การเมืองในห้องประชุมสภา การพูดที่แหลมคมอาจเรียกเสียงปรบมือจากหน้าจอได้ แต่นั่นไม่ใช่เครื่องการันตีชัยชนะเสมอไป เพราะหัวใจสำคัญที่คอยขับเคลื่อนองคาพยพทั้งหมดคือ "วิป" หรือคณะกรรมการประสานงานของทั้งฝั่งรัฐบาลและฝ่ายค้าน บุคคลเหล่านี้คือ "มือดีล" ผู้กุมจังหวะรุก-รับ บริหารเวลา เจรจาต่อรอง และคอยแก้เกมเฉพาะหน้าในวินาทีที่สภาสุ่มเสี่ยงจะเดินหน้าต่อไปไม่ได้
หากมองทะลุเกมสภาในยุคปัจจุบัน แสงย่อมฉายไปที่ขุนพลจาก 2 ขั้วการเมือง นั่นคือ "เอิร์ธ-ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล" อดีตประธานวิปฝ่ายค้านที่ทำหน้าที่เสมือนเป็น "พี่เลี้ยง" ให้ "ไอติม-พริษฐ์ วัชรสินธุ"
ฟากรัฐบาลคือ "แชมป์-กรวีร์ ปริศนานันทกุล" ประธานวิปรัฐบาลจากค่ายสีน้ำเงิน ผู้รับบทลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นที่ต้องคอยประนีประนอมและ "รับจบ" ทุกปัญหาในสภา บทบาทของพวกเขาเปรียบเสมือนฟันเฟืองที่ทำให้ขับเคลื่อนให้การประชุมสภาไปได้ ท่ามบรรยากาศดุเด็ดเผด็ดร้อน
'ปกรณ์วุฒิ' จาก 'หนุ่มร็อก' สู่ 'พี่เลี้ยง' สภาค่ายส้ม
เมื่อกล่าวถึงพรรคประชาชน (หรืออดีตก้าวไกลและอนาคตใหม่) ภาพจำของสังคมมักผูกติดอยู่กับนักการเมืองรุ่นใหม่ที่โดดเด่นด้านทฤษฎีและอุดมการณ์ที่แหลมคม แต่ในสภาอันเต็มไปด้วยเขี้ยวเล็บ ทฤษฎีเพียงอย่างเดียวไม่อาจเอาชนะ "เหลี่ยมการเมือง" ได้ นี่คือจุดที่ "ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล" เข้ามาอุดรอยรั่ว เพราะเขาเป็น สายนักเลงลูกทุ่งเน้นเจรจาต่อรอง
ก่อนจะก้าวเข้าสู่สนามการเมือง เขาเคยใช้ชีวิตในฐานะศิลปิน มือเบสวงร็อก "แบชเชอร์" (Basher) และเป็นนักธุรกิจสายเทคโนโลยี ผู้ร่วมก่อตั้ง Fintech Startup ชื่อดังอย่าง StockRadars และ Bitcoin Center Thailand
การเปลี่ยนผ่านจาก ร็อกเกอร์ สู่ มือดีลในสภา เริ่มต้นเมื่อเขาได้รับเลือกตั้งเป็น สส. บัญชีรายชื่อ ตั้งแต่ยุคพรรคอนาคตใหม่ เขาค่อยๆ สะสมชั่วโมงบินจนกลายเป็น สส. ที่แม่นยำในข้อบังคับการประชุมสภา และสร้างชื่อลือลั่นจากการเป็น "มือปราบ" นำทีมลุยเรื่อง ศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ซุกหุ้น หจก.บุรีเจริญเนอริ่ง จนนำไปสู่การที่ศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้พ้นจากตำแหน่ง
แม้ปัจจุบัน ปกรณ์วุฒิ จะส่งไม้ต่อตำแหน่ง "ประธานวิปฝ่ายค้าน" ให้กับรุ่นน้องในพรรค แต่ความจริงที่รับรู้กันในวงในคือ ปกรณ์วุฒิ ยังคงทำหน้าที่เป็น พี่เลี้ยง ที่คอยทำงานอยู่เบื้องหลัง เขาคือผู้ที่คอยดู "เหลี่ยมและจังหวะ" ทางการเมือง คอยประเมินว่าจังหวะไหนควรตึง จังหวะไหนควรหย่อนให้กับวิปฝ่ายค้านชุดปัจจุบัน
'พริษฐ์' จาก 'นักดีเบต' ระดับโลก สู่หัวหอก 'วิปฝ่ายค้าน' สายทฤษฎี
หากปกรณ์วุฒิคือ "สายปฏิบัติ" ประธานวิปฝ่ายค้านคนปัจจุบันอย่าง "ไอติม-พริษฐ์ วัชรสินธุ" ก็คือ "สายทฤษฎี" ยอมหักแต่ไม่ยอมงอ
เส้นทางของพริษฐ์ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แม้จะมีนามสกุลที่คุ้นหูในแวดวงการเมือง เขาดีกรีเกียรตินิยมอันดับ 1 เหรียญทอง จากสาขาปรัชญา การเมือง และเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด และยังจารึกชื่อในฐานะนักศึกษาจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คนแรกที่ก้าวขึ้นเป็น ประธานชมรมโต้วาทีที่เก่าแก่ที่สุดในโลกอย่าง Oxford Union
