‘เท้ง’ ขอไม่ขยายความเพิ่ม ปมตั้ง ‘สุรพล’ บอกเหมาะสมแล้ว

5 มิ.ย. 2569 - 11:03

  • ‘เท้ง’ ขออนุญาตไม่ขยายความเพิ่ม ปมตั้ง ‘สุรพล’ นั่งประธานยุทธศาสตร์ผู้ว่า กทม. ปัดตอบทบทวนหรือไม่ บอกเหมาะสมแล้วและไม่ได้บทบาทตัดสินใจเรื่องการเมือง ยอมรับเคยทาบทามถึงตำแหน่ง ‘ผู้ว่า’ จริง

  • ลั่น เข้าใจ ‘ปวิน-นักวิชาการ’ ถล่มยับ ยกเหตุผลหลัก ต้องการชนะ ‘ระบอบสีน้ำเงิน’

  • ด้านสื่อย้อน พรรคส้มเป็นคนสร้างเองหรือไม่ เหตุยกมือโหวต ‘อนุทิน’ สมัย MOA เจ้าตัวแจงใครจะไปรู้ 8 ก.พ. ผลเลือกตั้งจะออกมาแบบนี้ ไม่กังวล ‘ปิยบุตร’ โพสต์เดือด เพราะไม่ได้ขัดหลักการพรรค

‘เท้ง’ ขอไม่ขยายความเพิ่ม ปมตั้ง ‘สุรพล’ บอกเหมาะสมแล้ว

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ยังเกิดกระแสไม่พอใจในการเทียบเชิญ สุรพล นิติไกรพจน์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และอดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ปี 2549 มาเป็นประธานที่ปรึกษายุทธศาสตร์ผู้ว่า กทม. ว่า ตนหรือตัวแทนพรรค เช่น พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ เลขาธิการพรรค , รังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรค หรือชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร แคนดิเดตผู้ว่า กทม. ก็อธิบายไปหมดแล้ว ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะขอขยายเพิ่มเติม รวมถึงสุรพลก็ได้มีการออกสื่อและอธิบายตัวเองไประดับหนึ่งแล้ว ฉะนั้น ในประเด็นนี้ ขออนุญาตไม่ขยายอะไรเพิ่มเติมดีกว่า

ส่วนจะชี้แจงอย่างไร เมื่อสุรพลระบุว่ายังไม่เปลี่ยนหลักการ ทำให้คนมองว่าการรัฐประหารยังเป็นจุดยืนสุรพลอยู่นั้น ณัฐพงษ์ กล่าวว่า ยืนหลักของณัฐพงษ์และพรรคประชาชนดีกว่า หลักของเราคือไม่เห็นด้วยกับปฏิวัติรัฐประหาร หลักการของเราคือต้องการทำให้อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง ส่วนหลักของแต่ละคนที่จะเข้ามาร่วมเดินทางกับเรา อาจจะมีหลักส่วนใหญ่ที่มองเห็นตรงกัน เช่น อยากให้บ้านเมืองนี้ดีขึ้น การเมืองในประเทศดีขึ้น แต่อาจจะมีวิธีการบางอย่างที่แตกต่างกันบ้าง คิดว่าอาจจะเป็นเฉดทางการเมืองที่แต่ละคนจะเข้ามาร่วมกระบวนการนี้ได้เหมือนกัน แต่จะอยู่วงในหรือวงนอกก็แตกต่างกันไป เช่น บทบาทของสุรพลเอง ก็มีบทบาทในการที่เราจะเชิญมาให้คำปรึกษาเรื่องการบริหาร กทม. หากได้ติดตามการออกรายการของสุรพล ก็จะเห็นว่ามีการให้ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการบริหาร กทม.ได้ค่อนข้างดี และมีหลายมุมที่เป็นแง่คิดที่ดี

“ในส่วนของจุดยืนทางการเมืองต่างๆ อาจจะไม่ต้องมีหลักหรือเห็นตรงกันทั้งหมด แต่บทบาทของสุรพลเองก็ไม่ได้มีส่วนตัดสินใจในการบริหารพรรคประชาชน ดังนั้น ผมคิดว่าไม่น่ามีปัญหาอะไร น่าจะทำงานร่วมกันได้”

