พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เปิดเผยภายหลังการประชุมส่วนราชการและภาควิชาการที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาแผนรองรับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นจากปัญหาความมั่นคงในตะวันออกกลาง โดยระบุว่า สมช.ได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงคณาจารย์จากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ มาร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและระดมแนวทางเตรียมความพร้อมของประเทศ ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศที่มีแนวโน้มส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง
ที่ประชุมประเมินว่าโลกกำลังเผชิญภาวะ “วิกฤติซ้อนวิกฤติ” อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังอยู่ในวงรอบนอกของสถานการณ์ ผลกระทบจึงแตกต่างจากประเทศในยุโรปหรือตะวันออกกลาง แต่เพื่อไม่ให้เกิดความประมาท จึงจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมล่วงหน้า โดยเฉพาะเมื่อสถานการณ์สงครามในหลายพื้นที่มีความผันผวนและอาจส่งผลกระทบต่อเนื่องในหลายมิติ
พล.อ.ชัยพฤกษ์ กล่าวว่า ปกติประเทศไทยมีแผนเตรียมพร้อมแห่งชาติสำหรับรองรับวิกฤติอยู่แล้ว โดยกำหนดระดับการรับมือตั้งแต่สถานการณ์เบาไปจนถึงระดับรุนแรง แต่ครั้งนี้ สมช.ได้จัดทำฉากทัศน์ไว้ 4 ฉากทัศน์ ครอบคลุมลักษณะสถานการณ์ที่มีความเป็นไปได้ รวมถึงข้อพิจารณาและแนวทางรองรับในแต่ละกรณี เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปจัดทำแผนปฏิบัติในรายละเอียดให้สอดคล้องกัน
ตั้งศูนย์ปฏิบัติการ สมช. ติดตามสถานการณ์ตลอดเวลา
เลขาธิการ สมช. กล่าวว่า เพื่อให้การติดตามและประเมินสถานการณ์เป็นไปอย่างต่อเนื่อง จะจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการสภาความมั่นคงแห่งชาติ หรือ ศบก.สมช. ทำงานร่วมกับภาควิชาการ คณาจารย์จากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเฝ้าติดตามสถานการณ์ตลอดเวลา พร้อมปรับปรุงแนวทางและแผนดำเนินการให้ทันต่อความเปลี่ยนแปลง
ส่วนการสื่อสารและแจ้งเตือนประชาชน ได้เชิญกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และกรมประชาสัมพันธ์ เข้ามาเตรียมความพร้อม หากมีเหตุจำเป็นต้องแจ้งเตือน จะดำเนินการให้รวดเร็ว เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและเหมาะสม โดยขอให้ติดตามข่าวสารจากหน่วยงานราชการและแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ ซึ่งหน่วยงานที่รับผิดชอบจะทยอยเผยแพร่ข้อมูลและคำแนะนำที่จำเป็นตามสถานการณ์
ทั้งนี้ ปัจจุบันยังอยู่ในขั้นตอนการเตรียมความพร้อมของหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง โดยแต่ละหน่วยงานได้วางแผนตามภารกิจของตนเอง รวมถึงเตรียมแนวทางแก้ไขปัญหาเฉพาะด้าน เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตตามปกติของประชาชน
ประเมินผลเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ รับได้ทั้งสถานการณ์ดีขึ้น-เลวร้ายลง
เมื่อถามถึงผลการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐอเมริกาที่มีแนวโน้มว่าโดนัลด์ ทรัมป์ อาจพ่ายแพ้ จะส่งผลให้สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางคลี่คลายลงหรือไม่ พล.อ.ชัยพฤกษ์ กล่าวว่า สมช.ประเมินความเป็นไปได้ไว้ทั้งสองทาง คือสถานการณ์อาจดีขึ้นหรืออาจเลวร้ายลง โดยได้กำหนดฉากทัศน์รองรับทั้งสองกรณีไว้แล้ว
ย้ำไทยยังไม่จำเป็นต้องกักตุนสินค้า ชี้ข้าว-อาหารมีเพียงพอ
