบาลอภิปรายอย่างกว้างขวาง โดย ‘พริษฐ์ วัชรสินธุ’ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ประเดิมอภิปรายคนแรก ระบุว่า การจัดการเลือก สว.ของ กกต.ยังมีปัญหา เพราะจากหลักฐานมหาศาล แต่ กกต.กลับมีข้อสรุปเสียงข้างมากว่า มหากาพย์การโกงครั้งนี้ กกต.เชื่อว่า ผู้เกี่ยวข้อง 77 คน ที่กกต.ส่งฟ้องไปยังศาลฎีกาคดีเลือกตั้งเท่านั้น ซึ่งถือว่า เป็นจำนวนที่น้อยมาก เพราะ 77 คนดังกล่าว มี สว.เพียง 26 คน แต่กลุ่มคนที่เป็นรัฐมนตรี สส. และกรรมการบริหารพรรคฯ เพียง 1 คนเท่านั้น


พริษฐ์ ยังเห็นว่า มติเสียงข้างมากของ กกต.นั้น ขัดหลักการและหลักฐานที่ปรากฏ จนเข้าข่าย เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพราะมติดังกล่าว สะท้อนว่า เสียงข้างมาก กกต.จงใจมองไม่เห็นช้าง 3 ตัว ได้แก่
ช้างตัวแรก : พริษฐ์ กล่าวว่า ความเป็นขบวนการในการโกง สว.ครั้งนี้ และพยายามตีกรอบ และบีบการมองเหตุการณ์ต่างๆ และกลุ่มบุคคลในการโกงครั้งนี้ให้แยกขาดจากกัน เสมือนว่า บุคคลต่างๆ ไม่เกี่ยวข้อง แต่ต่างคน ต่างโกง ในห้วงเวลาและสถานที่ในรูปแบบเดียวกัน ซึ่งขัดกับหลักฐานที่ชัดเจนว่า การโกงครั้งนี้ มีการทำเป็นขบวนการ พร้อมยกตัวอย่าง โพยใบสั่ง ซึ่งเป็นเครื่องมือในการกำกับการลงคะแนน ซึ่งจำนวน สว.ที่มีตัวเลขไปปรากฏในโพย มีราว 130 กว่าคน ซึ่งรวมถึง สว.26 คน ที่ กกต.สั่งฟ้อง และเชื่อว่า ประชาชนส่วนใหญ่จะเห็นตรงกันว่า เหตุผลที่มีหมายเลข สว. 136 คนไปอยู่ในโพย เพราะอยู่ในขบวนการโกงเดียวกัน แต่ กกต.กลับไม่เห็น และพยายามบอกว่า มี สว. 26 คน ที่ กกต.เห็นว่า กระทำการทุจริต และปรากฏในโพยผ่านการทุจริตดังกล่าวผ่านการจ้าง ข่มขู่ หรือหลอกลวงผู้สมัครให้มาลงคะแนน และ กกต.เสียงข้างมาก ยังบอกว่า อีกกว่า 100 คนนั้น ไม่ได้เกี่ยวข้องกับ 26 คน แต่บังเอิญไปอยู่ในโพย 26 คน ที่ กกต.ยอมรับว่า กระทำการทุจริต รวมถึงสถิติการลงคะแนนในระดับประเทศ ซึ่งมีตัวเลขที่ยืนยันได้ว่า มีการแลกคะแนนกันเป็นระบบอย่างเป็นขบวนการ ที่คะแนนของผู้สมัคร สว. 10 ลำดับแรกในแต่ละกลุ่มอาชีพได้รับในรอบสุดท้าย ซึ่งหากประชาชนเชื่อตามมติ กกต.เสียงข้างมากว่า ต่างคนต่างโกง ผลคะแนนที่ออกมา คะแนนจะต้องกระจายตัวกัน แต่ผลคะแนนที่ปรากฏจากสถิติกลับไม่สอดคล้องกับความเห็น กกต.เสียงข้างมาก เพราะการกระจายตัวของคะแนนในแต่ละกลุ่มอาชีพ เหมือนกันเป๊ะๆ 19 จาก 20 กลุ่ม หรือ มีผู้สมัคร 6 ลำดับแรก ได้คะแนนล้นกระดาน ก่อนทิ้งห่างในลำดับที่ 7-10

