ภาพจำทางการเมืองของภาคใต้และพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เคยวางอยู่บนเสาหลักสองต้นที่ดูเหมือนยากจะโค่นล้ม เสาต้นแรก คือความผูกพันเชิงอุดมการณ์อันยาวนานหลายทศวรรษ ที่มีต่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสถาบันการเมืองหลักของคนใต้
เสาต้นที่สอง คือ ความศรัทธาทางวัฒนธรรมและอัตลักษณ์เฉพาะถิ่น ที่ค้ำจุน พรรคประชาชาติ ในแถบปลายด้ามขวาน แต่การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมากลับล้มเสาหลักทั้ง 2 ต้น เมื่อ พรรคภูมิใจไทย - พรรคกล้าธรรมนกอ สามารถกวาดที่นั่ง สส. ในพื้นที่ภาคใต้มาได้จำนวนมาก
การย้ายค่ายสลับขั้วในการเลือกตั้งระดับชาติที่ผ่านมา ทำให้แผนที่การเมืองปักษ์ใต้เปลี่ยนเฉดสีอย่างเด่นชัด โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ ครม.สัญจรเดินทางไปเพื่อพิจารณาโครงการพัฒนาพื้นที่อย่าง สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และ สตูล
การเดินสายจัดประชุม คณะรัฐมนตรีสัญจร ในพื้นที่ภาคใต้ ไม่เพียงแต่เป็นการประชุม ครม. นอกศูนย์กลางอำนาจรัฐเท่านั้น แต่ยังสามารถมองในเรื่องยุทธศาสตร์ของ พรรคภูมิใจไทย ที่ลงไปกระชับอำนาจในพื้นที่อีกด้วย
สงขลา 'บุญญามณี' VS 'ขาวทอง'
ศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและการเมืองของภาคใต้อย่าง จ.สงขลา กลายเป็นลานประลองที่ตอกย้ำความแตกแยกภายใน ค่ายสีฟ้า เดิมอย่างรุนแรง
ฝั่ง ตระกูลบุญญามณี แห่งบ้านใหญ่เขารูปช้าง ได้วางเดิมพันทางการเมืองร่วมกับค่ายสีน้ำเงิน พรรคภูมิใจไทย ขณะที่ ตระกูลขาวทอง ภายใต้การนำของ เดชอิศม์ ขาวทอง หรือ นายกชาย ได้ตัดสินใจพาเครือข่ายย้ายฐานกำลังเข้าสังกัด พรรคกล้าธรรม เพื่อสร้างฐานที่มั่นใหม่
การขับเคี่ยวกันระหว่างสองตระกูลใหญ่ส่งผลให้ดุลกำลัง สส. จังหวัดสงขลา ตกเป็นของ พรรคภูมิใจไทย 4 ที่นั่ง พรรคกล้าธรรม 3 ที่นั่ง ขณะที่ พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเคยผูกขาดพื้นที่ เหลือเพียง 2 ที่นั่ง
‘สตูล’ อาณาจักร ‘เลียงประสิทธิ์’ ใต้ร่มเงาสีน้ำเงิน
จ.สตูล เป็นภาพสะท้อนของการผนวก ทุนท้องถิ่น เข้ากับ อำนาจรัฐส่วนกลาง ได้อย่างกลมกลืนที่สุด ตระกูลเลียงประสิทธิ์ หรือกลุ่มธุรกิจเกียรติเจริญชัย ซึ่งครอบคลุมกิจการประมง ท่าเรือ ขนส่ง และรับเหมาก่อสร้าง
ภายใต้การนำของ สมเกียรติ เลียงประสิทธิ์ (โกเกียรติ) และ สัมฤทธิ์ เลียงประสิทธิ์ (โกเตี๋ยน) ได้วางรากฐานการเมืองท้องถิ่นไว้อย่างมั่นคง
