ทำไม ‘กระทรวงเกษตรฯ’ เป็น 'เกรด A’ ย้อน 3 รัฐมนตรี 3 โครงการโลกไม่ลืม

24 ก.พ. 2569 - 17:46

  • ย้อน "กระทรวงเกษตรฯ" เป็น "เกรด A" มีงบมหาศาลหลักแสนล้าน ถูกใช้เป็นเครื่องมือ-สร้างฐานอำนาจการเมือง ผ่าน "นโยบายประชานิยม" ถูกวิจารณ์เอื้อกลุ่มทุน ทิ้งภาระหนี้สินให้เกษตรกร

ทำไม ‘กระทรวงเกษตรฯ’ เป็น 'เกรด A’ ย้อน 3 รัฐมนตรี 3 โครงการโลกไม่ลืม

ในภูมิทัศน์การเมืองไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไม่ได้เป็นเพียงหน่วยงานที่มีหน้าที่กำดูแลการเพาะปลูกหรือการปศุสัตว์เพียงเท่านั้น แต่ในแง่นักประวัติศาสตร์การเมือง กระทรวงแห่งนี้คือสมรภูมิแห่งการแย่งชิงทรัพยากร พื้นที่แห่งการสร้างฐานเสียง และศูนย์กลางของงบประมาณมหาศาลที่ผูกโยงอยู่กับชะตากรรมของประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ 

การดำรงอยู่ในฐานะ กระทรวงเกรด A มิได้เป็นเพียงการจำแนกตามลำดับความสำคัญในคณะรัฐมนตรี แต่เป็นผลมาจากโครงสร้างอำนาจที่อนุญาตให้ผู้ถือครองตำแหน่งรัฐมนตรี สามารถเข้าถึงกลไกการกระจายทรัพยากรดิน น้ำ และทุน ไปยังระดับรากหญ้า ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของระบบอุปถัมภ์ และการเมืองเชิงพื้นที่ของไทยมาอย่างยาวนาน

นิยาม-ความสำคัญ "กระทรวงเกรด A" ในบริบทการเมืองไทย

การจัดอันดับ "เกรด" ของกระทรวงในประเทศไทยมิได้มีระบุไว้ในกฎหมายบริหารราชการแผ่นดิน แต่เป็นที่รับรู้กันในหมู่นักการเมืองและผู้สังเกตการณ์ทางการเมืองว่า กระทรวงเกรด A คือหน่วยงานที่มีลักษณะร่วมกันสามประการ คือ มีงบประมาณรายจ่ายประจำปีสูง มีการจัดซื้อจัดจ้างขนาดใหญ่ และกุมนโยบายที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของคนจำนวนมาก

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าข่ายนิยามนี้อย่างเบ็ดเสร็จ เนื่องจากเป็นหน่วยงานที่ดูแลประชากรภาคเกษตรกรรม ซึ่งมีสัดส่วนเป็นแรงงานถึงร้อยละ 30 ของประเทศ และในบางภูมิภาค เช่น ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สัดส่วนแรงงานในภาคเกษตรอาจสูงถึงร้อยละ 53

ความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของกระทรวงนี้ สะท้อนผ่านตัวเลขงบประมาณรายจ่ายประจำปีที่ติดอันดับ 1 ใน 10 ของประเทศมาอย่างต่อเนื่อง โดยในปีงบประมาณ 2568 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับการจัดสรรงบประมาณรวมทั้งสิ้น 123,149 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ประมาณ 4,726 ล้านบาท

งบประมาณเหล่านี้มิได้เพียงใช้เพื่อจ่ายเงินเดือนข้าราชการ แต่ถูกเปลี่ยนเป็นโครงการก่อสร้างแหล่งน้ำ การแจกจ่ายพันธุ์สัตว์ การอุดหนุนราคาพืชผล และการจัดหาปัจจัยการผลิต ซึ่งล้วนเป็นกลไกที่นักการเมืองสามารถนำมาแปรเปลี่ยนเป็นคะแนนเสียงได้อย่างเป็นรูปธรรม

"กรมชลประทาน" อัญมณีบนยอดมงกุฎ กระทรวงเกษตรฯ

ภายในโครงสร้างของกระทรวงเกษตรฯ "กรมชลประทาน" ถือเป็นหน่วยงานที่มีอิทธิพลและงบประมาณสูงที่สุดอย่างโดดเด่น ในปีงบประมาณ 2568 กรมชลประทานได้รับงบประมาณรายจ่ายบุคลากรสูงถึง 5,393.21 ล้านบาท ซึ่งสูงที่สุดในบรรดากรมทั้งหมดในสังกัด 

