ฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กล่าวภายหลังการประชุม สมช. ว่า ที่ประชุมได้มีการพิจารณามาตรการในการส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงไปนอกราชอาณาจักร ซึ่งในช่วงที่ผ่านมามีมติระงับการส่งออกน้ำมันไปนอกราชอาณาจักร ยกเว้นเมียนมาและลาว
ซึ่งวันนี้ที่ประชุมได้รับข้อพิจารณาจากกระทรวงพลังงานว่า ขณะนี้มี 2 ประเทศที่ขอประเทศไทยช่วยส่งออกน้ำมัน คือ ประเทศเวียดนามและฟิลิปปินส์ ที่มีความสัมพันธ์อันดี และมีการร้องขอมาเป็นน้ำมันเจ็ตเอวัน (Jet A-1) ซึ่งเป็นน้ำมันเครื่องบิน
และได้มีการพิจารณากับกระทรวงพลังงานแล้วเห็นว่า การส่งออกน้ำมันดังกล่าวไม่ได้กระทบต่อการใช้น้ำมันในประเทศของเรา เพราะเป็นน้ำมันเครื่องบิน ไม่ใช่น้ำมันอื่น ๆ และเป็นการดีด้วยซ้ำที่จะช่วยลดสต๊อกที่เกินอยู่ในขณะนี้ จะทำให้พวกเราสามารถดำเนินการเรื่องน้ำมันได้ตามขั้นตอนที่กำหนดไว้
การดำเนินการเรื่องนี้อยู่ภายใต้อำนาจของกระทรวงพลังงาน ถ้าถึงจุดหนึ่งขาดแคลนขึ้นมา กระทรวงพลังงาน โดยอธิบดีกรมธุรกิจพลังงานก็จะต้องรีบรายงาน และมีอำนาจในการระงับการส่งออกได้ ถ้ามีความจำเป็นเร่งด่วนต้องใช้น้ำมัน
ส่วนประเด็นที่ 2 ที่ประชุมได้เห็นชอบแนวทางหลักเกณฑ์การให้สถานะการแก้ไขปัญหาสัญชาติของบุคคล กับบุคคลที่อพยพมาประเทศไทยอย่างยาวนาน เป็นมติตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค. 2567 ซึ่งให้อำนาจกระทรวงมหาดไทยรับคำร้องในการพิจารณากำหนดสถานะให้กับกลุ่มชาติพันธุ์ที่เป็นบุคคลไร้สัญชาติ และรัฐบาลมีนโยบายแก้ปัญหาดังกล่าว โดยมีระยะเวลารับคำร้องตั้งแต่วันที่ 30 มิ.ย. 2568 - 30 มิ.ย. 2569 ยอดจำนวนทั้งหมดของกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีปัญหาการไร้สัญชาติ จำนวน 480,000 คน กระทรวงมหาดไทยสามารถดำเนินการในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ตามวงรอบประมาณกว่า 100,000 คน
ที่ประชุม สมช. เห็นชอบให้มีการขยายการรับคำร้อง เพื่อกำหนดสถานะตามหลักเกณฑ์เดิมไปอีก 1 ปี เริ่มตั้งแต่ 30 มิ.ย. 2569 - 30 มิ.ย. 2570 เพื่อให้กลุ่มที่ได้ทำทะเบียนไว้เดิม ได้ยื่นคำร้อง ซึ่งกระบวนการจะจบที่อำเภอ และอนุมัติโดยนายอำเภอ ซึ่งเป็นการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม หากพบว่ากลุ่มคนที่ไม่มารายงานตัว หรือหายไปจากระบบ ได้มีมติให้กรมการปกครองตรวจสอบทางทะเบียนและปรับตัวเลขในทะเบียนที่ถูกต้องทางกฎหมาย ถ้ายังไม่มีการรายงานตัวก็จะมีมาตรการที่เหมาะสม ซึ่งเข้าใจว่าบางส่วนมีการหายไปตามทะเบียน เช่น เสียชีวิต ซึ่งกระทรวงมหาดไทยต้องมีการตรวจสอบเพิ่มเติมเพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามกำหนด
เรื่องที่ 3 ที่ประชุมรับทราบความคืบหน้ามติ สมช. ในการออกมาตรการควบคุมสินค้าตามแนวชายแดน ซึ่งเดิม สมช. เคยมีมติระงับการส่งออกสินค้า ได้มอบให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการ โดยเฉพาะกระทรวงกลาโหมให้ดำเนินการออกเป็นกฎหมาย เป็นพระราชกำหนดควบคุมสินค้าตามแนวชายแดน ซึ่งเราใช้กฎหมายฉบับนี้ในการควบคุมสินค้า โดยกระทรวงกลาโหมได้มีประกาศออกมาแล้ว ล่าสุดกระทรวงกลาโหมได้ดำเนินการแล้ว โดยได้มีการจัดทำประกาศผ่านความเห็นชอบ ครม. ไปแล้ว
ล่าสุด รมว.กลาโหม ได้ลงนามในประกาศ ซึ่งมีรายละเอียดต่าง ๆ ในการกำหนดมาตรการในการควบคุมพื้นที่ทางด้านเมียนมา และกัมพูชา ตามบริเวณจังหวัดตามแนวชายแดน โดยกำหนดประเภทสินค้าจำนวนต่าง ๆ ในการควบคุมการส่งออกบริเวณแนวชายแดน นอกเหนือจากที่เคยกำหนดไว้เดิมตามความจำเป็น




