เกมเปลี่ยน ‘บ้านใหญ่’ สะเทือน...เมื่อภูมิทัศน์การเมือง ‘นนท์’ ไม่เหมือนเดิม?

13 ส.ค. 2569 - 12:38

  • “เหตุยิงกลาง อบจ.นนทบุรี” ไม่เพียงเปิดแผลความขัดแย้งและอำนาจในพื้นที่

  • แต่ยังสะท้อนให้เห็น “ภูมิทัศน์การเมืองท้องถิ่น” ที่กำลังเปลี่ยนแปลง

  • เมื่อ “บ้านใหญ่” เจอโจทย์ใหม่จาก “สังคมเมือง”

เกมเปลี่ยน ‘บ้านใหญ่’ สะเทือน...เมื่อภูมิทัศน์การเมือง ‘นนท์’ ไม่เหมือนเดิม?

รายการ “สนามข่าว 96” ร่วมพูดคุยกับ ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต วิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์การเมืองท้องถิ่นในจังหวัดนนทบุรี หลังเกิดเหตุอุกฉกรรจ์ในที่ทำการองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี เมื่อ 10 ส.ค.ที่ผ่านมา

โดยมีการมองว่า ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่เพียงในรายละเอียดของคดีหรือความขัดแย้งส่วนบุคคล แต่ควรมองผ่านการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างการเมืองในพื้นที่ปริมณฑล ซึ่งกำลังเข้าสู่บริบทใหม่อย่างชัดเจน

สังคมเมืองเปลี่ยน บ้านใหญ่ปรับตัวไม่ทัน

ผศ.ดร.วันวิชิต ระบุว่า การขยายตัวของความเป็นเมืองและการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของประชาชนในปริมณฑล โดยเฉพาะนนทบุรี ทำให้รูปแบบการเมืองท้องถิ่นที่เคยพึ่งพาระบบอุปถัมภ์ บ้านใหญ่ และเครือข่ายผู้มีอิทธิพล ต้องเผชิญกับแรงกดดันให้ปรับตัว

กรณีของ “ฉลอง เรี่ยวแรง” จึงอาจถูกมองเป็นหนึ่งในภาพสะท้อนช่วงปลายของการเมืองท้องถิ่นแบบเดิม ซึ่งพึ่งพาเครือข่ายและกลไกของผู้มีอิทธิพลเพื่อรักษาฐานอำนาจ แม้จะไม่เข้าไปวิเคราะห์รายละเอียดของความขัดแย้งส่วนบุคคล แต่ในภาพใหญ่ สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนว่าโครงสร้างการเมืองปริมณฑลกำลังเปลี่ยนไป

บ้านใหญ่ต้องผนึกกำลัง รักษาฐานอำนาจในท้องถิ่น

อาจารย์รัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต มองว่า ในช่วงประมาณ 10 ปีที่ผ่านมา กลุ่มผู้มีอิทธิพลและบ้านใหญ่ในปริมณฑลเริ่มต้องปรับตัวครั้งใหญ่ จากเดิมที่พยายามรักษาอำนาจผ่านการเมืองระดับชาติ ก็หันมาให้ความสำคัญกับการเมืองท้องถิ่นมากขึ้น เพื่อรักษาฐานอำนาจของตัวเองให้อยู่ได้นานที่สุด

เมื่อย้อนกลับไปราว 20 ปี จะเห็นตระกูลการเมืองที่เคยมีฐานอำนาจเหนียวแน่นในหลายจังหวัด เช่น ตระกูลหาญสวัสดิ์ในปทุมธานี กลุ่มอัศวเหมในสมุทรปราการ กลุ่มจันทร์ประสงค์ในนนทบุรี รวมถึงไกรวัตนุสสรณ์ในสมุทรสาคร และสะสมทรัพย์ในนครปฐม แต่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ คือไม่ได้มีเพียงนักการเมืองที่เปลี่ยน หากแต่ “ประชากร” ในพื้นที่ก็เปลี่ยนด้วย

New Voter เปลี่ยนฐานเสียง บ้านใหญ่คุมยากขึ้น

การย้ายประชากรจากกรุงเทพฯ เข้าสู่จังหวัดปริมณฑล โดยเฉพาะการขยายตัวของหมู่บ้านจัดสรร ทำให้เกิดฐานประชากรกลุ่มใหม่ที่มีลักษณะเป็นชนชั้นกลาง และไม่ได้ผูกพันกับการเมืองท้องถิ่นในรูปแบบเดิม