ณัฐพงษ์ กล่าว

เมื่อถามย้ำว่าพรรคประชาชนค้านเรื่องการทำรัฐประการมาโดยตลอด แต่จุดยืนของสุรพลไม่เปลี่ยน จะทำงานร่วมกันได้จริงหรือไม่ ณัฐพงษ์ กล่าวว่า ต้องมองกลับไปในอดีตว่าการรัฐประหารในปี 2549 และ 2557 เป็นเหตุการณ์ที่ต่อเนื่อง และขณะนั้นก็มีการแบ่งคนในสังคมที่มีความเห็นต่างออกมาเป็นกลุ่มก้อนใหญ่ๆ ที่ต่างฝ่ายต่างมีความขัดแย้ง ดังนั้น หากเราต้องการทำให้ประเทศไทย การเมืองไทยและสังคมดีกว่านี้ ณัฐพงษ์และพรรคประชาชนคิดถึงบริบทในปัจจุบันคือผลประโยชน์และอำนาจทางการเมือง รวมถึงเศรษฐกิจ ถูกผูกขาดอยู่กับคนเพียงแค่ไม่กี่กลุ่ม เราไม่สามารถเอาชนะคนไม่กี่กลุ่ม กลุ่มคนจำนวนน้อยในสังคมที่ถืออำนาจและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจส่วนใหญ่ของประเทศ บางคนที่อาจจะนิยามตัวเองว่าเป็นฝั่งประชาธิปไตยจ๋าๆในอดีต หากเราต้องการเอาชนะระบอบสีน้ำเงิน ระบอบการเมืองผูกขาดเช่นนี้ ต้องอาศัยการสนับสนุนคนที่เคยเห็นต่างมากๆในสังคม ถือเป็นโจทย์สำคัญมากกว่า

ส่วนจะเป็นการผลักมวลชนของพรรคออกไปหรือไม่ รวมถึงนักวิชาการ เช่น ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ อาจารย์ประจำสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยเกียวโตและผู้ลี้ภัยทางการเมือง ณัฐพงษ์ กล่าวว่า เข้าใจและเห็นการสื่อสารของปวิน รวมถึงนักวิชาการหลายคนที่อาจจะนิยามตัวเองว่าเป็นฝั่งประชาธิปไตยและมีความไม่สบายใจที่สุรพลมาร่วมงานกับพรรคประชาชนในครั้งนี้

“ผมอยากให้ทุกคนเข้าใจว่าโจทย์ของพวกเราเอง อย่างที่บอกว่าเราต้องการเอาชนะระบอบสีน้ำ การเมืองผูกขาด ที่คนไม่กี่คนในประเทศนี้รวบอำนาจของประเทศนี้อยู่ ดังนั้น เราเองก็ต้องพยายามขยายแนวร่วม และต้องเปิดกว้างโดยที่เราไม่เสียตัวตน”

ณัฐพงษ์ กล่าว

เมื่อถามว่าพรรคประชาชนเป็นผู้สร้างระบอบสีน้ำเงินขึ้นมาเองจากเหตุการณ์ MOA ณัฐพงษ์ กล่าวว่า อาจจะต้องขออนุญาตตั้งคำถามกลับว่า ณ ตอนนั้น ไม่มีใครรู้หรอกว่าการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 ก.พ. เป็นอย่างไร เราก็เห็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนการเลือกตั้งมีการโยกย้ายข้าราชการ ประเด็นที่บอกว่าช่วยสีน้ำเงินด้วย รวมถึงวันที่มีการเลือกตั้งก็มีกระบวนการนับคะแนนที่ไม่โปร่งใส ฉะนั้น ในเรื่องผลการเลือกตั้งที่ออกมา ไม่มีใครคาดคิดล่วงหน้าได้ และการตัดสินใจของพรรคประชาชนในวันนั้น การโหวตให้อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยเป็นนายกรัฐมนตรีตาม MOA ก็เพื่อเปิดประตูสู่การทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อแก้ไขกติกาสูงสุดของประเทศ สุดท้ายการที่จะทำให้การเมืองไทยดีขึ้นก็ต้องกลับไปเริ่มต้นที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ทั้งนี้ จะยังตรวจสอบเหมือนเดิมหรือไม่ เพราะมีการมองกันว่าพรรคประชาชนตรวจสอบแค่เชิงสัญลักษณ์ ณัฐพงษ์ กล่าวว่า ส่วนนั้นยังตรวจสอบอยู่ เช่น เรื่องที่ดินเขากระโดง ขณะนี้ก็ยังมีสมาชิกของพรรครวบรวมข้อมูลหลักฐานและเดินหน้าตรวจสอบทุกอย่างอยู่แล้ว เพียงแค่เราพยายามใช้ช่องทางที่เราคิดว่ามีความเหมาะสมมากที่สุด

เมื่อถามว่า ได้คุยกับปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้าหรือไม่เพราะค่อนข้างออกมาแสดงความเห็นค่อนข้างเดือด ณัฐพงษ์ กล่าวว่า ข้อคิดเห็นที่ปิยบุตรออกมาโพสต์ ส่วนตัวไม่ได้มีข้อกังวลอะไร ไม่ได้ขัดต่อหลักการการทำงานของพวกเรา เข้าใจดีว่าอาจมีคนที่สนับสนุนประชาธิปไตยและไม่เห็นด้วยที่สุรพล มาร่วมทำงานกับเราหรือตั้งคำถามถึงกระบวนการการเข้ามา ก็เป็นสิ่งที่น้อมรับ และพยายามจะสื่อสารเพื่อให้เกิดความเข้าใจมากขึ้น

