ย้อนเส้นทาง ‘นฤมล - ไผ่ ลิกค์’ สูตรผสม ‘เทคโนแครต-บ้านใหญ่’ คู่ใจ ‘ธรรมนัส’

18 ก.พ. 2569 - 16:51

  • คนหนึ่งคิด คนหนึ่งทำ เส้นทางชีวิต “นฤมล-ไผ่ ลิกค์” สองขุนพลคู่ใจ 'ธรรมนัส' สูตรผสม 'เทคโนแครต+บ้านใหญ่' เปรียบ ‘มันสมอง-มือขวา’

ย้อนเส้นทาง ‘นฤมล - ไผ่ ลิกค์’ สูตรผสม ‘เทคโนแครต-บ้านใหญ่’ คู่ใจ ‘ธรรมนัส’

พลวัตทางการเมืองไทยในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการต่อสู้ระหว่างอุดมการณ์อนุรักษนิยมและเสรีนิยมอย่างที่เห็นในภาพลักษณ์ภายนอกเท่านั้น หากแต่เป็นเรื่องของ "การบริหารจัดการอำนาจ" การสร้าง "เครือข่ายอุปถัมภ์" ผสมผสานระหว่าง "ความเชี่ยวชาญเชิงเทคนิค" กับ "อิทธิพลฐานเสียง" ในระดับพื้นที่

หนึ่งในตัวแสดงทางการเมืองที่มีความโดดเด่นและมีสีสันมากที่สุดในรอบหลายปีนี้คือ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า บุรุษผู้ถูกขนานนามว่าเป็น "ผู้จัดการรัฐบาล" ผู้ซึ่งมีความสามารถในการประสานสิบทิศและสร้าง "สมการอำนาจ" ที่ใครก็ปฏิเสธไม่ได้ 

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของ ร.อ.ธรรมนัส จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้อย่างสมบูรณ์แบบหากขาดบุคคลสำคัญ 2 คน ที่เปรียบเสมือน "แขนซ้าย" และ "แขนขวา" หรือ "มันสมอง" และ "มือปฏิบัติการ"

บุคคลแรกคือ "นฤมล ภิญโญสินวัฒน์" หรือที่คนในวงการเรียกว่า "อาจารย์แหม่ม" นักวิชาการด้านการเงินจากสถาบันการศึกษาชั้นนำที่ก้าวเข้าสู่สมรภูมิการเมืองในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายและพิมพ์เขียวเศรษฐกิจ

อีกบุคคลหนึ่งคือ ไผ่ ลิกค์ หรือ "ไผ่ วันพอยท์" ทายาทบ้านใหญ่ จ.กำแพงเพชร ที่มีพื้นเพมาจากวงการมอเตอร์สปอร์ต แต่มีความเก๋าเกมในเชิงการเมืองท้องถิ่น และการประสานงานในสภาฯ อย่างยากจะหาตัวจั 

SPACEBAR เจาะลึกเส้นทางชีวิตการเมืองของทั้งสองคน ตั้งแต่จุดเริ่มต้นก่อนเข้าสู่การเมือง การโคจรมาพบกันภายใต้ร่มเงาพรรคพลังประชารัฐ ความขัดแย้งที่นำไปสู่การเปลี่ยนผ่าน และการก่อตั้งฐานที่มั่นใหม่ในนาม "พรรคกล้าธรรม" เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการชิงชัยในอนาคต

X1PkitriYxOhd9Q4dgFJLAk7gW0zKs4IwHKu1ulRUqoe9vA1.jpg

"นฤมล" มือนโยบายเศรษฐกิจ

หากจะเปรียบเทียบการเมืองไทยเป็นเกมหมากรุก นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ คือผู้ที่ทำหน้าที่วิเคราะห์กระดานและวางแผนการเคลื่อนไหวในเชิงนโยบาย เส้นทางของเธอเริ่มต้นจากการเป็นนักวิชาการที่มีประวัติการศึกษา ในระดับยอดมงกุฎ 

เธอจบการศึกษาปริญญาเอกด้านการเงิน (PhD in Finance) จาก Wharton School แห่ง University of Pennsylvania ซึ่งเป็นหนึ่งในโรงเรียนธุรกิจที่ดีที่สุดในโลก ก่อนจะกลับมารับราชการเป็น อาจารย์ ที่ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) และได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็น ศาสตราจารย์ ในวัยเพียง 42 ปี

บทบาทของ นฤมล ในช่วงแรกนั้นถูกจำกัดอยู่ในแวดวงวิชาการและการเป็นที่ปรึกษา ด้านการบริหารความเสี่ยงทางการเงินให้กับหน่วยงานต่างๆ แต่จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เธอเข้าสู่ "วงโคจร" ของอำนาจรัฐคือการได้ร่วมงานกับ "กลุ่ม 4 กุมาร" ซึ่งประกอบด้วย อุตตม สาวนายน, สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์, สุวิทย์ เมษินทรีย์ และ กอบศักดิ์ ภูตระกูล ภายใต้การนำของ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ ในขณะนั้น 

กลุ่มนี้คือ "ทีมเทคโนแครต" ที่รับผิดชอบการวางรากฐานนโยบายเศรษฐกิจให้กับรัฐบาล คสช. และต่อมาคือพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.)

นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หรือ อาจารย์แหม่ม
นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หรือ อาจารย์แหม่ม

จุดเริ่มต้น "พลังประชารัฐ" ความสัมพันธ์ "4 กุมาร"

เมื่อพรรคพลังประชารัฐถูกก่อตั้งขึ้น เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านจากรัฐบาลทหาร สู่รัฐบาลเลือกตั้ง นฤมล ถูกดึงตัวเข้ามาเพื่อช่วยสร้างความเชื่อมั่นในเชิง นโยบายเศรษฐกิจ เธอได้รับเลือกให้อยู่ใน บัญชีรายชื่อลำดับที่ 13 ของพรรค ในการเลือกตั้งปี 2562 ซึ่งสะท้อนถึงความสำคัญที่พรรคมีต่อเธอในฐานะ "หน้าตา" ของทีมเศรษฐกิจรุ่นใหม่ 

ในช่วงแรก นฤมล ทำงานใกล้ชิดกับ กลุ่ม 4 กุมาร โดยได้รับแต่งตั้งเป็น ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์) ซึ่งเป็นช่วงที่เธอมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนโครงการ "บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ" หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า "บัตรคนจน" ซึ่งกลายเป็นอาวุธสำคัญที่ทำให้พรรคพลังประชารัฐ สามารถเจาะฐานเสียงระดับรากหญ้าได้สำเร็จ

อย่างไรก็ตามเมื่อพรรคพลังประชารัฐก้าวเข้าสู่การเป็นรัฐบาลเต็มตัว เกิดความขัดแย้งระหว่างกลุ่ม "นักการเมืองอาชีพ" และกลุ่ม "เทคโนแครต" ภายในพรรคอย่างรุนแรง 

นฤมล พบว่าตัวเองอยู่ในจุดที่ต้องเลือก และเธอก็เลือกที่จะพัฒนาความสัมพันธ์กับขั้วอำนาจใหม่ภายในพรรค นั่นคือกลุ่มของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ และ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า

4 กุมาร พลังประชารัฐ
4 กุมาร พลังประชารัฐ

การเป็น "มันสมอง" ของ "ร.อ.ธรรมนัส"

หลังจากการลาออกของ "กลุ่ม 4 กุมาร" นฤมล ไม่ได้หายไปจากหน้าประวัติศาสตร์การเมือง แต่เธอกลับได้รับความไว้วางใจให้ทำหน้าที่สำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ขยับขึ้นมาดำรงตำแหน่ง โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ต้องใช้ทักษะในการสื่อสารและบริหารจัดการภาพลักษณ์ รัฐบาลประยุทธ์ 2

ต่อมาได้รับแต่งตั้งเป็น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงาน ในเดือนสิงหาคม 2563

ในช่วงเวลานี้เองที่ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เริ่มมีความแน่นแฟ้นและชัดเจนในเชิงยุทธศาสตร์ ในขณะที่ ร.อ.ธรรมนัส ทำหน้าที่เป็น "มือประสานสิบทิศ" และดูแล สส. ในพื้นที่ 

นฤมล ทำหน้าที่เป็น "มันสมอง" ในการทำ "นโยบายของกระทรวง" ให้กลายเป็นโครงการที่ "ตอบโจทย์ฐานเสียง" ของกลุ่มอำนาจนี้ เธอเริ่มมีบทบาทในการดูแลบัญชีการเงินของพรรค พปชร. ในฐานะ เหรัญญิก พปชร. ซึ่งเป็นตำแหน่งที่กุมหัวใจสำคัญของ กิจกรรมทางการเมือง

"ไผ่ ลิกค์" จาก "วันพอยท์" สู่สภาฯ

หาก นฤมล คือ ความสุขุมรอบคอบ-การวางแผน "ไผ่ ลิกค์" คือ ความเร็ว-แรง และการเข้าถึงปัญหาที่รวดเร็วเหมือนรถแข่งในสนามที่เขาเคยคลุกคลี "ไผ่ วันพอยท์" เป็นชื่อที่คนไทยคุ้นเคยกันดีในหน้าข่าวบันเทิงและวงการมอเตอร์สปอร์ต เขาเป็นลูกชายของ "เรืองวิทย์ ลิกค์" อดีต สส.กำแพงเพชร 8 สมัย และ รัฐมนตรีหลายกระทรวง ซึ่งเป็นสมาชิก กลุ่มบ้านเลขที่ 111 ที่ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองหลังการยุบพรรคไทยรักไทย