ส่วนความกังวลของประชาชนเกี่ยวกับการซื้อสินค้าเพื่อกักตุนเตรียมรับมือวิกฤติ พล.อ.ชัยพฤกษ์ กล่าวว่า แม้สถานการณ์โลกจะอยู่ในภาวะวิกฤติซ้อนวิกฤติ และมีความขัดแย้งเกิดขึ้นในพื้นที่สำคัญ 2 แห่ง แต่สถานการณ์ดังกล่าวยังอยู่ห่างจากประเทศไทย ซึ่งขณะนี้ไทยอยู่ในวงรอบที่ 3 ดังนั้น การเตรียมความพร้อมในปัจจุบันจึงเป็นภารกิจของหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องเป็นหลัก
โดยหน่วยงานต่าง ๆ ได้เตรียมแผนรองรับในหลายด้าน ทั้งพลังงานและอาหาร สำหรับด้านอาหาร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์รายงานว่า ปริมาณข้าวของประเทศมีมากกว่าความต้องการบริโภคอยู่แล้ว เช่นเดียวกับไข่ไก่และสินค้าอุปโภคบริโภคหลายประเภท ขณะที่สินค้าบางชนิดอาจมีปริมาณไม่สมดุลกับความต้องการ เช่น ผลิตภัณฑ์นมและน้ำมันที่ใช้ในการปรุงรส ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ จะนำไปจัดทำแผนและปรับปรุงแก้ไข เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่เกิดภาวะขาดแคลนสินค้าอุปโภคบริโภคภายในประเทศ
สำหรับประชาชนที่ต้องการสำรองอาหารไว้สำหรับครอบครัวสามารถทำได้ในระดับหนึ่ง แต่ไม่ควรเรียกว่าเป็นการกักตุน และเมื่อประเมินจากสถานการณ์ปัจจุบัน ยังไม่มีความจำเป็นต้องสำรองสินค้าในปริมาณมาก เนื่องจากรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีแผนสำรองอาหารและมาตรการรองรับสถานการณ์อยู่แล้ว
เมื่อถามถึงความได้เปรียบของไทยด้านความมั่นคงทางอาหาร พล.อ.ชัยพฤกษ์ กล่าวว่า ประเทศไทยถือเป็นครัวโลกและมีจุดแข็งด้านการส่งออกสินค้าเกษตร ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยืนยันว่ามีความพร้อมในการรองรับสถานการณ์ อย่างไรก็ตาม เพื่อสร้างความมั่นใจในระยะยาว สมช.อาจเสนอแนวคิดการจัดตั้งคลังสำรองอาหารของประเทศ ซึ่งเป็นแผนที่อยู่ระหว่างการพิจารณาและต้องใช้เวลาในการดำเนินการ

ผลกระทบมีทั้งทางตรง-ทางอ้อม เตรียมรับมือเศรษฐกิจ พลังงาน และไซเบอร์
ด้านพิชญเดช โอสถานนท์ โฆษกสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) แถลงเพิ่มเติมว่า การประชุมครั้งนี้เป็นการหารือร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาควิชาการ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมของประเทศไทยต่อสถานการณ์ความมั่นคงระหว่างประเทศ โดยไม่ได้จำกัดเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แต่ครอบคลุมสถานการณ์ในภูมิภาคอื่น ๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อประเทศไทยด้วย
การประชุมเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานตามปกติของภาครัฐในการเตรียมความพร้อมและทบทวนแนวทางบริหารจัดการสถานการณ์ตามแผนเตรียมพร้อมแห่งชาติ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีความเข้าใจตรงกันและสามารถประสานการปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีประเด็นสำคัญ 3 เรื่อง ได้แก่
1. การติดตามและประเมินสถานการณ์ที่อาจส่งผลกระทบต่อประเทศไทย
ที่ประชุมร่วมกันประเมินสถานการณ์ความมั่นคงระหว่างประเทศและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในหลายมิติ ทั้งเศรษฐกิจ พลังงาน ความปลอดภัยของประชาชน ความมั่นคงทางไซเบอร์ และระบบโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ โดย สมช.ทำหน้าที่ประสานและบูรณาการข้อมูลภาพรวม เพื่อให้การประเมินสถานการณ์และการกำหนดแนวทางรองรับเป็นไปอย่างรอบด้านและสอดคล้องกัน
สำหรับกรณีที่สถานการณ์ยกระดับถึงขั้นรุนแรงที่สุด ได้แบ่งผลกระทบออกเป็น 2 ส่วน คือผลกระทบทางตรงและทางอ้อม
