‘ปกรณ์วุฒิ’ จี้ ป.ป.ช.เปิดสำนวนคดี ‘ศักดิ์สยาม’

30 เม.ย. 2569 - 17:06

  • ‘ปกรณ์วุฒิ’ บี้ ‘ป.ป.ช.’ เปิดสำนวนคดี ‘ศักดิ์สยาม’

  • ชี้ตีตกเพราะ “เข้าใจหน้าที่ผิด” ย้ำศาลคือผู้ชี้ขาด

  • ขู่ยื่นคำร้องเพิ่ม หากไม่เปิดเอกสารในสัปดาห์หน้า

‘ปกรณ์วุฒิ’ จี้ ป.ป.ช.เปิดสำนวนคดี ‘ศักดิ์สยาม’

ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.พรรคประชาชน แถลงข่าวเรียกร้องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดสำนวนการไต่สวนคดี ศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรมว.คมนาคม “ซุกหุ้น” ว่า การที่ ป.ป.ช.ออกแถลงการณ์ชี้แจงกรณียกคำร้องในคดีของศักดิ์สยาม ซึ่งเป็นคำร้องที่ผมและพรรคร่วมฝ่ายค้านในสภาฯ ชุดที่ 25 ยื่นไปในข้อหาจงใจปกปิดบัญชีทรัพย์สิน โดยปรากฏว่า ป.ป.ช.ได้ยกคำร้องไป โดยให้เหตุผลว่ามีการโอนหุ้นในทางบัญชีอย่างถูกต้อง

และยกข้ออ้างว่าหลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยแล้ว ศักดิ์สยามได้ไปขอปรับปรุงบัญชีทรัพย์สิน อีกทั้งยังมีการฟ้องดำเนินคดีกับนาย ส. ซึ่งเป็นบุคคลตามที่ศาลรัฐธรรมนูญระบุว่าเป็นตัวแทนอำพรางหรือนอมินี

อย่างไรก็ตาม ผมยืนยันว่าสิ่งที่ ป.ป.ช.จะต้องพิสูจน์ในกรณีนี้คือเจตนาของ ศักดิ์สยามก่อนปี 2562 ในการยื่นบัญชีทรัพย์สิน ขอย้ำว่าคดีนี้เป็นเจตนาของ ศักดิ์สยามก่อนปี 2562 ในการยื่นบัญชีทรัพย์สินเข้าเป็น สส. ว่าเวลาก่อนหน้านั้นและวันที่ยื่นทรัพย์สินนั้น ศักดิ์สยามมีเจตนาที่จะปกปิดทรัพย์สินหรือไม่

ดังนั้นเหตุการณ์ใดก็ตามที่เกิดขึ้นหลังจากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยไปแล้ว ไม่ได้พิสูจน์แต่อย่างใดว่าเจตนาก่อนปี 2562 ของ ศักดิ์สยามนั้นปกปิดหรือไม่

ทั้งนี้ ผมตั้งข้อสังเกตต่อคำชี้แจงของ ป.ป.ช. ว่า ป.ป.ช.มีความพยายามอ้างมาตรฐานในการพิสูจน์ทางอาญาว่า หากจะมีการชี้มูลจะต้องพิสูจน์ให้ได้สิ้นสงสัยว่ามีเจตนาทุจริต ซึ่งผมคิดว่าป.ป.ช.มีความเข้าใจผิดในการทำหน้าที่ของตัวเอง เพราะในกระบวนการยุติธรรม ผู้ที่จะต้องพิสูจน์จนสิ้นสงสัยในคดีอาญาคือศาล ไม่ใช่ ป.ป.ช. ดังนั้นในคดีนี้ ป.ป.ช.ต้องทำหน้าที่เหมือนเป็นตำรวจหรืออัยการ หากเห็นว่ามีมูลต้องชี้มูล แล้วให้ศาลเป็นผู้ตัดสินว่า ศักดิ์สยามมีความผิดหรือไม่ ไม่ใช่ใช้มาตรฐานนี้ตั้งแต่ในชั้น ป.ป.ช.