ทั้งนี้ ได้คุยกับปิยบุตร คิดว่าอาจเป็นเพราะความกดดันหรือไม่ ณัฐพงษ์ กล่าวว่า ได้คุยเป็นปกติ แต่ไม่ได้คุยในกรณีนี้เป็นพิเศษ อย่างที่บอกว่าปิยบุตรเอง ก็เป็นอาจารย์หนึ่งคนที่ชื่นชมและให้ความเคารพ มีการขอคำปรึกษาและให้คำปรึกษาอย่างเป็นระยะ

เมื่อถามว่าตัวณัฐพงษ์เองกดดันหรือไม่ กับกระแสโจมตีมาที่พรรคตอนนี้ ณัฐพงษ์ กล่าวว่า เรียกว่าเข้าใจดีกว่า เข้าใจข้อวิพากษ์วิจารณ์ แล้วตอนนี้ณัฐพงษ์รวมถึงเพื่อนสมาชิกจากพรรคประชาชน ทุกคนก็เดินหน้าทำงานเต็มที่ และเข้าใจดีว่าในช่วงการเลือกตั้งที่ผ่านมา อาจมีบางช่วงเวลาที่ณัฐพงษ์และเพื่อนหลายคนรู้สึกผิดหวังต่อสิ่งที่เกิดขึ้น เราคงไม่ได้คาดหวังว่าผลการเลือกตั้งจะออกมาเป็นแบบนี้ แต่คงไม่ได้จมปลักอยู่กับความผิดหวังนั้นตลอดไป และไม่ได้ทำงานอยู่บนความสิ้นหวังอย่างเดียว เรายังขับเคลื่อนงานในสภาหลายอย่าง

เมื่อถามว่า จะไม่มีการทบทวนบทบาทการทำงานของสุรพลในพรรคใช่หรือไม่ ณัฐพงษ์ กล่าวว่า บทบาทของสุรพลที่อยู่ในฐานะประธานยุทธศาสตร์การดำเนินนโยบายของกรุงเทพมหานคร ก็เป็นบทบาทที่เหมาะสม เพราะไม่ได้มีบทบาทอื่นที่เกี่ยวข้องกับพรรค เช่น ตัดสินใจการเมืองสำคัญๆให้กับพรรค สุรพลเองก็มีคนมีความรู้เกี่ยวกับกรุงเทพมหานครค่อนข้างดี คิดว่าตำแหน่งปัจจุบันมีความเหมาะสมอยู่แล้ว

ส่วนกรณีที่อาจมีคนในพรรคมองว่าทำตำแหน่งอื่นก็ได้ที่มาตามกระบวนการของพรรค เพราะเหมือนข้ามคนที่เคยทำงาน และเอาคนที่มีจุดยืนตรงกันข้ามกันมาทำงาน ณัฐพงษ์ กล่าวว่า เป็นกระบวนการที่ภายในพรรคเองต้องมีการปรับให้ดีขึ้น ยอมรับในจุดนั้นแต่อยากให้เข้าใจว่าบุคคลที่เราจะทาบทามหรือชวนให้มาทำงานร่วมกัน บางทีก็อาจมีข้อจำกัดที่เหมือนหรือแตกต่างกัน บางคนกว่าที่จะกล้าประกาศตัวออกมาว่ามาร่วมทำงานกับพรรคสีส้ม เขาก็อาจจะต้องคิดหน้าคิดหลังเพราะมีต้นทุนเยอะแตกต่างกันไป ซึ่งเราพยายามออกแบบกระบวนการที่เปิดกว้างมากที่สุด ไม่ได้จงใจปกปิด แต่ต้องตอบโจทย์คนที่มาร่วมเดินทางกับเราด้วยเป็นสิ่งที่เราต้องหาสมดุลในจุดนี้

เมื่อถามว่า สุรพลเคยได้รับเชิญลงสมัครผู้ว่าฯกทม. ในนามพรรคประชาชนใช่หรือไม่ ณัฐพงษ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องจริง แต่จุดสำคัญของพรรคประชาชนคือ พยายามเฟ้นหาแคนดิเดต ที่มีประสบการณ์และมีความรู้เชิงลึก เข้าใจปัญหาเชิงโครงสร้างของกรุงเทพฯเชื่อว่าหลังการเลือกตั้ง ไม่ว่าผู้ว่าฯ กทม. จะเป็นใคร สิ่งที่ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. เคยทำมา ในการทำให้ระบบราชการดีขึ้นแก้ปัญหาเส้นเลือดฝอย ทุกคนคงทำต่อ ไม่มีใครไปล้างสิ่งที่ชัชชาติเคยทำ แต่สิ่งที่คนกรุงเทพฯ คู่ควรมากกว่านี้ และทำให้ใช้ชีวิตง่ายกว่านี้ คือแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างใหญ่ๆ เช่น พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กรุงเทพมหานคร แก้ปัญหาสาธารณสุขใบส่งตัว หรือปัญหาการจัดการขยะ หลายอย่างอาจต้องการทีมบริหารอีกแบบหนึ่ง ที่มีจุดยืนแข็งทำงานประสานกัน กล้าชน ในเรื่องที่ไม่ถูกต้อง

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์