ผลกระทบทางตรง ได้แก่ ความปลอดภัยของแรงงานไทยและพลเมืองไทยที่พำนักหรือประกอบอาชีพอยู่ในประเทศแถบตะวันออกกลาง ซึ่งรัฐบาลให้ความสำคัญเป็นลำดับแรก โดยกระทรวงการต่างประเทศร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคง โดยเฉพาะกองทัพ ได้เตรียมแผนรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน รวมถึงแผนอพยพและให้ความช่วยเหลือคนไทยในพื้นที่เสี่ยงไว้แล้ว เพื่อให้สามารถดำเนินการได้อย่างทันท่วงทีหากสถานการณ์รุนแรงขึ้น
นอกจากนี้ ยังต้องติดตามผลกระทบต่อเส้นทางเดินเรือพาณิชย์ของไทยในตะวันออกกลาง ซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง โดยต้องประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด เพื่อดูแลความปลอดภัยของลูกเรือและรักษาผลประโยชน์ทางทะเลของประเทศไทย
ส่วนผลกระทบทางอ้อม เน้นไปที่ด้านเศรษฐกิจและพลังงาน เนื่องจากความขัดแย้งอาจทำให้ราคาพลังงานในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น และส่งผลกระทบต่อเนื่องเป็นห่วงโซ่ ตั้งแต่ต้นทุนการขนส่ง ต้นทุนการผลิต ราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ไปจนถึงต้นทุนและราคาสินค้าเกษตร ซึ่งท้ายที่สุดอาจกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนและเศรษฐกิจโดยรวม
ขณะที่ความเสี่ยงด้านความมั่นคงทางไซเบอร์ยังเป็นประเด็นที่ต้องเฝ้าระวัง แม้ปัจจุบันยังไม่มีข้อบ่งชี้ว่าประเทศไทยจะตกเป็นเป้าหมายการโจมตีโดยตรง แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นแล้ว
2. เตรียมความพร้อมและประสานการปฏิบัติระหว่างหน่วยงาน
ประเทศไทยมีแผนเตรียมพร้อมแห่งชาติและแผนบริหารวิกฤตการณ์ (พ.ศ. 2566-2570) รวมถึงแผนรองรับสถานการณ์เฉพาะด้านของแต่ละหน่วยงาน ซึ่งกำหนดบทบาทหน้าที่และแนวทางดำเนินงานไว้ตามระดับความรุนแรงของสถานการณ์
การประชุมครั้งนี้จึงเป็นโอกาสให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทบทวนและแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติ เพื่อให้การประสานงานมีความชัดเจนและสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ครอบคลุมตั้งแต่การติดตามและประเมินสถานการณ์ การประสานงานระหว่างหน่วยงานส่วนกลางกับระดับพื้นที่ การเตรียมทรัพยากรและบุคลากร ตลอดจนการบริหารจัดการสถานการณ์และดูแลประชาชนหากเกิดเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบขึ้น
3. สื่อสารข้อมูลข่าวสารและสร้างความเข้าใจกับประชาชน
สมช.ให้ความสำคัญกับการสื่อสารข้อมูลข่าวสาร เนื่องจากปัจจุบันข้อมูลเผยแพร่ได้อย่างรวดเร็วและประชาชนสามารถรับข้อมูลจากหลากหลายแหล่ง ซึ่งอาจมีทั้งข้อเท็จจริงและข้อคิดเห็นที่แตกต่างกัน จึงต้องประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้การสื่อสารเป็นระบบ เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง ชัดเจน และทันต่อสถานการณ์ รวมถึงเข้าใจแนวทางการดำเนินงานของภาครัฐ
ย้ำประชุมเตรียมพร้อมตามแผน ไม่ใช่สัญญาณเตือนวิกฤติในไทย
โฆษก สมช. ย้ำว่า การประชุมครั้งนี้เป็นการดำเนินงานด้านการเตรียมความพร้อมของภาครัฐตามกรอบแผนและกลไกที่มีอยู่ ไม่ใช่การประกาศเตือนภัยหรือส่งสัญญาณว่าประเทศไทยกำลังจะเผชิญสถานการณ์วิกฤติ แต่เป็นการสร้างความมั่นใจว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีแนวทางและกลไกพร้อมนำมาใช้บริหารจัดการสถานการณ์ได้อย่างเหมาะสมหากมีความจำเป็น
ทั้งนี้ สมช.จะนำข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากการประชุมไปประกอบการพัฒนาแผนและแนวทางปฏิบัติให้เหมาะสมกับสถานการณ์ พร้อมขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลข่าวสารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ หากมีข้อมูลหรือคำแนะนำที่จำเป็น หน่วยงานรับผิดชอบจะสื่อสารให้ประชาชนรับทราบอย่างชัดเจน โดยยืนยันว่ารัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมของประเทศในทุกมิติ




