ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วาระพิจารณาญัตติขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแก้ไขปัญหาราคาผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำ และเยียวยาความเดือดร้อนเกษตรกรจากภาวะสู้รบในตะวันออกกลาง ต่อเนื่องจากการประชุมสัปดาห์ที่ผ่านมา
ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายปัญหาราคาน้ำมันปาล์มตกต่ำ ว่า เหตุใดภาวะสงคราม, น้ำมันแพง–น้ำมันปาล์มเป็นที่ต้องการทั่วโลกนำไปผสมดีเซลทำเป็นไบโอดีเซล แต่ราคาน้ำมันปาล์มถูกลง จากกิโลกรัมละ 8.24 บาท เหลือ 6.25 บาท ทั้งที่ตั้งแต่เดือน ม.ค. 2569 ราคาน้ำมันปาล์มขยับขึ้นเรื่อยๆ จาก 6.14 บาท เป็น 8.24 บาท ในเดือน เม.ย. แสดงว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้น
เนื่องจากวันที่ 5 เม.ย. 2569 ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ ลงนามประกาศห้ามส่งน้ำมันปาล์มออกนอกประเทศ ตั้งแต่วันที่ 7 เม.ย. 2569 เว้นแต่ได้รับอนุญาต ที่ผ่านมาไทยส่งออกน้ำมันปาล์มเดือนละ 1.1 แสนตัน ผลิตน้ำมันปาล์ม 3-4 แสนตันต่อเดือน เพียงพอต่อการบริโภคในประเทศ และส่งออก เป็นโอกาสทำกำไรให้ชาวสวน
ภคมน กล่าวด้วยว่า แต่การปิดประตูส่งออกในช่วงที่โลกต้องการน้ำมันปาล์ม ทำให้ปาล์มไปกองหน้าโรงกลั่น ถูกกดราคาจากนายทุน เมื่อเกษตรกรไปเรียกร้อง กระทรวงพาณิชย์จึงอนุญาตส่งออกน้ำมันปาล์มได้ เหตุใดจึงห้ามส่งออก สร้างความตื่นตระหนก
ข้อมูลกรมธุรกิจพลังงานวันที่ 23 เม.ย. 2569 ระบุว่า ทั่วประเทศมีปั๊มน้ำมันเติม B20 ได้แค่ 105 ปั๊ม จาก 26,000 ปั๊ม ไม่ถึง 1% หมายความว่า ความต้องการ B20 ยังไม่เกิด แต่รัฐบาลชิงสกัดส่งออกน้ำมันปาล์ม ทุบราคาปาล์มหลุดลุ่ย เป็นการบริหารที่ใช้ประชาสัมพันธ์นำหน้า กลไกตลาดตามหลัง ผู้ได้รับผลกระทบคือ เกษตรกร

‘รองโฆษกรัฐบาล’ โต้ไม่ได้ห้ามส่งออก–B20 ดูดซับผลผลิตจริง ตัวเลขยืนยันราคายังอยู่ในเกณฑ์ดี
ขณะที่ ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการอภิปรายของ ภคมน เกี่ยวกับการบริหารจัดการปาล์มน้ำมันของรัฐบาลว่า รัฐบาลรับฟังทุกข้อเสนอแนะด้วยความเคารพ อย่างไรก็ตาม บางประเด็นอาจยังไม่สะท้อนข้อเท็จจริงครบถ้วนในเชิงระบบ
รองโฆษกรัฐบาลชี้แจงว่า ประเด็นที่ระบุว่ารัฐบาล “ห้ามส่งออก” น้ำมันปาล์มนั้น ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง โดยมาตรการของรัฐบาลเป็นเพียงการกำกับดูแลผ่านระบบ “ขออนุญาตส่งออกล่วงหน้า” เพื่อบริหารสมดุลปริมาณในประเทศ ไม่ให้กระทบต่อการบริโภคและภาคพลังงาน โดยกำหนดเพดานการส่งออกไว้ที่ 200,000 ตัน และสามารถปรับตามสถานการณ์ได้
ข้อมูล ณ วันที่ 23 เมษายน 2569 มีคำขอส่งออก 114,500 ตัน และได้รับการอนุมัติทั้งหมดทุกคำขอ จึงไม่ใช่การปิดกั้นการส่งออกแต่อย่างใด
— ลลิดา เพริศวิวัฒนา
ในด้านราคาปาล์มน้ำมัน รองโฆษกรัฐบาลระบุว่า ความผันผวนที่เกิดขึ้นเป็นผลจากกลไกตลาดโลก โดยราคาน้ำมันปาล์มดิบในตลาดมาเลเซียอยู่ในระดับใกล้เคียงกับประเทศไทย ทำให้แรงจูงใจในการส่งออกลดลงตามภาวะตลาด ไม่ใช่ผลจากมาตรการของรัฐ
สำหรับข้อสังเกตเรื่องนโยบาย B20 รองโฆษกรัฐบาลชี้แจงว่า การประเมินจากจำนวนปั๊มน้ำมันเพียงอย่างเดียว อาจไม่สะท้อนภาพรวมที่แท้จริง เนื่องจากนโยบายไบโอดีเซล (B7 และ B20) มีบทบาทสำคัญในการดูดซับผลผลิตปาล์มน้ำมันเข้าสู่ภาคพลังงาน โดยปริมาณการใช้เพิ่มขึ้นจากประมาณ 70,000 ตันต่อเดือน เป็น 120,000–140,000 ตันต่อเดือน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการพยุงราคา
การขยายการใช้ B20 จำเป็นต้องดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทั้งด้านความพร้อมของระบบสถานีบริการและเครื่องยนต์ การเตรียมอุปทานล่วงหน้าจึงเป็นการบริหารจัดการเชิงรุก ไม่ใช่ข้อจำกัดตามที่มีการตั้งข้อสังเกต
— ลลิดา เพริศวิวัฒนา
ในภาพรวม รองโฆษกรัฐบาลยืนยันว่า ราคาปาล์มน้ำมันในปี 2569 ยังอยู่ในระดับที่ดีเมื่อเทียบกับปีก่อน โดยราคาผลปาล์มเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 7.15 บาทต่อกิโลกรัม เพิ่มขึ้นร้อยละ 25 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ราคาน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นเช่นกัน สะท้อนว่ามาตรการบริหารจัดการของรัฐบาลยังคงช่วยรักษาเสถียรภาพราคาได้
ขณะเดียวกัน รัฐบาลได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ตรวจสอบลานเทและโรงสกัดอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันการกดราคารับซื้อจากเกษตรกร หากพบการเอาเปรียบจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด
รองโฆษกรัฐบาลกล่าวเพิ่มเติมว่า การพัฒนาประเทศเป็นหน้าที่ของรัฐบาล ขณะเดียวกันฝ่ายค้านมีบทบาทสำคัญในการตรวจสอบ ท้วงติง และเสนอแนะ ซึ่งรัฐบาลพร้อมรับฟังอย่างสร้างสรรค์ อย่างไรก็ตาม การอภิปรายควรตั้งอยู่บนข้อมูลและข้อเท็จจริงที่ครบถ้วน เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนในสังคม
รองโฆษกรัฐบาลย้ำว่า “ที่ผ่านมา ประเทศไทยเสียโอกาสไปไม่น้อยจากการคัดค้านที่ตั้งอยู่บนข้อมูลไม่ครบถ้วน หรือการตีความที่คลาดเคลื่อน รัฐบาลจึงเห็นว่าการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นควรอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า”
การบริหารจัดการปาล์มน้ำมันเป็นเรื่องที่ต้องมองทั้งระบบ ทั้งด้านตลาดโลก พลังงาน และรายได้เกษตรกร รัฐบาลยืนยันว่าจะดำเนินการอย่างรอบคอบ โปร่งใส และยึดประโยชน์ของพี่น้องเกษตรกรเป็นสำคัญ
— ลลิดา เพริศวิวัฒนา