มรดกบ้านใหญ่ กำแพงเพชร

การเข้าสู่การเมืองของ ไผ่ ลิกค์ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นการรับช่วงต่อภารกิจจากครอบครัว เขาเติบโตมาในบรรยากาศของ "บ้านใหญ่" ที่ต้องดูแลทุกข์สุขของชาวบ้าน จ.กำแพงเพชร ตลอดเวลา 

เขาเริ่มลงสมัคร สส. ครั้งแรกในปี 2550 สังกัดพรรคพลังประชาชน แต่ไม่ได้รับเลือก จนกระทั่งในปี 2554 เขาสามารถชนะการเลือกตั้งในนามพรรคเพื่อไทย และกลายเป็น สส. สมัยแรก

ฉายา "ไผ่ วันพอยท์" มาจากการที่เขาเป็นหนึ่งในสมาชิกทีมแข่งรถชื่อดัง ความหลงใหลในเครื่องยนต์และความเร็วนี้เองที่หล่อหลอมให้เขามีสไตล์การทำงานที่ "ถึงลูกถึงคน" และกว้างขวางในกลุ่มนักธุรกิจและผู้มีอิทธิพลรุ่นใหม่ 

เมื่อสถานการณ์ทางการเมืองเปลี่ยนไปและ พรรคพลังประชารัฐ ก่อตัวขึ้นในปี 2561 ไผ่ ลิกค์ ตัดสินใจย้ายค่ายมาอยู่กับ พรรคพลังประชารัฐ เป็นจุดที่ทำให้เขาได้พบกับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า

ไผ่ ลิกค์
ไผ่ ลิกค์

"มือขวา" ที่ไว้ใจของ "ผู้กองธรรมนัส"

ในพรรคพลังประชารัฐ ร.อ.ธรรมนัส และ ไผ่ ลิกค์ กลายเป็นคู่หูที่ทำงานร่วมกันได้อย่างลงตัว ไผ่ได้รับมอบหมายให้เป็นรองเลขาธิการพรรค และต่อมาคือเลขาธิการพรรคในหลายวาระ (ทั้งในพรรคเศรษฐกิจไทยและกล้าธรรม) 

บทบาทของเขาคือการเป็น "มือประสานสิบทิศ" ที่แท้จริง เขามีอัธยาศัยดี คุยได้กับนักการเมืองทุกฝ่าย และเป็นคนที่ ร.อ.ธรรมนัส มอบหมายให้ทำหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยของ สส. ในกลุ่ม

ไผ่ ลิกค์ ยืนยันเสมอว่าเขาทำงานกับ ร.อ.ธรรมนัส มายาวนานกว่า 20 ปี และความสัมพันธ์นี้ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องการเมือง แต่เป็นความผูกพันที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาด้วยกันอย่างโชกโชน 

เมื่อเกิดวิกฤตที่ ร.อ.ธรรมนัส ถูกโจมตี ไผ่ ลิกค์ มักจะเป็นคนแรกๆ ที่ออกมา "กางปีกป้อง" และพร้อมที่จะเดิมพันอนาคตทางการเมืองเพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ของผู้นำกลุ่ม

ร.อ.ธรรมนัส
ร.อ.ธรรมนัส

ความขัดแย้ง ปมร้าว และ การปลดฟ้าผ่า

จุดหักเหที่รุนแรงที่สุดของกลุ่มนี้ เกิดขึ้นในเดือน กันยายน 2564 เมื่อความขัดแย้งระหว่าง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในขณะนั้น มาถึงจุดแตกหัก ผ่านกระแสข่าว "ล้มนายกฯ " ช่วงก่อนการ โหวตอภิปรายไม่ไว้วางใจ

ผลที่ตามมาคือการปลด ร.อ.ธรรมนัส จาก รมช.เกษตรและสหกรณ์ และปลด นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ จาก รมช.แรงงาน ชนิดที่ว่า "ปลดฟ้าผ่า"

ในช่วงเวลาแห่งความสับสนนี้ ไผ่ ลิกค์ เลือกที่จะเดินตาม ร.อ.ธรรมนัส ออกมาตั้งหลักใหม่ ใช้เวลาสั้นๆ ในพรรคเศรษฐกิจไทย ก่อนจะกลับเข้าสู่พรรคพลังประชารัฐอีกครั้งเมื่อ พล.อ.ประวิตร ต้องการดึง ร.อ.ธรรมนัส กลับมาช่วยคุมพรรคสำหรับการเลือกตั้งปี 2566

