สถาปนา ‘ระบอบเนวิน’ คุม ‘บ้านใหญ่’ ยืมมือ ‘เทคโนแครต’ ชี้ชะตาประเทศ

25 ก.พ. 2569 - 17:05

  • ถอดรหัส "ระบอบเนวิน" ศิลปะคุมก๊กมุ้ง "บ้านใหญ่" ผ่านโมเดลไข่แดง-ไข่ขาว บริหารผลประโยชน์ เปิดหมากเด็ดดึง "เทคโนแครต" มาเป็นเกราะคุ้มกันภาพลักษณ์ ไม่ได้เติบโตด้วยโชคช่วย แต่คือการยกระดับสู่ "ผู้เล่นเชิงรุก" ชี้ชะตาการเมืองไทยไปอีกนาน

สถาปนา ‘ระบอบเนวิน’ คุม ‘บ้านใหญ่’ ยืมมือ ‘เทคโนแครต’ ชี้ชะตาประเทศ

ท่ามกลางความผันผวนของการเมืองไทย หนึ่งในปรากฏการณ์ที่น่าจับตาที่สุดคือการก้าวขึ้นมาของ ‘พรรคภูมิใจไทย’ จากพรรคขนาดกลางที่มีฐานเสียงเฉพาะจุด สู่พรรคขนาดใหญ่ที่กวาดเก้าอี้ สส. ได้หลักร้อย และกลายเป็นตัวแปรสำคัญในรัฐบาลทุกยุคสมัย จนกระทั่งกลายเป็นพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล

SPACEBAR มีโอกาสพูดคุยกับ ดร.สติธร ธนานิธิโชติ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อวิเคราะห์ว่า "สูตรการบริหาร" ของภูมิใจไทยในวันนี้ แตกต่างจากอดีตยักษ์ใหญ่อย่าง ‘ไทยรักไทย’ หรือ ‘พลังประชารัฐ’ อย่างไร ? และสิ่งที่เรียกว่า "ระบอบเนวิน" จะนำพาพรรคไปสู่จุดไหนในอนาคต

บทเรียนจากอดีต "ภูมิใจไทย" จัดการ ‘ก๊กมุ้ง’ ได้ดีกว่า ?

เมื่อถามถึงการขยายพรรคขยายตัวใหญ่ขึ้นของภูมิใจไทย จะเผชิญปัญหาก๊กมุ้งบ้านใหญ่ตีกัน เหมือนที่เคยเกิดขึ้นกับไทยรักไทยหรือพลังประชารัฐหรือไม่

ดร.สติธร ชวนมองว่า ถ้าเรามองสไตล์การสร้างพรรคของภูมิใจไทย เราจะเห็นภาพการระดมบ้านใหญ่เข้ามาอยู่ด้วยกัน โดยเฉพาะรอบนี้ที่ก้าวกระโดดขึ้นมาถึงระดับร้อยเสียง มันก็น่ากังวลว่ามันจะซ้ำรอยเดิมไหม

จริงๆ แล้วในยุค ไทยรักไทย เขาดูแลบ้านใหญ่ได้ เพราะเขาใช้ระบบ 'บ้านใหญ่ระดับชาติ' คุมบ้านใหญ่ระดับภูมิภาคและระดับจังหวัด คือ ไม่ว่าคุณจะเป็นบ้านใหญ่มาจากไหน คุณต้องอยู่ภายใต้ บ้านจันทร์ส่องหล้า 

เพราะตอนนั้น ทักษิณ ชินวัตร สร้างความนิยมในตัวผู้นำจนข้ามหัวบ้านใหญ่ได้ นโยบายของเขาตัดตอน 'โบรกเกอร์' (Broker) หรือ บ้านใหญ่ออก นโยบายยิงตรงลงกระเป๋าประชาชนเลย บ้านใหญ่ จึงหมดอำนาจต่อรอง ถ้าไม่สังกัดพรรคนี้ในพื้นที่ภาคเหนือหรืออีสาน คุณก็เหนื่อยหรืออาจจะสอบตกได้

แต่พอมาถึงยุค พลังประชารัฐ มันเป็นการ 'ดูดเข้ามาเฉพาะกิจ' พึ่งพาบารมีลุงและอำนาจทุนที่มาหลังรัฐประหาร ปัญหาคือในช่วงที่ไม่มีการเลือกตั้งท้องถิ่นหลังปี 2557 บ้านใหญ่เหล่านี้สะสมพลังและทรัพยากรอยู่ในพื้นที่จนแข็งแกร่ง 

พอเข้ามาอยู่ในพรรค พลังประชารัฐ กลับต้องไปพึ่งพาเขา พรรคจึงไม่มีอำนาจคุมบ้านใหญ่ได้จริง เมื่อ 'หัวหน้าบ้านใหญ่' แตกกัน พรรคก็เละทันที

