หลังรัฐสภาเตรียมเปิดประชุมสมัยวิสามัญ ครั้งที่ 2 ในวันที่ 25 สิงหาคม 2569 การเมืองกำลังเข้าสู่ช่วงจับตาการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล โดยฝ่ายค้านอยู่ระหว่างประสานพรรคร่วมฝ่ายค้านเพื่อกำหนดกรอบ เนื้อหา และระยะเวลาการอภิปราย ก่อนยื่นญัตติต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรอย่างเป็นทางการ
พริษฐ์ วัชรสินธุ ประธานวิปฝ่ายค้าน ระบุว่า พรรคฝ่ายค้านเตรียมรวบรวมข้อมูลจาก สส. อย่างต่อเนื่อง โดยประเด็นเบื้องต้นจะมุ่งไปที่นโยบายที่ผิดพลาด รวมถึงข้อกล่าวหาและข้อครหาด้านการทุจริตที่ปรากฏต่อสาธารณะ ทั้งกรณี ฮั้วเลือก สว. การทุจริตสอบท้องถิ่น โครงการ TH-Passport และประเด็นอื่นที่เกี่ยวข้อง
ขณะที่ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชนและผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ขอรักษามารยาททางการเมืองด้วยการยังไม่เปิดเผยรายละเอียดทั้งหมดของการอภิปราย
อย่างไรก็ตาม ประเด็น ‘ฮั้ว สว.’ ถูกจับตามากเป็นพิเศษ หลังณัฐพงษ์ยืนยันว่า พรรคประชาชนมีข้อมูลที่เตรียมเปิดเผยต่อสภา โดยระบุว่าข้อมูลบางส่วนมาจากบุคคลใน ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ และต้องการใช้เวทีอภิปรายไม่ไว้วางใจตีแผ่สิ่งที่ฝ่ายค้านมองว่าเป็นปัญหาที่กำลังกัดกินประเทศจากภายใน
ฝ่ายค้านยังเร่งเปิดเผยข้อมูลบางส่วนก่อนถึงวันที่ 31 สิงหาคม ซึ่งเป็นช่วงที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. เตรียมมีมติต่อผู้ถูกกล่าวหาในคดีฮั้วเลือก สว. โดยมองว่าเป็นช่วงเวลาสำคัญที่สังคมควรได้รับทราบข้อมูลประกอบการพิจารณา
แต่ฝ่ายรัฐบาลยืนยันว่า ประเด็นฮั้ว สว. ไม่ควรถูกนำมาเชื่อมโยงกับการทำงานของรัฐบาลปัจจุบัน
อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ย้ำว่า รัฐบาลกับ สว.เป็นคนละสถาบันกัน และฝ่ายบริหารไม่สามารถก้าวก่ายฝ่ายนิติบัญญัติหรือตุลาการได้ พร้อมระบุว่า หากมีการฮั้วเลือก สว. จริง ก็เป็นเรื่องที่น่ารังเกียจ แต่รัฐบาลไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง และพร้อมตอบเฉพาะเรื่องที่อยู่ในความรับผิดชอบของรัฐบาล
ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ก็ชี้ในทิศทางเดียวกัน โดยตั้งข้อสังเกตเรื่องกรอบเวลา เนื่องจากคดีฮั้วเลือก สว. เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2567 ขณะที่รัฐบาลอนุทิน 1 เข้ามาบริหารประเทศในปี 2568 และรัฐบาลชุดปัจจุบันเข้ามาในปี 2569 จึงต้องรอดูว่า ฝ่ายค้านจะระบุหลักการและเหตุผลในญัตติอย่างไร และจะเชื่อมโยงเรื่องดังกล่าวกับการทำงานของรัฐบาลในประเด็นใด
ส่วนประเด็นทุจริตสอบท้องถิ่น รัฐบาลก็ยืนยันว่า ไม่ได้เกิดขึ้นในรัฐบาลชุดปัจจุบัน โดยภราดรระบุว่า ปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2562 และเป็นฝ่ายรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยที่หยิบยกปัญหาขึ้นมาตรวจสอบและดำเนินการ
ด้านทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี มองว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นกลไกปกติของฝ่ายนิติบัญญัติ และรัฐบาลพร้อมรับการตรวจสอบ แต่เห็นว่าประเด็นอภิปรายควรเกี่ยวข้องกับการทำงานของนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีที่รับผิดชอบโดยตรง พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า หากฝ่ายค้านจะนำเรื่องฮั้ว สว. มาอภิปราย จะต้องขึ้นอยู่กับการพิจารณาของสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎรในการตรวจสอบญัตติและการบรรจุระเบียบวาระ
นอกจากนี้ ทรงศักดิ์ ยังปฏิเสธความเชื่อมโยงกับกระบวนการฮั้ว สว. หลังถูกตั้งคำถามถึงความสัมพันธ์กับส่วนท้องถิ่น โดยยอมรับว่า รู้จักบุคคลในแวดวงการเมืองและท้องถิ่นจำนวนมากจากการทำงานและลงพื้นที่ แต่ยืนยันว่า เป็นความสัมพันธ์ตามหน้าที่ และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการที่ผิดกฎหมาย
ขณะเดียวกัน ฝั่งรัฐบาลยังแสดงท่าทีพร้อมรับการตรวจสอบอย่างเต็มที่ กรวีร์ ปริศนานันทกุล ประธานวิปรัฐบาล ระบุว่า “เก็บไว้ทุกบิล” พร้อมให้ฝ่ายค้านนำคำถาม ข้อมูล และหลักฐานเข้าสู่สภา หากมีข้อสงสัยรัฐบาลก็มีหน้าที่ตอบและชี้แจง โดยมองว่าการตรวจสอบที่เข้มแข็งไม่ใช่สิ่งที่รัฐบาลต้องหวาดกลัว
สำหรับขั้นตอนหลังจากนี้ จุดสำคัญอยู่ที่การเปิดประชุมรัฐสภาในวันที่ 25 สิงหาคม 2569 จากนั้น ฝ่ายค้านจะต้องหารือกับพรรคร่วมฝ่ายค้าน เพื่อสรุปประเด็นและกำหนดรายละเอียดของญัตติ ก่อนยื่นอย่างเป็นทางการ
นี่จึงทำให้การเมืองในช่วงปลายเดือนสิงหาคมน่าจับตาเป็นพิเศษ เพราะนอกจากเนื้อหาการอภิปรายและเป้าหมายรัฐมนตรีที่จะถูกอภิปรายแล้ว ‘ฮั้ว สว.’ ยังเป็นประเด็นที่ฝ่ายค้านต้องการขยายผล ขณะที่รัฐบาลยืนยันว่า ไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวข้องกับการบริหารประเทศ และพร้อมชี้แจงเฉพาะข้อกล่าวหาที่อยู่ในความรับผิดชอบของรัฐบาล
ท้ายที่สุด เวทีอภิปรายไม่ไว้วางใจ จึงไม่ได้เป็นเพียงการเผชิญหน้าระหว่างฝ่ายค้านกับรัฐบาลในสภาเท่านั้น แต่ยังเป็นเวทีที่แต่ละฝ่ายจะต้องนำข้อมูลและหลักฐานมาวางต่อหน้าสาธารณะ ขณะที่ผลการอภิปรายและการลงมติจะเป็นอีกหนึ่งบททดสอบสำคัญต่อเสถียรภาพของรัฐบาลอนุทิน และในมุมของฝ่ายค้าน ซึ่งผู้ตัดสินสุดท้ายที่สำคัญที่สุด ก็ยังคงเป็น ‘ประชาชน’