ประสบการณ์จากการเป็นที่ปรึกษาด้านการบริหารที่ McKinsey & Company และการเป็นผู้ก่อตั้งและซีอีโอสตาร์ทอัพด้านการศึกษาอย่าง StartDee ทำให้เขามีระบบความคิดที่เป็นตรรกะและจัดการข้อมูลได้อย่างเฉียบขาด
ในทางการเมือง เขาเริ่มต้นจากการเป็นเด็กฝึกงานและร่วมก่อตั้งกลุ่ม NewDem ในพรรคประชาธิปัตย์ แต่เมื่อจุดยืนขัดแย้งกันในคราวที่พรรคมีมติเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐ พริษฐ์จึงตัดสินใจลาออกอย่างเด็ดเดี่ยว
การย้ายมาร่วมงานกับพรรคก้าวไกล (จนมาสู่พรรคประชาชน) พริษฐ์รับบทบาทสำคัญทั้งในฐานะผู้จัดการการสื่อสารและการรณรงค์นโยบาย โฆษกพรรค และประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองฯ
ก่อนจะก้าวขึ้นมาถือธงนำในฐานะ "ประธานวิปฝ่ายค้าน" จุดเด่นของเขา คือ การอภิปรายที่ลงลึกถึงโครงสร้าง มีหลักการรองรับที่ชัดเจน เป็นระบบ และมีวาทศิลป์ที่ยอดเยี่ยม เมื่อทฤษฎีที่แหลมคมของพริษฐ์ ประสานเข้ากับความเก๋าเกมและเหลี่ยมสภาของพี่เลี้ยงอย่าง ปกรณ์วุฒิ จึงทำให้ขุนพลค่ายส้มกลายเป็นหอกแหลมที่พร้อมทะลวงทุกจุดอ่อนของรัฐบาล
'กรวีร์' ลูกไม้ใต้ต้น 'เฮียตือ' ผู้ 'รับจบ' ทุกปัญหาในสภา
ตัดภาพมาที่ฟากฝั่งรัฐบาล การบริหารจัดการพรรคร่วมรัฐบาลที่มีความหลากหลายทางผลประโยชน์ ถือเป็นงานที่ท้าทายอย่างยิ่ง ผู้ที่ก้าวขึ้นมารับบท "กันชน" และ "กาวใจ" คือ กรวีร์ ปริศนานันทกุล ประธานวิปรัฐบาล สส.อ่างทอง จากพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเขาคือหนึ่งใน "แก๊งลูกเทพ"
กรวีร์ เป็นบุตรชายของ "เฮียตือ-สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล" อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ผู้ที่เคยได้รับฉายาจากสื่อมวลชนว่า "คนดีศรีสภา" เนื่องจากความสามารถในการควบคุมการประชุมด้วยความเป็นกลางและนุ่มนวล
กรวีร์เติบโตมาในสภาพแวดล้อมทางการเมืองแบบ "บ้านใหญ่อ่างทอง" ซึมซับวิทยายุทธ์การเจรจามาตั้งแต่เด็ก เขาเริ่มต้นเส้นทางจากการเมืองท้องถิ่น ก่อนเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรในสังกัดพรรคชาติไทยพัฒนา และย้ายมาร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทยพร้อมครอบครัว
สไตล์การทำงานของกรวีร์คือภาพสะท้อนของ "ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น" เขามีบุคลิกประนีประนอม สุขุม ในฐานะประธานวิปรัฐบาล เขาต้อง "รับจบ" ปัญหาทั้งจากพรรคฝ่ายค้านและภายในพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกันเอง
งานชิ้นโบแดงของเขาคือการรักษาสมดุลในสภาและผลักดันกฎหมายสำคัญผ่านสภาได้หลาบฉบับ ในช่วงเวลาเพียงไม่กี่เดือน
แมตช์มารธอน 'เหลี่ยมส้ม' ปะทะ 'ความเก๋าค่ายน้ำเงิน'
เหตุการณ์ที่สะท้อนให้เห็นถึงชั้นเชิงของทั้ง "ปกรณ์วุฒิ" และ "กรวีร์" รวมถึงความลงตัวของ "พริษฐ์" ได้อย่างมีอรรถรสที่สุด คือช่วงกลางดึกของการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ในวาระที่ 2 เมื่อคืน 9-10 กันยายน 2569 ที่ลากยาว