ประชาชนกลุ่มนี้อาจไม่ได้รู้สึกว่าการซื้อเสียง หรือการที่นักการเมืองเดินทางไปปรากฏตัวตามงานต่าง ๆ จะก่อให้เกิดความรู้สึกเรื่องหนี้บุญคุณหรือพันธะทางการเมืองเหมือนในอดีต เมื่อโครงสร้างประชากรเปลี่ยน บ้านใหญ่จึงเริ่มควบคุมฐานเสียงได้ยากขึ้น และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของผลการเลือกตั้งในหลายพื้นที่

ผศ.ดร.วันวิชิตยกตัวอย่างสมุทรปราการ ซึ่งฐานเสียงเปลี่ยนไปจากกลุ่ม New Voter ขณะที่นนทบุรีค่อย ๆ เปลี่ยนตามการขยายตัวของเมืองและความใกล้ชิดกับกรุงเทพฯ ส่วนกลุ่มการเมืองที่ยังสามารถรักษาพื้นที่ไว้ได้ เช่น กลุ่มสะสมทรัพย์ เป็นเพราะสามารถเรียนรู้จากความพ่ายแพ้และกลับมาผนึกกำลังกับกลุ่มการเมืองอื่นเพื่อรักษาฐานอำนาจ

นนทบุรีใกล้กรุงเทพฯ จนแทบเป็นพื้นที่เดียวกัน

สำหรับนนทบุรี การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพราะเป็นจังหวัดที่มีความใกล้ชิดกับกรุงเทพฯ สูง ทั้งระบบรถไฟฟ้า การขยายตัวของหมู่บ้าน และการเชื่อมต่อของพื้นที่เมือง จนบางพื้นที่อย่างบางบัวทอง งามวงศ์วาน หลักสี่ และแนวประชาชื่นแทบแยกออกจากบริบทกรุงเทพฯ ได้ยาก

เมื่อสังคมเปลี่ยน ประชาชนจึงต้องการนักการเมืองที่ทำงานเพื่อพื้นที่อย่างแท้จริงมากขึ้น และไม่ได้ยึดติดกับการครองตำแหน่งเป็นเวลาหลายสมัย หากไม่มีผลงานหรือไม่มีการทำงานอย่างต่อเนื่อง ประชาชนก็สามารถใช้การเลือกตั้งเป็นเครื่องมือในการลงโทษนักการเมืองได้

บ้านใหญ่ยุคใหม่ต้องสร้างกลไกใหม่

ผศ.ดร.วันวิชิตมองว่า กรณีของฉลอง เรี่ยวแรงสะท้อนคำถามถึง “พื้นที่ยืน” ของนักการเมืองที่ผูกติดกับโครงสร้างบ้านใหญ่และเครือข่ายผู้มีอิทธิพล เพราะการเมืองรูปแบบเดิมไม่สามารถใช้ได้เหมือนที่ผ่านมา

บ้านใหญ่จำเป็นต้องปรับเข้าสู่ระบบใหม่ สร้างกลไกทางการเมืองใหม่ และลดการพึ่งพาภาพลักษณ์หรือเครือข่ายที่ผูกติดกับตัวบุคคล หากภาพลักษณ์ดังกล่าวกลายเป็นสิ่งที่ประชาชนไม่ไว้วางใจ ก็จำเป็นต้องสร้างระยะห่างและปรับตัวให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลง

จึงเป็นอีกกรณีที่สะท้อนว่า ภูมิทัศน์ทางการเมืองของปริมณฑลเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง และพื้นที่ของนักการเมืองที่เคยผูกติดกับระบบบ้านใหญ่หรือผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ ไม่ได้เหมือนเดิมอีกต่อไป

สนามเล็กยังมีบ้านใหญ่ แต่กินรวบทั้งพื้นที่ยากขึ้น

แม้การเมืองระดับ อบจ. เทศบาล และท้องถิ่นในหลายพื้นที่ยังคงมีลักษณะยึดโยงกับบ้านใหญ่ แต่ ผศ.ดร.วันวิชิตมองว่า การควบคุมพื้นที่ขนาดใหญ่แบบเบ็ดเสร็จเหมือนในอดีตทำได้ยากขึ้น

บ้านใหญ่ยังสามารถกำหนดเป้าหมายและรักษาฐานเสียงในบางพื้นที่ได้ แต่การกวาดพื้นที่ขนาดใหญ่ทั้งหมดทำได้ยากขึ้น เพราะกำลังไม่เพียงพอ และแม้มีเงินก็ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถควบคุมผลการเลือกตั้งได้ทั้งหมด เนื่องจากยังต้องเผชิญกับกระแสความนิยมและความต้องการเปลี่ยนแปลงของประชาชน

