‘ไทย’ พร้อมไหม ? สงครามไซเบอร์-AI จากวิกฤต ‘ฮอร์มุซ’ สะเทือน ‘โลก’ - ‘ปณิธาน’ ชี้ ‘รัฐบาลไทย’ ไม่ชัดเจน

30 ต.ค. 2569 - 16:04

  • โลกเผชิญภัยรอบด้าน ‘สงคราม-AI-ไซเบอร์’ ซ้ำเติมวิกฤต หลายชาติเร่งยกระดับให้ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ในยามฉุกเฉินแล้ว ‘รศ.ดร.ปณิธาน’ เตือนไทย เร่งซักซ้อมแผนเตรียมพร้อมแห่งชาติ

‘ไทย’ พร้อมไหม ? สงครามไซเบอร์-AI จากวิกฤต ‘ฮอร์มุซ’ สะเทือน ‘โลก’ - ‘ปณิธาน’ ชี้ ‘รัฐบาลไทย’ ไม่ชัดเจน

ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง หลังเข้าสู่ ‘สงครามไซเบอร์’ โจมตีโดยการ ‘แฮ๊ก’ สถาบันการเงินต่างๆ หลายประเทศกำลังเร่งปรับยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงและระบบเตรียมพร้อมรับมือเหตุฉุกเฉิน เพื่อรองรับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นพร้อมกันหลายด้าน ขณะที่ประเทศไทยยังมีโจทย์สำคัญ ทั้งการบริหารจัดการ การแจ้งเตือนภัย และการประสานงานระหว่างหน่วยงานที่ต้องได้รับการยกระดับให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ถึงทิศทางความมั่นคงของโลกว่า ปัจจุบันหลายประเทศไม่ได้มองภัยคุกคามแยกออกเป็นเรื่องๆ อีกต่อไป แต่ให้ความสำคัญกับสถานการณ์ที่อาจเกิดวิกฤตหลายด้านพร้อมกัน หรือที่เรียกว่า Poly Crisis และ Hybrid Threat ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างสงคราม ภัยไซเบอร์ ภัยธรรมชาติ และภัยคุกคามรูปแบบอื่นๆ ที่สามารถส่งผลกระทบเชื่อมโยงกันเป็นลูกโซ่

ตัวอย่างที่เห็นได้จากการปรับยุทธศาสตร์ของสหภาพยุโรป ที่ให้ความสำคัญกับการเตรียมพร้อมรับมือภัยคุกคามหลายรูปแบบ ทั้งการติดตามสถานการณ์ ระบบแจ้งเตือนภัย การกู้ภัย ตลอดจนการประสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และประชาชน เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถทำงานร่วมกันได้เมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน

อีกแนวทางหนึ่งที่หลายประเทศให้ความสำคัญ คือการกำหนดให้ประชาชนมีความสามารถในการพึ่งพาตนเองในช่วงเกิดวิกฤตอย่างน้อย 72 ชั่วโมง หรือ 3 วัน โดยบางประเทศมีคำแนะนำให้เตรียมพร้อมนานกว่านั้น เช่น เยอรมนี 10 วัน ตามลักษณะความเสี่ยงและสภาพพื้นที่

รศ.ดร.ปณิธาน มองว่า การกำหนดระยะเวลาเตรียมพร้อมดังกล่าว ไม่ได้หมายความว่าประเทศเหล่านั้นกำลังจะเข้าสู่ภาวะสงคราม แต่เป็นการสร้างความสามารถในการรับมือเหตุฉุกเฉิน เพื่อให้ประชาชนมีความพร้อมโดยไม่ตื่นตระหนก และสามารถดูแลตนเองได้ในช่วงที่ระบบช่วยเหลือจากภาครัฐอาจยังเข้าไม่ถึง หรือไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ

อีกหนึ่งความเสี่ยงที่ต้องจับตาคือการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในการโจมตีทางไซเบอร์ โดย รศ.ดร.ปณิธาน ระบุว่า ภัยคุกคามในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการโจมตีที่มีมนุษย์เป็นผู้สั่งการเท่านั้น แต่ยังรวมถึงระบบอัตโนมัติที่สามารถทำงานและตัดสินใจได้เอง ซึ่งอาจเข้าไปเจาะข้อมูลหรือโจมตีระบบอื่นโดยไม่มีคำสั่งที่ชัดเจนจากมนุษย์

ความเสี่ยงดังกล่าวทำให้หลายประเทศ โดยเฉพาะสหภาพยุโรป เร่งพัฒนามาตรการควบคุมการทำงานของ AI หรือ Guardrails เพื่อกำกับไม่ให้ระบบทำงานเกินขอบเขตที่กำหนด อย่างไรก็ตาม ยังเป็นเรื่องที่จัดการได้ยาก เนื่องจาก AI ถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลายและเชื่อมโยงอยู่กับโครงสร้างพื้นฐานทางไซเบอร์ในหลายภาคส่วน

สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่แค่การโจมตีกันในภาคธุรกิจ แต่รวมถึงการนำ AI เข้าไปเกี่ยวข้องกับภาคความมั่นคงและการทหาร หากระบบสามารถทำงานหรือโจมตีกันเองโดยขาดการควบคุม อาจนำไปสู่สถานการณ์ที่ยากต่อการควบคุมและประเมินผลกระทบ โดยประเด็นการกำกับดูแล AI ทางการทหารเป็นเรื่องที่สหรัฐฯ และจีนหารือกันอย่างต่อเนื่องในการประชุมระดับผู้นำ และมีแนวโน้มที่จะได้รับความสนใจในเวทีความร่วมมือระหว่างประเทศมากขึ้น

ขณะเดียวกัน ภาคสาธารณสุขและการศึกษาก็เป็นอีกสองส่วนที่มีความเปราะบาง เนื่องจากมีข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลสุขภาพ และข้อมูลการวิจัยที่ละเอียดอ่อน หากระบบ AI สามารถเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้โดยไม่มีมาตรการกำกับดูแลที่เพียงพอ ย่อมมีความเสี่ยงต่อการรั่วไหลของข้อมูล การละเมิดสิทธิส่วนบุคคล และปัญหาด้านความมั่นคงตามมา

สำหรับผลกระทบจากสงครามไซเบอร์รศ.ดร.ปณิธาน เตือนว่า ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะระบบคอมพิวเตอร์หรือสถาบันการเงิน แต่สามารถลุกลามไปถึงโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของประชาชน ทั้งระบบคมนาคมขนส่ง การผลิต พลังงาน การสื่อสาร และระบบจัดส่งอาหาร

หากระบบพลังงานหยุดชะงัก ประชาชนไม่สามารถประกอบอาหารได้ตามปกติ ขณะที่ระบบสั่งซื้อสินค้าและการประสานงานเพื่อขอความช่วยเหลือก็อาจได้รับผลกระทบไปด้วย นี่จึงเป็นเหตุผลที่หลายประเทศกำหนดมาตรฐานให้ประชาชนเตรียมอาหาร น้ำ ยารักษาโรค และสิ่งจำเป็นพื้นฐานไว้สำหรับการดำรงชีวิตอย่างน้อย 2-3 วัน เพื่อรองรับช่วงเวลาที่ระบบช่วยเหลือยังไม่สามารถกลับมาทำงานได้ตามปกติ

เมื่อหันกลับมามองประเทศไทย รศ.ดร.ปณิธาน เห็นว่า แม้จะมีแผนเตรียมพร้อมแห่งชาติและเคยมีการซักซ้อมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่ประชาชนและหน่วยงานบางส่วนยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับการเตรียมพร้อมมากนัก โดยมองว่า เป็นภาระหรืออาจเป็นการสร้างความตื่นตระหนก

ทั้งที่เหตุการณ์น้ำท่วมที่ผ่านมา ได้สะท้อนให้เห็นแล้วว่า แม้แต่ประชาชนในเมืองหลวงก็อาจประสบปัญหาการเข้าถึงอาหารและสิ่งจำเป็นได้ หากระบบขนส่งหรือการช่วยเหลือเกิดหยุดชะงัก

— รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ

ส่วนการรับมือกรณีประชาชนแห่กักตุนน้ำมันและสิ่งของจำเป็นเหมือนในช่วงที่ผ่านมา อ.ปณิธาน เห็นว่า ประเทศไทยมีมาตรการป้องกันการกักตุนและการแสวงหากำไรอยู่แล้ว แต่ปัญหาสำคัญคือการบังคับใช้ที่ยังไม่จริงจังและมีประสิทธิภาพเพียงพอ ขณะที่รัฐบาลจำเป็นต้องสื่อสารอย่างเป็นระบบตั้งแต่ต้น โดยหน่วยงานที่รับผิดชอบต้องให้ข้อมูลที่ถูกต้องและชัดเจน พร้อมส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่สร้างความมั่นใจแก่ประชาชนว่าสินค้าและพลังงานยังมีเพียงพอ ไม่จำเป็นต้องแย่งซื้อหรือกักตุนเกินความจำเป็น แต่ก็ไม่ควรละเลยความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น

— รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ

นอกจากนี้ ยังเสนอให้ใช้ระบบแจ้งเตือนภัยของสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ซึ่งแบ่งระดับตามสี ได้แก่ สีเขียว สีเหลือง สีแสด และสีแดง เป็นเครื่องมือสื่อสารกับประชาชน เพื่อให้เข้าใจระดับความเสี่ยงและรู้ว่าควรเตรียมตัวอย่างไร โดยเฉพาะระดับสีเหลืองที่อาจใช้เป็นสัญญาณให้เริ่มเตรียมสิ่งจำเป็นขั้นพื้นฐาน โดยไม่ต้องตื่นตระหนกหรือจัดซื้อสินค้าเกินความจำเป็น

รศ.ดร.ปณิธาน ยังชี้ถึงปัญหาการสื่อสารของหน่วยงานรัฐที่บางครั้งอาจสร้างความสับสน เช่น การยืนยันว่า ภาพรวมสถานการณ์ยังเป็นปกติ แต่ในเวลาเดียวกัน กลับมีการเตรียมแผนอพยพ จนทำให้ประชาชนไม่แน่ใจว่าควรประเมินสถานการณ์อย่างไร และอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นต่อข้อมูลจากภาครัฐ

ด้วยเหตุนี้ ประเทศไทยจึงควรใช้สถานการณ์ปัจจุบัน เป็นโอกาสทบทวนแผนเตรียมพร้อมแห่งชาติ โดยเฉพาะบทบาทของ สมช. ในฐานะหน่วยงานประสานงานหลัก ให้สามารถกำหนดมาตรฐานการรับมือภัยคุกคามที่ทันต่อสถานการณ์โลก และมีการซักซ้อมอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมทั้งภัยสงครามขนาดใหญ่ ภัยไซเบอร์ และภัยธรรมชาติ

‘การเตรียมพร้อม’ยังต้องให้ความสำคัญกับการปกป้องโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ ทั้งระบบพลังงาน คมนาคม ระบบสื่อสาร และสายเคเบิลใต้น้ำ ซึ่งเป็นโครงข่ายสำคัญที่เชื่อมโยงการสื่อสารระหว่างประเทศ หากเกิดความเสียหายจากเหตุความขัดแย้งหรือการโจมตี ประเทศไทยจำเป็นต้องประสานความร่วมมือกับประเทศที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากระบบสื่อสารของไทยพึ่งพาเส้นทางเชื่อมโยงระหว่างประเทศ ทั้งทางญี่ปุ่นและจีน

ขณะที่ ‘การรับมือภัยคุกคามยุคใหม่’ ไม่ควรเป็นหน้าที่ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และประชาชน ในการวางระบบและซักซ้อมร่วมกัน เนื่องจากภัยคุกคามในปัจจุบัน ไม่ได้จำกัดอยู่ภายในพรมแดนของประเทศใดประเทศหนึ่ง

ส่วนข้อเสนอให้ประชาชนเตรียมความพร้อมอย่างน้อย 72 ชั่วโมงนั้น รศ.ดร.ปณิธาน ย้ำว่า ต้องไม่ตีความเป็นการกักตุนสินค้า และต้องคำนึงถึงความแตกต่างทางเศรษฐกิจและสังคม โดยเฉพาะประชาชนรายได้น้อยหรือกลุ่มหาเช้ากินค่ำที่อาจไม่มีกำลังซื้ออาหารและสิ่งของสำรองจำนวนมาก การเตรียมพร้อม จึงควรเป็นการกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำที่เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่และแต่ละกลุ่มประชากร ไม่ใช่การบังคับให้ทุกคนต้องสำรองสิ่งของในปริมาณเท่ากัน

สิ่งจำเป็นเบื้องต้นอาจประกอบด้วยอาหารและน้ำดื่มเท่าที่จำเป็น ยารักษาโรคและอุปกรณ์พื้นฐาน การติดตามข่าวสารจากแหล่งที่เชื่อถือได้ รวมถึงการวางแผนดูแลผู้สูงอายุ ผู้ป่วย และกลุ่มเปราะบาง โดยภาครัฐควรเข้ามาสนับสนุนความรู้และจัดระบบช่วยเหลือ เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นมากเกินไป

รศ.ดร.ปณิธาน ย้ำว่า การรับมือภัยคุกคามรูปแบบใหม่ จำเป็นต้องอาศัยทั้งภาวะผู้นำของภาครัฐ ระบบเตือนภัยที่มีประสิทธิภาพ และความร่วมมือจากประชาชน โดยสิ่งสำคัญไม่ใช่แค่การชี้แจงว่า ‘สถานการณ์ยังปกติหรือการปฏิเสธข่าวปลอม’ แต่ต้องทำให้ประชาชนมั่นใจว่า หากเกิดวิกฤตขึ้นจริง ประเทศไทยมีระบบเตรียมพร้อม การประสานงาน และการช่วยเหลือที่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์