เพื่อผลักดันคนรุ่นใหม่อย่าง วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ (โกแพ) สู่เวทีระดับชาติในนาม พรรคภูมิใจไทย ตระกูลเลียงประสิทธิ์ ไม่เพียงแต่กวาดชัยชนะยก จ.สตูล ทั้ง 2 เขตเลือกตั้ง แต่ยังส่งผลให้ โกแพ ก้าวขึ้นสู่เก้าอี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ส่งผลให้ค่ายสีน้ำเงินครอบครองพื้นที่ชายฝั่งอันดามันแห่งนี้อย่างเด็ดขาด
‘ยะลา’ ฐานที่มั่นสุดท้าย ‘ประชาชาติ’
ท่ามกลางกระแสการรุกคืบของ กลุ่มทุน และอำนาจใหม่ จ.ยะลา ยังคงเป็นปราการที่แข็งแกร่งที่สุดของ พรรคประชาชาติ ภายใต้ร่มเงาบารมีของ ตระกูลมะทา นำโดย วันมูหะมัดนอร์ มะทา ที่ปรึกษานายกฯ (อนุทิน) และ มุขตาร์ มะทานายก อบจ.ยะลา
สายสัมพันธ์ทางอัตลักษณ์ ศาสนา และการทำงานร่วมกับผู้นำท้องถิ่นอย่างยาวนาน ทำให้ พรรคประชาชาติ ยังคงได้รับความไว้วางใจจากประชาชนอย่างเหนียวแน่น ส่งผลให้สามารถกวาดเก้าอี้ สส.ยะลา ยกจังหวัด 3 เขตเลือกตั้ง แต่กระนั้นในเขตเลือกตั้งอื่นๆใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ พรรคประชาชาติ ต้องเสียเก้าอี้ สส. ให้กับ พรรคภูมิใจไทย และ กล้าธรรม
นราธิวาส ‘มะยูโซ๊ะ’ VS ‘ยาวอหะซัน’
สมรภูมิ จ.นราธิวาส เกิดการเปลี่ยนผ่านที่ชัดเจนที่สุด เมื่อ ตระกูลมะยูโซ๊ะ นำโดย สัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ (บีลา) และ อามินทร์ มะยูโซ๊ะ ซึ่งนำทัพเข้าสังกัด พรรคกล้าธรรม สามารถขยายอิทธิพลเข้ายึดครองพื้นที่อำเภอชายแดนและเขตเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การรุกคืบนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อบ้านใหญ่ดั้งเดิมอย่าง ตระกูลยาวอหะซัน ของ กูเซ็ง ยาวอหะซัน นายก อบจ.นราธิวาส พันธมิตรของ พรรคประชาชาติ ที่ต้องเผชิญกับความปราชัยในหลายเขตสำคัญ
ผลการเลือกตั้งทำให้ จ.นราธิวาส ตกอยู่ใต้การครองเสียงของ พรรคกล้าธรรม 3 ที่นั่ง พรรคภูมิใจไทย 1 ที่นั่ง ขณะที่ พรรคประชาชาติรักษาเก้าอี้ไว้ได้เพียง 1 ที่นั่ง นั่นคือ สส.กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สะท้อนให้เห็นว่า บ้านใหญ่สายใหม่ สามารถแทรกบารมี บ้านเดิม ได้
ปัตตานี ในวันที่ ‘เศรษฐ์ อัลยุฟรี’ หนุนสีน้ำเงิน
ความสำเร็จของพรรคภูมิใจไทยใน จ.ปัตตานี ไม่ได้เกิดจากกระแสความนิยมต่อตัวพรรคเพียงลำพัง แต่เกิดจากการดึงแนวร่วมทางยุทธศาสตร์ระดับท้องถิ่น โดยมี เศรษฐ์ อัลยุฟรี นายก อบจ.ปัตตานี หลายสมัย เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการจัดทัพและเชื่อมโยงเครือข่ายผู้นำชุมชน