การก่อสร้าง การย้ายถิ่นฐาน และการเปลี่ยนแปลงของประชากร รวมถึงการที่ประชาชนเริ่มเห็นว่าการเมืองท้องถิ่นมีความสำคัญไม่ต่างจากการเมืองระดับชาติ ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้การเลือกตั้งท้องถิ่นได้รับความสนใจมากขึ้น

หากคนใช้สิทธิ์ท้องถิ่นมากขึ้น คุณภาพนักการเมืองจะเปลี่ยน

อาจารย์วันวิชิตมองว่า หากความตื่นตัวในการเลือกตั้งท้องถิ่นเพิ่มขึ้นจนใกล้เคียงกับการเลือกตั้งระดับชาติ เช่น มีสัดส่วนผู้ใช้สิทธิ์ประมาณ 70% ก็จะยิ่งทำให้สนามการเมืองท้องถิ่นเปลี่ยนแปลงไป

คุณภาพของคนที่อาสาเข้ามาทำงานให้ประชาชนจะถูกคาดหวังสูงขึ้น โดยผู้สมัครจำเป็นต้องมีภาพลักษณ์ที่ดี และไม่ควรเชื่อมโยงกับระบบอิทธิพลหรือกลไกทางการเมืองแบบเดิมมากเกินไป ขณะเดียวกัน ประชาชนก็มีความคาดหวังเรื่องการตรวจสอบและการมีส่วนร่วมมากขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีการแข่งขันสูง

ภาพความรุนแรง ทำลายความเชื่อมั่นการเมืองแบบเดิม

ผศ.ดร.วันวิชิตยังยกกรณีข่าวเกี่ยวกับกรณีอุกฉกรรจ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นมาเป็นตัวอย่าง เพื่ออธิบายว่า ภาพของอิทธิพลและความรุนแรงอาจส่งผลต่อความรู้สึกของประชาชนในสังคมเมืองอย่างมาก

แม้ข้อเท็จจริงต้องพิจารณาตามกระบวนการทางคดี แต่ข่าวหรือภาพที่ทำให้ประชาชนเกิดความหวั่นไหวและไม่สบายใจ ย่อมส่งผลต่อความคาดหวังที่มีต่อนักการเมือง โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งสำนึกของสังคมเมืองไม่ยอมรับการใช้อิทธิพลหรือการกระทำที่ถูกมองว่าไม่เกรงกลัวกฎหมายได้ง่ายเหมือนในอดีต

สำหรับกรณีนนทบุรี อาจารย์กล่าวถึงภาพที่คู่กรณีต่างมีอาวุธปืน และตั้งคำถามว่าทำไมความขัดแย้งจึงต้องจบลงด้วยการใช้อาวุธหรือความรุนแรงเป็นเครื่องมือข่มขู่หรือต่อรอง เพราะสำหรับการเมืองสมัยใหม่ ภาพเช่นนี้เป็นสิ่งที่ประชาชนยอมรับได้ยากขึ้น

“บ้านใหญ่” ต้องลดภาพอิทธิพล เข้าถึงง่าย และเป็น “คนธรรมดา”

บทเรียนสำคัญที่อาจารย์วันวิชิตมองเห็นจากการเมืองปริมณฑล คือบ้านใหญ่และกลุ่มผู้มีอิทธิพลต้องเปลี่ยนวิธีการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นภาพของการมีบริวารรายล้อมหรือการสร้างบรรยากาศให้คนรู้สึกเกรงกลัว เพราะวิธีการดังกล่าวอาจไม่สามารถใช้ได้ผลในสังคมเมืองปัจจุบัน

นักการเมืองจำเป็นต้องลดระยะห่างจากประชาชน ทำตัวให้เข้าถึงง่ายขึ้น และแสดงให้เห็นถึงการเป็นนักการเมืองที่ทำงานมากกว่าการเป็นผู้มีอิทธิพล ขณะที่ประชาชนเองก็มีความก้าวหน้าทางความคิด มีความคาดหวังต่อการตรวจสอบ และต้องการมีส่วนร่วมมากขึ้น

“3 สี” การเมืองนนท์ เลี่ยงยากเมื่อสนามท้องถิ่นเริ่มชัดเจนขึ้น

เมื่อพูดถึงการเลือกตั้งท้องถิ่นนนทบุรี อาจารย์วันวิชิตมองว่า การเมืองสนามเล็กเริ่มหลีกเลี่ยงการเชื่อมโยงกับ “สี” ทางการเมืองได้ยากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อการแข่งขันระหว่างสีแดง สีน้ำเงิน และสีส้ม มีความเข้มข้นมากขึ้น