หากใช้มาตรฐานนี้ ผมก็สงสัยว่าหลักฐานที่ปรากฏในศาลรัฐธรรมนูญ เช่น หลักฐานการเงินในการโอนหุ้นของ หจก.บุรีเจริญฯ ที่สามารถพิสูจน์ได้ว่าต้นเงินมาจาก ศักดิ์สยามและปลายทางอยู่ที่ “นาย ส.” ที่ถูกกล่าวหาเป็น “นอมินี” ป.ป.ช.ได้พิสูจน์หลักฐานนี้หรือไม่ และให้เหตุผลอย่างไรที่บอกว่าหลักฐานเหล่านี้พิสูจน์แล้วว่าไม่มีเจตนา และไม่มีมูลในการปกปิดบัญชีทรัพย์สิน

ทั้งนี้ ปกรณ์วุฒิเรียกร้องให้ ป.ป.ช.เปิดเผยเอกสาร 3 ชุด ได้แก่

  1. รายงานแสวงหาข้อเท็จจริง และรวบรวมข้อเท็จจริง พยานหลักฐานเอกสารทั้งหมดในคดีนี้
  2. ความเห็นของพนักงาน ป.ป.ช. ที่รับผิดชอบในเรื่องที่กล่าวหา
  3. รายงานการประชุมของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว เพราะศาลปกครองได้พิพากษาว่า เมื่อคดีจบแล้วเอกสารดังกล่าวไม่อยู่ในชั้นความลับอีกต่อไป ป.ป.ช.มีหน้าที่ต้องเปิดเผย ซึ่งเคยมีบรรทัดฐานในเรื่องนี้มาแล้ว และป.ป.ช.ก็เคยถูกคำสั่งลงโทษจากการไม่เปิดเผยเช่นกัน

ผมจึงขอเรียกร้องให้ ป.ป.ช.เปิดเผยเอกสารเหล่านี้ต่อสาธารณะ หาก ป.ป.ช.ยังไม่เปิดเผยภายในสัปดาห์หน้า ผมจะเดินทางไปที่สำนักงาน ป.ป.ช.เพื่อยื่นเอกสารขอให้เปิดเผยหลักฐานทั้งหมด

เมื่อถามถึงความคืบหน้าการรวบรวมรายชื่อที่จะร้องต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อส่งศาลฎีกาให้ตั้งคณะกรรมการไต่สวนคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบในกรณีนี้มีความคืบหน้าอย่างไร ปกรณ์วุฒิ กล่าวว่า ตอนนี้มีการตั้งคณะทำงานร่วมกันของพรรคร่วมฝ่ายค้าน เพื่อร่างคำร้องและยื่นต่อประธานรัฐสภา ซึ่งรายชื่อคาดว่าไม่มีปัญหา คาดว่าภายในเดือน พ.ค.นี้ จะมีการยื่นต่อประธานรัฐสภา ทั้งนี้หากได้เห็นเอกสารหลักฐานในสำนวนคดีของ ศักดิ์สยามทั้งหมด ก็จะเป็นประโยชน์ในการเขียนคำร้อง

ส่วนกรณีเข้าชื่อเพื่อขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 236 เพื่อตัดการใช้ดุลพินิจของประธานสภาฯ จะใช้รายชื่อร่วมกันในครั้งนี้เลยหรือไม่นั้น ปกรณ์วุฒิ กล่าวว่า ใช้คนละส่วนกัน อย่างไรก็ตาม การเข้าชื่อเสนอแก้ไขในกรณีดังกล่าว แค่เสียง สส.ของพรรคประชาชน ก็เพียงพอแล้ว

เมื่อถามว่า มีการพูดคุยกับพรรคร่วมฝ่ายค้านพรรคอื่นๆ มีการแสดงเจตจำนงเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไรบ้าง ปกรณ์วุฒิ กล่าวว่า ในการประชุมวิปฝ่ายค้าน ผมไม่ได้เข้าร่วมประชุม จึงไม่แน่ใจว่าพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้มีการพูดคุยเรื่องนี้ด้วยแล้วหรือไม่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่ ปกรณ์วุฒิแถลงข่าว มี สส.พรรคภูมิใจไทย 2 คน มายืนรับฟังการแถลงข่าวตั้งแต่ต้นจนจบ โดยคาดว่าจะมีการบันทึกเสียงด้วย

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์