ส่วน ภูมิใจไทย เขามีวิธีการ 'ดีลบ้านใหญ่' แบบค่อยเป็นค่อยไป เขาเริ่มจากการประคองตัวจากพรรค 30 ที่นั่ง ขยับเป็น 50 จนถึง 70 วิธีการของเขาคือ 'การเจาะจังหวัดยุทธศาสตร์' ไปคุยกับบ้านใหญ่ที่ครองการเมืองท้องถิ่นอย่างเป็นปึกแผ่น เช่น ฝั่งอันดามัน หรือ กลุ่มอุทัยธานี อ่างทอง เป็นต้น

ซึ่งคนเหล่านี้เหมาจังหวัดและคุมท้องถิ่นเบ็ดเสร็จอยู่แล้ว มันจึงเป็นการผนึกกำลังที่รากฐานมั่นคงกว่า

โครงสร้าง ‘ไข่แดง-ไข่ขาว’ ศาสตร์การบริหารผลประโยชน์

ดร.สติธร มองถึง จุดเชื่อมที่เป็นปึกแผ่นของภูมิใจไทยในปัจจุบันว่า "ผมมองว่าเขาแบ่งคนเป็น 2 กลุ่ม คือ 'ไข่แดง' กับ 'ไข่ขาว'

กลุ่มไข่แดง คือ กลุ่มบ้านใหญ่ที่อยู่กันมาตั้งแต่ยุคก่อตั้ง ต่อเนื่องมาถึงปี 2562-66 กลุ่มนี้เป็นแกนกลางของการทำงาน คุมทิศทางและตำแหน่งฝ่ายบริหารทั้งหมด กลุ่มนี้เขามีวินัยสูงมาก รู้เป้าหมายพรรค รู้จังหวะถอยและจังหวะสู้

กลุ่มไข่ขาว คือ กลุ่มบ้านใหญ่ที่เข้ามาใหม่ กลุ่มนี้จะถูกบริหารด้วยระบบ 'Performance' (ผลงาน) ใครทำผลงานได้ตามเป้าในการเลือกตั้ง ก็ได้รับการจัดสรรรางวัลตอบแทนตามที่ดีลกันไว้ตรงๆ ชัดๆ ไม่มีการมาวางบิลโวยวายทีหลังเหมือนพรรคอื่น

ความขัดแย้งจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อ กลุ่มไข่แดงไปล้ำเส้นหรือรวบผลประโยชน์มาที่ตัวเองมากเกินไป แต่สไตล์ภูมิใจไทยที่ผ่านมา เขาไม่ค่อยทำแบบนั้น เวลาปรับ ครม. เราจึงเห็นว่าเขาไม่มีปัญหากันเลย เพราะเขามอง Mission ของพรรคเป็นหลัก

ดร.สติธร กล่าว

เทคโนแครต เกราะป้องกันชั้นดีของพรรค

สถานการณ์ปัจจุบัน พรรคภูมิใจไทย มีการดึง 'เทคโนแครต' เข้ามาเป็นรัฐมนตรีคนนอก ในอดีต มักจะมีปัญหากับบ้านใหญ่ รอบนี้จะซ้ำรอยหรือไม่ ?

ดร.สติธร มองว่า กรณีของภูมิใจไทยต่างออกไป ตอนเขาตั้งรัฐบาลครั้งแรก (อนุทิน 1) เขาโชคดีที่เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย โควตาเก้าอี้มันเหลือเยอะ พอเอาเทคโนแครตเข้ามา มันจึงไม่ไปล้ำโควตาใคร บ้านใหญ่เลยไม่เคือง

ที่สำคัญ เทคโนแครต ที่เขาดึงมา เช่น สีหศักดิ์ , ศุภจี , เอกนิติ สามารถสร้างความนิยมให้กับพรรคได้จริง โชว์ฟอร์มเทพในการต่างประเทศและการบริหารจนคนยอมรับ พอถึงเวลาเลือกตั้ง ทั้ง 3 ท่าน ก็ออกหน้าช่วยพรรคหาเสียง ตอนนี้สถานภาพของพวกเขาคือ 'คนใน' ไปแล้ว ไม่ใช่คนนอกที่มาชุบมือเปิบ

บ้านใหญ่ที่เป็นไข่ขาวก็ไม่กล้าแตะเทคโนแครตกลุ่มนี้ เพราะกลุ่มนี้คือไข่แดงชั้นในที่มีไข่แดงชั้นนอกล้อมไว้อีกที เขาเป็นเหมือนเกราะป้องกันภาพลักษณ์ให้พรรค ทำให้คนไม่ไปโฟกัสรัฐมนตรีโควตาบ้านใหญ่คนอื่นๆ ที่คนอาจจะจำชื่อไม่ได้ด้วยซ้ำ