แต่สิ่งที่ทำให้กรมนี้มีความสำคัญทางการเมืองอย่างยิ่งยวดคืองบประมาณรายจ่ายลงทุนและงบบูรณาการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งมักจะมีมูลค่าหลายหมื่นล้านบาทต่อปี ตัวอย่างเช่นในปีงบประมาณ 2567 กรมชลประทานมีงบประมาณรายจ่ายรวมถึง 81,118.28 ล้านบาท และเพิ่มขึ้นเป็น 82,989.22 ล้านบาทในปี 2568

อำนาจในการตัดสินใจสร้างอ่างเก็บน้ำ คลองส่งน้ำ หรือเขื่อนในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง มิใช่เพียงเรื่องของวิศวกรรมชลประทานเท่านั้น แต่คือการสร้าง "บุญคุณ" ทางการเมืองต่อเกษตรกร ในพื้นที่ที่ต้องการน้ำเพื่อการเพาะปลูก และยังเป็นช่องทางในการกระจายงานจัดซื้อจัดจ้างไปยัง "กลุ่มทุนรับเหมาก่อสร้าง" ในท้องถิ่น ซึ่งมักมีความสัมพันธ์อันดีกับนักการเมืองเจ้าของพื้นที่ 

การบริหารจัดการน้ำ จึงเป็นทั้งศาสตร์ของการชลประทานและศิลปะของการรักษาฐานอำนาจรัฐ

กรณีอื้อฉาว สปก. 4-01 เมื่อการปฏิรูปที่ดินกลายเป็น "วิกฤตจริยธรรม"

หน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่สำคัญที่สุดกรณีหนึ่งคือ วิกฤตการณ์ สปก. 4-01 ซึ่งเกิดขึ้นในยุครัฐบาล ชวน หลีกภัย เมื่อปี 2537 นโยบายการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (สปก.) มีเจตนารมณ์ดั้งเดิมเพื่อจัดสรรที่ดินในเขตป่าสงวนที่เสื่อมโทรมให้แก่เกษตรกรผู้ยากไร้ที่ไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง 

โดยรัฐบาลประกาศเป้าหมายในการกระจายสิทธิการถือครองที่ดิน ให้ได้ปีละ 4 ล้านไร่

อย่างไรก็ตาม ประเด็นความอื้อฉาวเริ่มขึ้นเมื่อมีการตรวจพบว่าเอกสารสิทธิ สปก. 4-01 ในจังหวัดภูเก็ต จำนวนมากถูกมอบให้กับบุคคลที่มีฐานะร่ำรวยและนักธุรกิจชื่อดัง มิใช่เกษตรกรผู้ยากไร้ตามวัตถุประสงค์ของกฎหมาย เช่น ตระกูลดังใน ภูเก็ต รวม 10 ราย ได้รับที่ดินรวมกันหลายร้อยไร่ 

การตรวจสอบพบว่าพื้นที่บางส่วนที่นำมาจัดสรรยังมีสภาพเป็นป่าที่ค่อนข้างสมบูรณ์ และการตีความคำว่า "เกษตรกร" ของเจ้าหน้าที่รัฐในขณะนั้นเปิดช่องให้ผู้ที่มีรายได้มหาศาลจากธุรกิจอื่น สามารถขอรับสิทธิในที่ดินของรัฐได้

กลไกการพังทลายของ "รัฐบาลชวน" จากกรณี สปก. 4-01

กรณี สปก. 4-01 มิได้หยุดอยู่เพียงแค่การสอบสวนทางปกครอง แต่ลุกลามเป็นวิกฤตการณ์ทางการเมืองครั้งใหญ่ เมื่อฝ่ายค้านนำโดยกลุ่มนักการเมือง "กลุ่ม 16" เช่น เนวิน ชิดชอบ และ สุชาติ ตันเจริญ ได้ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล 

แรงกดดันจากการอภิปรายทำให้รัฐมนตรีในกระทรวงเกษตรฯ คือ นิพนธ์ พร้อมพันธุ์ และ สุเทพ เทือกสุบรรณ ต้องลาออกจากตำแหน่ง

วิกฤตนี้มาถึงจุดสูงสุดเมื่อพรรคร่วมรัฐบาลอย่าง พรรคพลังธรรม ซึ่งชูภาพลักษณ์เรื่องความซื่อสัตย์สุจริต มีมติ "งดออกเสียง" ในการลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาล เนื่องจากไม่พอใจคำชี้แจงของรัฐบาลเกี่ยวกับกรณีดังกล่าว 

ทำให้ ชวน หลีกภัย ต้องตัดสินใจ ประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎร ในวันที่ 19 พฤษภาคม 2538เพียงหนึ่งชั่วโมงก่อนการลงมติจะเริ่มขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงความพ่ายแพ้ในสภา 

