ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงผลการหารือร่วมกับ “คณะทำงาน Zero Corruption: กกร. และเพื่อน ไม่ทน” เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ทาง กกร. (คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน: สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย, สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, สมาคมธนาคารไทย) เสนอแนวทางการต่อต้านทุจริตอย่างไร ว่า ตรงกับรัฐบาล เพราะเราต้องการปราบปรามการทุจริตอยู่แล้ว ไม่ได้ขัดแย้งกัน โดย กกร. จะเสนอให้เป็นวาระแห่งชาติในการผลักดันเรื่องนี้ ซึ่งตรงกับนโยบายรัฐบาล
และอีกอันหนึ่งคือ การปรับปรุงแก้ไขกฎหมายลำดับรองต่างๆ ซึ่งได้กำหนดขั้นตอนรายละเอียดในการดำเนินการอะไรต่างๆ ไว้ และใช้ดุลพินิจได้มาก โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลพอดี และการที่เราจะเป็น Open Government (รัฐบาลเปิด) กับรัฐบาลดิจิทัล ซึ่งทุกเรื่องเป็นเรื่องเดียวกันหมด ถ้าเป็นดิจิทัลจะโปร่งใส และตรวจสอบได้ สอดคล้องกับข้อเสนอ กกร.
นอกจากนี้ กกร. จะเสนออีกข้อหนึ่งคือ ให้มีหน่วยงานนำร่อง 4 หน่วย ให้เป็นหน่วยงานต้นแบบในเรื่องความโปร่งใส และมีการขยายไปที่อื่นต่อ
ปกรณ์ กล่าวอีกว่า อีกประเด็นหนึ่งที่เราได้พูดคุยกัน คือ การพัฒนา การปฏิรูปกฎหมายให้ทันสมัยใน 7 กลุ่มอุตสาหกรรม ซึ่งจะพยายามช่วยกันทำ เบื้องต้นจะขอให้ กกร. ไปประชุมพิจารณากันว่าจะมีกฎหมายลำดับรองอะไรบ้าง ซึ่งส่วนมากเป็นกฎหมายลำดับรอง เช่น กฎกระทรวง ประกาศ ระเบียบ คำสั่งต่างๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ จะได้มีการปรับปรุงแก้ไข โดยให้ กกร. เสนอมาว่ามีเรื่องอะไรบ้าง จะปรับปรุงแก้ไขอะไรอย่างไรก็เสนอมาที่รัฐบาล จะได้ไปดำเนินการต่อ
สวนกรณีที่มีการรายงานเกี่ยวกับการทุจริตออกมาหลายหน่วยงาน จะดำเนินการอย่างไรนั้น ปกรณ์ กล่าวว่า เรื่องนี้ได้คุยกันเมื่อเช้า ซึ่งมีการทำวิจัยมาว่ามีหน่วยงานไหน อย่างไรบ้าง ซึ่งเป็นผลของการวิจัยของ 2-3 สำนักวิจัย ความจริงไม่ได้เป็นปัญหาอะไร ที่คุยกันก็เข้าใจกันดีว่าไม่ต้องโต้แย้งอะไรกัน เพียงแต่ถ้าเรารู้ว่าตรงไหนมีข่าว หรือมีรายงานอะไรอย่างนี้ เราก็มาไล่ดูว่ามันจริงหรือไม่จริงอย่างไร ถ้าจริงก็ปรับปรุงก็แค่นั้น ไม่ได้มีอะไร
เราก็จัดการกับคนไม่ดีเสีย ไม่ใช่เรื่องที่ต้องไปโต้แย้งอะไรกัน เป็นที่เข้าใจกันดีจากการพูดคุยเมื่อเช้า
เมื่อถามว่า จะต้องมีการลงไปตรวจสอบหรือไม่จากรายงานที่ออกมา ปกรณ์ กล่าวว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องรับไปดู เพราะถ้ามีข้อห่วงใยมาอย่างนี้เราคงปล่อยไว้ไม่ได้ ก็ต้องลงไปดูกัน