ดร.สติธร กล่าว

'ทักษิณ' สร้าง 'เนวิน' ถอดบทเรียน

ดร.สติธร ชวนคิดว่า เนวิน สร้างระบบที่เรียนรู้มาจากทุกระบบ เขาเคยอยู่กับไทยรักไทย เขารู้ว่าทำไมมันถึงรุ่งเรืองและทำไมถึงพลาดจนล่มสลาย การล่มสลายของระบอบทักษิณเกิดจากการกุมอำนาจเบ็ดเสร็จจนสร้างความกังวลให้กลไกอื่น

แต่ภูมิใจไทยเลือกที่จะไม่สร้าง 'ความกังวล' แบบนั้น เขาเรียนรู้ที่จะอยู่ในระบบรัฐบาลผสม จัดสรรผลประโยชน์ให้ลงตัว และวางภาพลักษณ์ให้เป็น 'พรรคไร้ศัตรู' หรือพรรคที่อยู่ได้กับทุกฝ่าย 

แม้จุดอ่อน คือ จะไม่มีฐานแฟนคลับที่เหนียวแน่นด้วยอุดมการณ์เหมือนพรรคอื่น แต่เขาก็เติมเต็มด้วยการทำพื้นที่อย่างหนัก จนประสบความสำเร็จในเขตเลือกตั้ง

โจทย์ในอนาคต พื้นที่ กรุงเทพฯ และ การสืบทอดอำนาจ

ดร.สติธร เผยว่า "โครงสร้างกรุงเทพฯ มันต่างจากต่างจังหวัด สไตล์บ้านใหญ่ของภูมิใจไทยมันไม่ Match กับคนกรุง เพราะคนกรุงไม่ได้พึ่งพาบริการสาธารณะรายวันจากนักการเมืองเหมือนต่างจังหวัด เขาพึ่งพาผู้ว่าฯ กทม. เวลาเลือกตั้ง สส. เขาจึงมองไปที่ 'ภาพใหญ่' และ 'แคนดิเดตนายกฯ' เป็นหลัก

ถ้า ภูมิใจไทย อยากได้กรุงเทพฯ เขาต้องหาจุดขายภาพใหญ่ ซึ่งเขาก็เริ่มทำแล้วผ่านการดึงเทคโนแครตมาเสริมภาพลักษณ์ ถ้าในอนาคตเขาสร้างแคนดิเดตนายกฯ ที่ถูกจริตคนเมืองได้ มันก็มีโอกาสพลิกได้เหมือนกัน

ส่วนเรื่อง การสืบทอดอำนาจ การส่งต่อทางสายเลือดเพียงอย่างเดียวมันไม่พอในยุคนี้ คุณพ่อเก่ง ไม่ได้แปลว่าลูกจะเก่งตาม ถ้าลูกจะรับไม้ต่อ ต้องผ่านการบ่มเพาะ (Grooming) 

ต้องพิสูจน์ฝีมือให้คนในเครือข่ายบ้านใหญ่ยอมรับ สไตล์ภูมิใจไทยที่เราเห็นคือเขาค่อยๆ ขยับทายาทขึ้นมาตามสเต็ป ไม่ได้ก้าวกระโดดชุบตัวจากเมืองนอกแล้วมานั่งเก้าอี้รัฐมนตรีเลย

การเมืองตระกูลบ้านใหญ่ที่จะรอดได้ คือต้องมีกระบวนการบ่มเพาะทายาทให้มีความสามารถสมฐานะ เพื่อให้ 'มือทำงาน' ที่ไม่ใช่สายเลือดเดียวกันเขายอมเดินตาม ถ้าทำได้ ระบบบ้านใหญ่ก็จะยังเดินหน้าต่อได้ในโลกการเมืองยุคใหม่

ดร.สติธร กล่าว

จะเห็นได้ว่า ภูมิใจไทย ภายใต้ "ระบอบเนวิน" ในวันนี้ไม่ใช่พรรคที่เติบโตด้วยโชคช่วย แต่เป็นการเรียนรู้จากความผิดพลาดของระบอบก่อนหน้า แล้วนำมาสร้างเป็นโครงสร้างพรรคที่เน้นความยืดหยุ่น การบริหารผลประโยชน์ที่ชัดเจน และการวางตัวเป็น "ส่วนประกอบที่ขาดไม่ได้" ของอำนาจรัฐ

ภูมิใจไทย ในวันนี้คือ "มืออาชีพจัดการบ้านใหญ่" พวกเขาไม่ใช่ 'พรรคชั่วคราว' แต่เป็นพรรคที่กำลังยกระดับตัวเองจาก "พรรคตั้งรับ" ไปสู่ "พรรคเชิงรุก" ซึ่งถ้าพวกเขาสามารถสร้างแคนดิเดตนายกฯ ที่ถูกจริตคนเมือง และบ่มเพาะทายาทรุ่นใหม่ให้มีสกิลสมฐานะได้ ภูมิใจไทยอาจจะเป็น "ตัวเล่นหลัก" ของการเมืองไทยไปอีกนานนับทศวรรษ

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์