กรณีนี้จึงเป็นบทเรียนที่ชัดเจนที่สุดว่า การบริหารจัดการทรัพยากรที่ดินในกระทรวงเกษตรฯ หากขาดความโปร่งใสและขัดต่อความรู้สึกของสังคม ย่อมสามารถนำไปสู่จุดจบของรัฐบาลได้

โครงการ "โคล้านตัว" จากนโยบาย "แก้จน" สู่มรดกหนี้สิน-วัวป่วย

โครงการ "โคล้านตัว" หรือชื่อเต็มคือ โครงการส่งเสริมการเลี้ยงโคเนื้อล้านครอบครัว เป็นหนึ่งในนโยบายประชานิยมที่โดดเด่นที่สุดของรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ในปี 2547 โดยมี สมศักดิ์ เทพสุทิน เป็นรัฐมนตรี ที่ขับเคลื่อนนโยบายนี้อย่างแข็งขัน 

แนวคิดหลักคือการสนับสนุนให้เกษตรกร กู้เงินจากกองทุนหมู่บ้านหรือสถาบันการเงินของรัฐ เพื่อนำไปซื้อแม่พันธุ์วัวมาเลี้ยง โดยเชื่อว่าวัวจะตกลูกและสร้างรายได้ต่อเนื่อง จนเกษตรกรสามารถปลดหนี้และร่ำรวยได้ในอนาคต

อย่างไรก็ดี การนำนโยบายไปปฏิบัติกลับเผชิญกับอุปสรรคอย่างรุนแรง เกษตรกรจำนวนมากที่เข้าร่วมโครงการได้รับวัวที่มีสภาพไม่สมบูรณ์ เป็นโรค หรือไม่ตรงตามสายพันธุ์ที่ระบุไว้ในสัญญา บางพื้นที่วัวล้มตายก่อนจะให้ลูกตัวแรก ทำให้เกษตรกรที่เดิมทีก็มีหนี้สินอยู่แล้ว ต้องแบกรับภาระหนี้กู้ยืมเงินค่าซื้อวัวเพิ่มเติม 

รายงานการตรวจสอบจาก สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และงานวิจัยเชิงนโยบาย ระบุว่า โครงการขาดการเตรียมความพร้อมด้านการให้ความรู้แก่เกษตรกรและการบริหารความเสี่ยงด้านปศุสัตว์ ทำให้หนี้เสียในกลุ่มเกษตรกรพุ่งสูงขึ้น

วิกฤตการณ์ "ทุจริตปุ๋ย" เมื่อ "ปัจจัยการผลิต" กลายเป็น "เครื่องมือแสวงหาผลประโยชน์"

ปัญหาเรื่องปุ๋ยเป็นอีกหนึ่ง "แผลเป็น" ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า

การทุจริตในกลุ่มนี้มักมีลักษณะเป็นการ "ฮั้วประมูล" และการล็อกสเปกให้ บริษัทเอกชนบางกลุ่มได้รับงานจัดซื้อจัดจ้างในระดับ ร้อยล้านถึงพันล้านบาท

ในคดีที่สร้างแรงสั่นสะเทือนที่สุดคือ กรณี ชูชีพ หาญสวัสดิ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ และ วิทยา เทียนทอง อดีตเลขานุการรัฐมนตรีฯ ที่ถูกศาลฎีกาพิพากษาจำคุกคนละ 6 ปี ฐาน ทุจริตจัดซื้อปุ๋ย 1.3 แสนตัน มูลค่า 407 ล้านบาท 

พฤติการณ์ในคดีพบว่ามีการเร่งรีบอนุมัติโครงการทั้งที่มีคำเตือนเรื่องความไม่โปร่งใส และปุ๋ยที่จัดซื้อมามักถูกร้องเรียนว่ามีสภาพเสื่อมคุณภาพหรือเป็นปุ๋ยปลอม ซึ่งไม่เพียงแต่ทำให้รัฐสูญเสียเงินงบประมาณ แต่ยังทำลายโครงสร้างดินและผลผลิตของเกษตรกรอย่างประเมินค่าไม่ได้

โครงสร้างการผูกขาด - การสวมสิทธิในวงการปุ๋ย

การทุจริตปุ๋ยมีความซับซ้อนมากกว่าการรับเงินใต้โต๊ะ แต่เป็นการวางโครงสร้างผ่านเครือข่ายสหกรณ์ลูกค้า ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ทั่วประเทศ

โดยมีการเชื่อมโยงกับบริษัทปุ๋ยยักษ์ใหญ่ ที่มีนักการเมืองหรือผู้มีอิทธิพลเป็นที่ปรึกษา กลไกนี้ช่วยให้บริษัทเหล่านี้สามารถระบายปุ๋ยจำนวนมหาศาล ผ่านโครงการสนับสนุนของรัฐ แม้ปุ๋ยเหล่านั้นจะไม่ได้มาตรฐาน หรือมีการบวกราคาเพิ่มขึ้น จากราคาท้องตลาดหลายสิบเปอร์เซ็นต์ 

วงจรนี้ทำให้ "งบอุดหนุนปุ๋ย" ที่รัฐบาลมักใช้หาเสียง กลายเป็นงบประมาณที่โอนย้ายจากคลังหลวงไปสู่กระเป๋าของกลุ่มทุนปุ๋ย โดยผ่านมือเกษตรกรเพียงชั่วคราวเท่านั้น

ประวัติศาสตร์การเมืองของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ผ่าน 3 นโยบายอื้อฉาว สปก. 4-01, โคล้านตัว, และทุจริตปุ๋ย ได้สะท้อนให้เห็นถึงพลวัตที่เปลี่ยนไปของรัฐไทย จากรัฐที่เน้นการกำกับดูแลการผลิตสู่รัฐที่ใช้นโยบายประชานิยม เป็นเครื่องมือหลักในการรักษาฐานอำนาจ 

การที่กระทรวงนี้ดำรงสถานะ "เกรด A" มิใช่เพราะความสำเร็จในการพัฒนาภาคเกษตรกรรม แต่เป็นเพราะอำนาจในการจัดสรรทรัพยากร ที่ดิน น้ำ และทุน ซึ่งยังคงเป็นปัจจัยชี้ขาดในสมรภูมิการเลือกตั้งของไทย

พลวัต "นโยบายวัว" จากอดีตสู่ปัจจุบัน การกลับมาของ "โคแสนล้าน"

แม้โครงการในยุค 2547 จะถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก แต่แนวคิดเรื่องการใช้ "วัว" เป็นเครื่องมือแก้จนยังคงดำรงอยู่ในดีเอ็นเอของนักการเมืองไทย ในปี 2567 สมศักดิ์ เทพสุทิน ในฐานะรองนายกรัฐมนตรี ได้ผลักดันโครงการ "โคแสนล้าน" (นำร่อง) โดยใช้กลไกของกองทุนหมู่บ้านในการให้สินเชื่อครัวเรือนละ 50,000 บาท แก่สมาชิก 100,000 ครัวเรือนเพื่อซื้อแม่วัว

ความพยายามในการคืนชีพนโยบายนี้ถูกตั้งคำถามจากฝ่ายค้านและภาคประชาชนว่า จะเป็นการซ้ำรอยประวัติศาสตร์ "วัวตาย หนี้ยังอยู่" หรือไม่ ?

การวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์ บ่งชี้ว่า หากรัฐส่งเสริมการเลี้ยงวัวจำนวนมหาศาลโดยไม่มีตลาดรองรับที่ชัดเจน อาจนำไปสู่ภาวะ "ฟองสบู่โคเนื้อ" ที่จะทำลายกลไกราคาในระยะยาว

อย่างไรก็ตามในปัจจุบันเริ่มมีสัญญาณของการเปลี่ยนแปลง ผ่านการใช้เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ (GIS) และข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมเพื่อตรวจสอบพื้นที่เพาะปลูกจริง ซึ่งจะช่วยลดโอกาสในการทุจริตประเภท "นาลม" หรือการสวมสิทธิเกษตรกร 

การยกระดับกระทรวงเกษตรฯ ให้เป็น กระทรวงเกรด A ในเชิงคุณภาพมิใช่เพียงปริมาณงบประมาณ จำเป็นต้องอาศัยการปฏิรูปโครงสร้างข้อมูล เพื่อให้การอุดหนุนเข้าถึงเกษตรกรตัวจริง และการยกเลิกวิสัยทัศน์ระยะสั้นแบบประชานิยม ที่มักลงเอยด้วยคดีความและความเสียหายต่อระบบการคลังของประเทศ 

บทเรียนจากอดีตได้พิสูจน์แล้วว่า นโยบายที่มุ่งหวังเพียงคะแนนเสียง โดยปราศจากความโปร่งใส ท้ายที่สุดย่อมนำไปสู่ความเสื่อมถอยทั้งของ "ผู้กำหนดนโยบาย" และชีวิตความเป็นอยู่ของ "เกษตรกร" เอง

อ้างอิง

workpointtoday / bot / opt-news / isranews / bangkokbiznews / thairath / agrinewsthai / rid / moac / thaijo / kpi / waymagazine / kpi / workpointtoday / prd / prd / tdri / thestandard / infocenter / thansettakij / mgronline / isranews / ftawatch / dsi / elibrary / ethesisarchive /

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์