ชนวนเหตุเกิดจากความระแวงของฝ่ายค้านที่มองว่า รัฐบาลจงใจ "ดึงเกม" ยื้อเวลาพิจารณางบประมาณไปเรื่อยๆ เพื่อหลบเลี่ยงหรือลดความสำคัญของวาระถัดไป นั่นคือการพิจารณารายงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งฝ่ายค้านเตรียมข้อมูลมาถล่มในประเด็น "คดีฮั้ว สว." ฝ่ายค้านอ้างว่าตนยอมถอนชื่อผู้อภิปรายออกเพื่อให้สภาเดินหน้าเร็วขึ้นแล้ว แต่รัฐบาลกลับเติมชื่อ สส. เข้ามาอภิปรายเพื่อถ่วงเวลา
เมื่อทฤษฎีใช้ไม่ได้ผล "การชิงเหลี่ยมการเมือง" ของ พี่เลี้ยงปกรณ์วุฒิ ก็ถูกงัดออกมาใช้ ฝ่ายค้านเดินเกมรุกด้วยการเสนอนับองค์ประชุมแบบขานชื่อ เพื่อกดดันรัฐบาลให้ยอมเจรจา
แม้ฝ่ายรัฐบาลจะแก้เกมด้วยการขอนับแบบเสียบบัตรและผลออกมาว่าองค์ประชุมครบ (275 คน) แต่ปกรณ์วุฒิไม่ยอมปล่อยจังหวะ เขาใช้สิทธิขอนับองค์ประชุมซ้ำอีกรอบทันที การดึงจังหวะของปกรณ์วุฒิทำเอา สส. ซีกรัฐบาลถึงกับหัวเสีย จนมีเสียงตะโกนเหน็บแนมลอยมาว่า "เด็กกำลังงอแง ขอขวดนมหน่อย"
แต่ปกรณ์วุฒิยังคงเยือกเย็นและสวนกลับนิ่มๆ ว่า "ถ้าจะลากกันไปต่อถึงเช้า แล้วเอาให้จบ มันก็จะเป็นอย่างนี้ไปตลอด" นี่คือการบีบให้รัฐบาลต้องเลือกระหว่างการยอมเจรจา หรือยอมให้สภาล่มในยามวิกาล
เมื่อสถานการณ์ตึงเครียดถึงขีดสุด ประธานวิปรัฐบาลอย่าง กรวีร์ ก็ต้องออกโรงดับไฟ เขาลุกขึ้นชี้แจงด้วยความอดทน ปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการอุ้ม กกต. โดยยืนยันว่ารัฐบาลก็เตรียมจะซักถาม กกต. เช่นกัน
พร้อมท้าทายด้วยความสุขุมว่า หากมีหลักฐานว่า กกต. ส่งข้อความมาล็อบบี้ ก็ให้เอามาโชว์ อย่ากล่าวหากันลอยๆ กรวีร์ แสดงออกถึงความประนีประนอมโดยระบุว่า ตนยอม "กัดก้อนเนื้อตัวเอง" เพื่อให้สภาเดินหน้า สมาชิกของรัฐบาลมีความเดือดร้อนในพื้นที่จึงต้องอภิปราย ไม่ใช่การยื้อเวลา
ในจังหวะที่ทั้งสองฝ่ายกำลังหาทางลง "พริษฐ์ วัชรสินธุ" ประธานวิปฝ่ายค้านตัวจริง ได้ก้าวเข้ามาสวมบทผู้ปิดดีล ผสมผสานหลักการเข้ากับการเจรจา พริษฐ์เสนอข้อตกลงที่ชัดเจนว่า ฝ่ายค้านขอเวลาอีก 6 ชั่วโมง ส่วนที่เหลือให้รัฐบาลบริหารจัดการ เพื่อให้การพิจารณางบประมาณจบลงภายในเย็นวันที่ 10 กันยายน แล้วจึงเดินหน้าสู่วาระ จ.ชายแดนใต้ - รายงานผลงาน กกต. ต่อไป
ข้อเสนอนี้ได้รับการตอบรับจาก กรวีร์ ในทันที สมาชิกทั้งสองฝ่ายยอมถอนชื่อเพื่อยุติการประชุม กรวีร์ยังได้กล่าวขอบคุณปกรณ์วุฒิออกไมค์ สำหรับคำมั่นที่ว่าจะนำลูกทีมมาร่วมประชุมต่อในตอนเช้า
เรื่องราวนี้เพียงฉากหนึ่งของการเมืองไทย ที่สะท้อนให้เห็นว่าใน ระบบสภาผู้แทนราษฎร ทฤษฎีและอุดมการณ์ จำเป็นต้องเดินคู่ขนานไปกับยุทธวิธี
พรรคประชาชน โชคดีที่มี "ปกรณ์วุฒิ" เป็นพี่เลี้ยงคอยยืนอยู่มุมซอกสังเวียน คอยดูจังหวะให้ประธานวิปสายทฤษฎีอย่าง "พริษฐ์" ทำให้การค้านของค่ายส้ม มีทั้งความลึกซึ้งทางข้อมูลและความแพรวพราวทางยุทธวิธี
ในขณะเดียวกัน รัฐบาลก็ไม่อาจขาดขุนพลอย่าง "กรวีร์" ชายผู้สืบทอดสายเลือดการเมืองแห่งความประนีประนอม สามารถรับแรงกระแทกจากทุกสารทิศ และหาทางออกให้สภาเดินหน้าต่อไปได้