การเปลี่ยนท่าทีของ นายกฯ เศรษฐ์ จากอดีตพันธมิตรของ พรรคประชาชาติ มาเป็นแรงหนุนหลักให้แก่ ค่ายสีน้ำเงิน ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการเปลี่ยนทิศทางคะแนนเสียง
การประสานระหว่างฐานอำนาจท้องถิ่นของ บ้านใหญ่อัลยุฟรี และ พรรคภูมิใจไทย ส่งผลให้ ภูมิใจไทย คว้าเก้าอี้ สส. ปัตตานี ไปครองถึง 4 ที่นั่ง ปล่อยให้ พรรคกล้าธรรม แทรกเข้ามาได้ 1 ที่นั่ง ปิดฉาก พรรคประชาชาติ ใน จ.ปัตตานี อย่างสมบูรณ์
ปรากฏการณ์ที่ กลุ่มบ้านใหญ่ในภาคใต้ พากันย้ายสังกัดสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของการเมืองไทย 3 มิติ
มิติแรก คือ การเปลี่ยนแกนของ ระบบอุปถัมภ์ จากการยึดโยงกับอุดมการณ์พรรค ไปสู่การยึดโยงกับอำนาจการบริหารราชการแผ่นดิน พรรคประชาธิปัตย์ ที่เคยเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนใต้ประสบภาวะถดถอย เนื่องจากขาดอำนาจในการจัดสรรงบประมาณขนาดใหญ่ลงสู่พื้นที่
ส่งผลให้ตระกูลการเมืองต่างๆ ต้องมองหาพรรคการเมืองที่กุมกระทรวงสำคัญ เช่น กระทรวงมหาดไทย และ คมนาคม เพื่อนำงบประมาณและโครงการพัฒนาเข้ามาหล่อเลี้ยงฐานเสียงตนเอง
มิติที่สอง คือการหลอมรวมอย่างไร้รอยต่อ ระหว่างกลไกการเมืองท้องถิ่นกับการเมืองระดับชาติ กลยุทธ์ที่ทำให้ พรรคภูมิใจไทย และ พรรคกล้าธรรม ประสบความสำเร็จ ไม่ใช่การสร้างกระแสนิยมทางอุดมการณ์ แต่เป็นการ สร้างพันธมิตร กับ นายก อบจ. และ ผู้นำท้องถิ่น
ดังที่เห็นได้ชัดเจนจากกรณีของ ตระกูลเลียงประสิทธิ์ ใน จ.สตูล และ เศรษฐ์ อัลยุฟรี ใน จ.ปัตตานี ผ่านเครือข่ายผู้นำท้องถิ่น กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน
มิติสุดท้าย คือ การปะทะกันระหว่าง การเมืองเชิงอัตลักษณ์ กับ การเมืองเชิงทรัพยากร แม้ พรรคประชาชาติ จะยังคงรักษา จ.ยะลา ไว้ได้ด้วยบารมีของ ตระกูลมะทา แต่ความพ่ายแพ้ใน จ.นราธิวาส และการถูกเจาะฐานที่มั่นใน จ.ปัตตานี
แสดงให้เห็นว่า มิติทางอัตลักษณ์ และ ประเด็นความมั่นคงเพียงอย่างเดียว เริ่มมีข้อจำกัดในการรับมือกับพลังของ กลุ่มอำนาจใหม่ ที่ใช้การจัดสรรทรัพยากรและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานลงสู่พื้นที่
สมรภูมิภาคใต้ แสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดว่าการเมืองด้ามขวานไม่ได้ถูกผูกขาดด้วยมนต์ขลังของพรรคการเมืองดั้งเดิมอีกต่อไป แต่ขับเคลื่อนด้วย การเมืองเชิงปฏิบัติการของบ้านใหญ่ ที่พร้อมปรับตัวและสลับข้างเพื่อเข้าหา ศูนย์กลางอำนาจรัฐ