พริษฐ์ ยังกล่าวถึงศูนย์ทำโพย ในห้วง 1-2 วันก่อนการเลือก สว.ระดับประเทศว่า ในจำนวน สว. 26 คนที่ กกต.สั่งฟ้อง มีอย่างน้อย 5 คน ที่ไปทำโพยที่โรงแรมแห่งหนึ่งในอยุธยา และมีอย่างน้อย 5 คน ไปปรากฏที่ศูนย์ทำโพย ที่โรงแรมแห่งหนึ่งในปทุมธานี และอีก 3 คนไปปรากฏตัวที่โรงแรมในจังหวัดนครนายก ซึ่ง กกต.เสียงข้างมาก มองว่า ศูนย์ทำโพยต่างๆ เป็นเหตุการณ์ที่แยกขาดจากกัน ไม่เชื่อมโยงกัน ซึ่งสวนทางกับข้อเท็จจริงว่า ศูนย์ทำโพยเหล่านี้ เป็นส่วนหนึ่งของขบวนการเดียวกันมากกว่า 26 คน ที่ กกต.สั่งฟ้อง และเป็นขบวนการเดียวกันในการจัดกิจกรรม และขั้นตอนการทำโพยที่เหมือนกันในทุกศูนย์ทำโพย รวมถึงยังมีการแชร์วิทยากรคนเดียวที่เวียนกันไปบรรยายตามศูนย์โพยต่างๆ

พริษฐ์ ยังกล่าวถึงหลักฐานการปฐมนิเทศ สว.หลังได้รับเลือกว่า จากมติเสียงข้างมาก กกต.หากเชื่อว่า ขบวนการโกง สว.ไม่มีอยู่จริงแล้ว จึงไม่มีเหตุผลการรวมตัวของ สว.ผู้ได้รับเลือก แต่ข้อเท็จจริง มีการรวมตัวกันในวันที่ 21 กรกฎาคม 2567 หลัง กกต.รับรองผลการเลือก สว. มีหลักฐานที่ สว.เกินกว่า 100 คน ไปประชุมร่วมกันที่โรงแรมพูลแมน เพื่อปฐมนิเทศก่อนการทำหน้าที่ พร้อมมีข้อตกลงการเลือกประธาน และรองประธานวุฒิสภา ซึ่งสอดรับกับข้อมูล และสัญญาณโทรศัพท์ ที่มี สว.อย่างน้อย 40 คน ปรากฏตัวที่โรงแรมพูลแมนจริง ซึ่งหาก สว.ไม่ได้อยู่ในขบวนการเดียวกัน ก็ไม่มีเหตุผลในการรวมตัวกัน

พริษฐ์ ยังย้ำว่า ความเป็นขบวนการการโกง สว.นั้น อัยการเคยตีกลับสำนวน ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI เคยสรุปการสั่งฟ้องเพียง 8 คน โดยระบุว่า 8 คนดังกล่าว เป็นเพียงส่วนหนึ่งของบวนการ ซึ่งหน่วยงานจะแบ่งแบก ตัดทอนดำเนินคดีเฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งไม่ได้ ดังนั้น ความพยายาม กกต.เสียงข้างมาก ในการปฏิเสธความเป็นขบวนการ