ก่อกำเนิด "พรรคกล้าธรรม" สมการอำนาจใหม่สีเขียว

หลังจากการเลือกตั้งปี 2566 และการจัดตั้งรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทย กลุ่มของ ร.อ.ธรรมนัส ได้รับบทบาทสำคัญในการคุมกระทรวงเกรดเอ อย่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 

อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งภายในพรรคพลังประชารัฐระหว่าง "สายลุงป้อม" และ "สายผู้กอง" เริ่มคุกรุ่น จนในที่สุด ร.อ.ธรรมนัส ตัดสินใจนำ สส. ในสังกัดกว่า 20 คน แยกทางอย่างเด็ดขาดกับ พล.อ.ประวิตร

นี่คือจุดเริ่มต้นที่แท้จริงของ "พรรคกล้าธรรม" ซึ่งมี "นฤมล ภิญโญสินวัฒน์" เป็น หัวหน้าพรรค และ "ไผ่ ลิกค์" เป็น เลขาธิการพรรค ซึ่งต่อมาได้เข้าร่วมรัฐบาลกับ รัฐบาลเพื่อไทย และ รัฐบาลอนุทิน 1 ตามลำดับ ได้รับตำแหน่ง รมว.เกษตรและสหกรณ์ และ รมว.ศึกษาธิการ ส่วน ไผ่ ลิกค์ ติดเรื่องคุณสมบัติ รมต.

พรรคกล้าธรรม
พรรคกล้าธรรม

"มันสมอง" และ "มือขวา" ในบ้านหลังใหม่

ในพรรคกล้าธรรม นฤมล ทำหน้าที่วางโครงสร้างเชิงสถาบันให้กับพรรค เธอไม่ใช่เพียงแค่อาจารย์สอนการเงินอีกต่อไป แต่คือ "หัวหน้าพรรค" ที่ต้องเจรจากับพรรคร่วมรัฐบาล และ วางยุทธศาสตร์นโยบายที่สามารถนำไปใช้หาเสียงได้ทั่วประเทศ 

เธอเป็นผู้ที่ให้ความมั่นใจกับสาธารณชนว่า "พรรคกล้าธรรม" ไม่ใช่เพียงแค่ "พรรคเฉพาะกิจ" แต่เป็นพรรคที่มีความพร้อมทั้งบุคลากรและนโยบาย

ส่วน ไผ่ ลิกค์ รับหน้าที่เป็น "ผู้จัดการหลังบ้าน" ในฐานะเลขาธิการพรรค บริหารจัดการความต้องการของ สส. ในกลุ่ม และทำหน้าที่ประสานงานกับกลุ่ม "บ้านใหญ่" อื่นๆ ทั่วประเทศ เพื่อดึงตัวเข้ามาร่วมงานในการเลือกตั้งปี 2569 

ไผ่ ลิกค์ เคยกล่าวว่า พรรคกล้าธรรม อาจจะเป็นชื่อใหม่ แต่คนทำงานคือคนที่คร่ำหวอดทางการเมืองมานานกว่า 20-30 ปี ซึ่งนี่คือจุดแข็งที่พรรคใหม่พรรคอื่นไม่มี

อาจพูดได้ว่า เส้นทางทางการเมืองของ นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ และ ไผ่ ลิกค์ คือภาพสะท้อนที่ชัดเจนของการเมืองไทยร่วมสมัย นฤมล แสดงให้เห็นว่านักวิชาการสามารถอยู่รอด-เติบโตในโลกการเมืองที่เชี่ยวกรากได้ หากรู้จักการปรับตัวและหา "ขั้วอำนาจ" ที่ส่งเสริมความสามารถของตนเอง

ส่วน ไผ่ ลิกค์ คือเครื่องยืนยันว่า ระบบ "บ้านใหญ่" และความสัมพันธ์ส่วนตัว ยังคงเป็นหัวใจสำคัญของการเมืองไทยที่ไม่เคยจางหายไป

เมื่อ "มันสมอง" ที่เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ มาผนวกกับ "มือขวา" ที่เข้าถึงชาวบ้าน จึงเป็น 2 ขุนพลหลัก ของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ผู้สถาปนา "อำนาจขั้วที่ 4" ขึ้นมา

อ้างอิง

spacebar / thairath / thansettakij / thaipbs / kpi / bangkokbiznews / thestandard / thairath / /thestandard / siamrath / ch3plus / thematter / thaipbs / today /thematter /

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์