สำหรับพรรคประชาชน การเจาะพื้นที่นนทบุรีถือเป็นโจทย์สำคัญ เพราะมีฐานจากการเลือกตั้งระดับชาติในจังหวัด และต้องการขยายอิทธิพลเข้าสู่การเมืองท้องถิ่นด้วย

อย่างไรก็ตาม จุดแข็งของพรรคประชาชนคือการเข้าถึงประชาชนในสังคมเมือง หมู่บ้านจัดสรร และคอนโดมิเนียม ซึ่งผู้มีอิทธิพลหรือระบบการใช้เงินอาจเข้าถึงได้ยาก ประชาชนกลุ่มนี้มีแนวโน้มพิจารณานโยบาย กระแสทางการเมือง และแนวคิดของผู้สมัครมากกว่า

แต่ในอีกด้านหนึ่ง พรรคประชาชนยังต้องเผชิญโจทย์สำคัญ เพราะหลายพื้นที่ในปริมณฑลยังมีระบบหัวคะแนนและการล็อกเป้าในระดับชุมชนอยู่

พรรคประชาชนต้องเข้าใจ “ปัญหาท้องถิ่น” ไม่ใช่แค่นโยบายระดับชาติ

ผศ.ดร.วันวิชิตมองว่า หากพรรคประชาชนต้องการเจาะสนามนายก อบจ. หรือการเมืองท้องถิ่น จำเป็นต้องต่อสู้กับระบบหัวคะแนนและต้องเข้าถึงประชาชนในระดับชุมชนให้ได้

เนื่องจากปัญหาท้องถิ่นแตกต่างจากปัญหาระดับชาติ การเมืองท้องถิ่นต้องตอบสนองต่อความเดือดร้อนของประชาชนอย่างรวดเร็ว เช่น น้ำท่วม การขุดลอกคูคลอง การติดตั้งเสาไฟ หรือการก่อสร้างสะพาน ขณะที่การเมืองระดับชาติจะมีบทบาทด้านการประสานงาน การรับเรื่องร้องเรียน และการตรวจสอบในอีกลักษณะหนึ่ง

ดังนั้น การเข้าถึงชุมชนยังคงเป็นปัจจัยสำคัญ เพราะประชาชนในนนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการบางส่วนยังคงพึ่งพานักการเมืองในระบบเดิม ขณะที่กิจกรรมอย่างงานศพ งานบวช และงานแต่งงาน ยังคงเป็นพื้นที่ที่นักการเมืองเข้าไปมีส่วนร่วม และสะท้อนวัฒนธรรมทางการเมืองแบบไทยที่ให้ความสำคัญกับการให้เกียรติและการยอมรับ

การเมืองใหม่ต้องแข่งด้วยนโยบาย แต่ต้องตอบโจทย์ทุกกลุ่ม

อาจารย์วันวิชิตระบุว่า ระบบความสัมพันธ์แบบพี่น้อง ความเป็นพวกเดียวกัน และความเป็นเครือข่ายทางการเมือง มีทั้งข้อดีและข้อเสีย สำหรับคนที่ได้รับประโยชน์จากกลไกเหล่านี้ อาจเกิดความผูกพันจนยากที่จะถอนตัว เพราะมองเห็นประโยชน์จากระบบเดิม

ขณะเดียวกัน การเมืองที่ยึดโยงกับอุดมการณ์และต้องการเปลี่ยนการแข่งขันจากระบบเดิมมาเป็นการแข่งขันด้วยนโยบาย ก็ถือเป็นทิศทางที่ดี แต่จะประสบความสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อสามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนทุกกลุ่มได้จริง และไม่เลือกปฏิบัติ

มุมมองของ ผศ.ดร.วันวิชิตสะท้อนว่า การเมืองนนทบุรีกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ จากโครงสร้างเดิมที่อาศัยบ้านใหญ่ ระบบอุปถัมภ์ และเครือข่ายหัวคะแนน ไปสู่สังคมเมืองที่ประชาชนมีความหลากหลาย ตื่นตัว และคาดหวังการทำงานที่ตรวจสอบได้มากขึ้น แม้กลไกการเมืองแบบเดิมยังคงมีบทบาทในระดับชุมชน แต่การควบคุมพื้นที่แบบเบ็ดเสร็จเหมือนในอดีตทำได้ยากขึ้น

ขณะที่ผู้ต้องการชนะสนามท้องถิ่นยุคใหม่จำเป็นต้องเข้าใจทั้ง “นโยบาย” และ “ชีวิตจริงของคนในพื้นที่” พร้อมพิสูจน์ตัวเองผ่านการทำงานที่เข้าถึงประชาชนทุกกลุ่มอย่างเป็นรูปธรรม

View post on Facebook

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์