ช้างตัวที่สอง :พริษฐ์ ระบุว่า กกต.ไม่เห็นความเชื่อมโยงกับพรรคภูมิใจไทย เพราะแม้มติ กกต.จะไม่สั่งฟ้องกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย แต่หลักฐานจำนวนมาก ได้ชี้ไปถึงพรรคภูมิใจไทย เพราะใน 77 คนที่ กกต.สั่งฟ้อง หลายคนเป็นคนคุ้นเคยของพรรคภูมิใจไทยทั้งสิ้น ทั้งอดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร จากพรรคภูมิใจไทย, สส.สุโขทัย พรรคภูมิใจไทย, ผู้สมัคร สส.ภูเก็ต พรรคภูมิใจไทย หรือพ่อของรัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทย, นายก อบจ. และผู้ช่วย สส.จากพรรคภูมิใจไทย และแม้ กกต.จะปัดตกคำให้การของเอกราช ช่างเหลา อดีต สส.ขอนแก่น พรรคภูมิใจไทย แต่ก็ยังมีหลักฐานที่เชื่อมโยงถึงกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย เช่น ข้อมูลประวัติการโทรศัพท์ ซึ่งประธาน กกต.ยืนยันเองว่า มีอยู่จริง เช่น กรณีผู้เชี่ยวชาญ สส.ของชลัฐ รัฐประกิจประการ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะกรรมการบริหารพรรคฯ จึงเป็นที่น่าสงสัยว่า หากกรรมการพรรคฯ ไม่เกี่ยวข้องกับการโกง สว. แต่เหตุใดผู้เชี่ยวชาญ สส.ของชลัฐ จึงโทรศัพท์พูดคุยกับ สว.อย่างน้อย 19 คน รวมกว่า 60 ครั้งในช่วง 80 วัน ที่คาบเกี่ยวการเลือก สว. การปฐมนิเทศ และการทำหน้าที่ สว.ชุดนี้ พร้อมระบุว่า แม้ประวัติข้อมูลการโทรศัพท์ จะไม่ได้เป็นสิ่งยืนยันว่า มีการโกง สว. แต่หากต้องการให้เกิดความมั่นใจว่า การโทรศัพท์นี้ ไม่ได้เกี่ยวข้อง ก็ขอให้ กกต.ชี้แจงว่า การติดต่อดังกล่าว เป็นเรื่องใด ที่ผู้เชี่ยวชาญ สส.ของนายชลัฐ และเจ้าหน้าที่ของพรรคภูมิใจไทย ถึงต้องติดต่อ สว.จำนวนมากในช่วงเวลาดังกล่าว
พริษฐ์ ยังกล่าวถึงกรณีที่หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย มักอ้างประกาศของพรรคภูมิใจไทย ในการห้ามสมาชิกพรรคฯ ไม่ได้ไปยุ่งเกี่ยวกับการเลือก สว.ว่า ปัจจุบัน ที่ กกต.ได้สั่งฟ้องคนจำนวนมาก ที่เกี่ยวข้องกับพรรคภูมิใจไทย มีความเป็นไปได้ 2 ทาง ที่ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ทำงานไม่ได้เรื่องในการกำชับสมาชิกพรรคฯ หรือ อนุทิน และแกนนำพรรคภูมิใจไทย ร่วมกันการโกงเลือก สว. และ กกต.ปกป้อง

จากนั้น โสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่ทำหน้าที่ควบคุมการประชุม ได้ขอให้ พริษฐ์ ได้ถอนคำพูดที่กล่าวหา อนุทินและแกนนำพรรคภูมิใจไทย ร่วมกันการโกงเลือก สว. และ กกต.ปกป้อง เพราะความจริงได้ปรากฏแล้ว ตามที่ กกต.มีมติเสียงข้างมาก ไม่ส่งฟ้องศาลฎีกา พร้อมขอให้พริษฐ์อย่ากล่าวถึงอีก เพราะมิเช่นนั้น จะไม่ให้นพริษฐ์อภิปรายอีก

ต่อมา พริษฐ์ ได้กล่าวต่อถึงช้างตัวที่สาม : ซึ่งเห็นว่า กกต.จงใจมองไม่เห็นมาตรฐานในอดีต และเมื่อปีก่อน กกต.สั่งฟ้องคดีการโกง สว.ไปที่ศาลฎีกา เพียงแม้มีหลักฐานแชทไลน์ที่ผู้สมัคร สว.จับคู่แลกคะแนนกัน แต่ครั้งนี้ กกต.กลับไม่สั่งฟ้อง สว. 130 กว่าคนที่ปรากฏชื่อในโพยใบสั่ง ซึ่งเป็นหลักฐานที่ชัดเจนว่า มีการแลกคะแนนอย่างเป็นระบบเมื่อเทียบกับข้อความแชทไลน์ 2 คน
พริษฐ์ ยังเสนอให้ กกต.ยืนยันได้หรือไม่ว่า จะมีการเปิดเผยมติทั้งหมดทุกข้อกล่าวหา และ กกต.คนใด ลงคะแนนอย่างใด ด้วยเหตุผลใด และ กกต.จะส่งสำนวนทั้งหมด ซึ่งรวมถึงอนุกรรมการ และคณะอนุกรรมการ ที่มีรองเลขาธิการ กกต.เป็นประธาน ไปให้ศาลฎีกาด้วยหรือไม่ และในฐานะ กกต.จะเดินหน้าสืบสวนหลักฐานการโกง สว.ที่ปรากฏต่อสาธารณะแต่ไม่ได้อยู่ในสำนวนหรือไม่ และหากกระบวนการไต่สวนของศาล หากปรากฏเชื่อมโยงหลักฐาน และบุคคลอื่น กกต.จะรื้อฟื้นการสืบสวน และสั่งฟ้องบุคคลเพิ่มเติมหรือไม่

พริษฐ์ ยังกล่าวถึงมติของ กกต.ในข้อกล่าวหาแรก ที่มีมติ 5 ต่อ 2 ไม่สั่งฟ้องคณะกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย ซึ่งหากตัดเสียง กกต. 4 คน ที่มาจากการสรรหาของวุฒิสภาสีน้ำเงินออกไป ก็จะเห็นว่า เสียงข้างมาก กกต. 3 คนที่เหลือ เห็นควรให้สั่งฟ้องกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย ทั้ง 12 คน ซึ่งรวมถึงอนุทินด้วย ดังนั้น จึงมีเหตุผลเดียวที่กรรมการบริหารพรรคฯ และอนุทิน ไม่สั่งฟ้องก็เพราะดุลยพินิจของ กกต. 4 คน ที่มาจากการรับรองโดย สว.สีน้ำเงิน ที่ใช้ดุลยพินิจที่เป็นคุณต่อผู้ถูกกล่าวหา จึงขอฝากถึง กกต.ว่า หาก กกต.ยังใช้อำนาจในลักษณะต่างตอบแทนทางการเมืองมากกว่าการปฏิบัติหน้าที่ตามหลักการ และกฎหมาย ก็กังวลว่า ความน่าเชื่อถือของ กกต.ต่อสังคม และความเป็นอิสระ ความสุจริต โปร่งใส เป็นกลาง และเที่ยงธรรม จะเหลือเท่าใดในวันที่ กกต.กลับมารายงานการปฏิบัติงานต่อสภาผู้แทนราษฎรในปีหน้า

ทั้งนี้ ระหว่างการอภิปรายของพริษฐ์นั้น ได้เกิดการประท้วงจาก สส.พรรคภูมิใจไทย เป็นระยะ โดยเฉพาะในช่วงที่พริษฐ์ อภิปรายถึงกรณีผู้เชี่ยวชาญ สส.ของชลัฐ อาทิ ศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย เนื่องจากมีการพาดพิงถึงบุคลากรในพรรคภูมิใจไทย และพรรคฯ ได้รับความเสียหาย พร้อมเห็นว่า การอภิปรายของพริษฐ์ เป็นสำนวนการสอบสวนของ กกต.ซึ่งเป็นเอกสารลับ และ กกต.ยังไม่ได้เปิดเผย และการแถลงข่าวของประธาน กกต.ก็ไม่ได้ปรากฏเรื่องเหล่านี้ การอภิปรายของพริษฐ์ จึงอาจเป็นการนำความลับมาเปิดเผย จึงขอให้ประธานการประชุม ได้ควบคุมการประชุม ไม่ให้นำของเถื่อนมาอภิปราย

ระหว่างนั้น กรุณพล เทียนสุวรรณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ประท้วงต่อการประท้วงของศุภชัย และยังไม่ถึงเวลาการอภิปรายของศุภชัย จึงขอให้ประธานการประชุมได้วินิจฉัยด้วย ทำให้ศุภชัย ได้บอกกรุณพลว่า “ให้ใจเย็นๆ น้อง ใจเย็นๆ” ก่อนถูกกรุณพล สวนกลับว่า “ไม่มีพี่แบบนี้”
ขณะที่ ประธานการประชุมฯ ได้วินิจฉัยขอให้พริษฐ์ใช้ดุลยพินิจ และจะใช้ความรู้สึกไปตัดสินว่า ปัญหาทั้งหมดไปเกี่ยวข้องกับพรรคภูมิใจไทยนั้น ไม่ถูกต้อง และ กกต.ได้มีคำวินิจฉัยไปแล้ว จึงขอให้พริษฐ์ ระวังการอภิปรายถึงการกล่าวหาที่พิสูจน์ข้อเท็จจริงไม่ได้ และการจะอภิปรายถึงพรรคฯ นั้น พรรคไม่ได้เกี่ยว แต่การอภิปรายถึงบุคคลภายในพรรคนั้น สามารถฟังได้ เพราะพรรคไม่ได้ผิดอะไร และ กกต.มีคำวินิจฉัยแล้ว แต่การจะนำของเถื่อนมาอภิปรายหรือไม่ ขอให้เลขาธิการ กกต.เป็นผู้ชี้แจง พร้อมยืนยันว่า ไม่ได้เข้าข้างฝ่ายใด และจะยึดข้อบังคับการประชุม





