ย้อนรอย '5 รัฐมนตรี' อดีต 'ตำรวจ' ข้างกาย 'นายกฯ' พัฒนาการใช้ 'อำนาจรัฐ'

15 ก.ค. 2569 - 09:04

  • เจาะลึกเส้นทาง 5 อดีตนายตำรวจ ที่ผันตัวสู่เก้า 'อี้รัฐมนตรี' ภาพสะท้อนการเปลี่ยนผ่าน 'ใช้อำนาจรัฐ' จากยุค 'รัฐตำรวจ' สู่ยุคต่อสู้ในระบบรัฐสภา-จัดระเบียบสังคม ผ่านหลัก 'นิติศาสตร์' สู่ยุค 'ผู้บังคับใช้กฎหมายระดับนโยบาย'

ย้อนรอย '5 รัฐมนตรี' อดีต 'ตำรวจ' ข้างกาย 'นายกฯ' พัฒนาการใช้ 'อำนาจรัฐ'

ในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย ความเชื่อมโยงระหว่าง "ข้าราชการสีกากี" และ "ทำเนียบรัฐบาล" เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและน่าสนใจยิ่ง เครื่องแบบตำรวจและกลไกการสืบสวนสอบสวนมักถูกใช้เป็น ฐานอำนาจสำคัญ ในการก้าวเข้าสู่ ตำแหน่งรัฐมนตรี เพื่อควบคุมกระทรวงหลักที่มีบทบาทต่อเสถียรภาพและความมั่นคงของประเทศ 

การศึกษาเส้นทางชีวิต บทบาท และคดีประวัติศาสตร์ของ 5 รัฐมนตรี อดีตตำรวจ ได้แก่ พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์, ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง, ร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์, พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง และ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ จะช่วยให้เข้าใจถึงพลวัตการเปลี่ยนแปลงของการใช้อำนาจรัฐ ในแต่ละยุคสมัยได้อย่างลึกซึ้ง

พล.ต.อ.เผ่า ยุคทอง "รัฐตำรวจ-อัศวินผยอง"

หากจะกล่าวถึงผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในประวัติศาสตร์ตำรวจไทย คงไม่มีนามใดโดดเด่นไปกว่า พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ อดีตอธิบดีกรมตำรวจ และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ในรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม พล.ต.อ.เผ่า คือผู้สถาปนา "รัฐตำรวจ" 

ที่ทำให้กองทัพตำรวจแข็งแกร่งจนแทบจะเทียบเท่ากองทัพบก โดยมีการติดอาวุธหนัก มีหน่วยยานเกราะ และกองกำลังสนับสนุนทางอากาศ จนถูกขนานนามว่าเป็น "กองทัพที่สี่"

การสร้างระบบ "ตำรวจอัศวิน" ซึ่งเป็นหน่วยเฉพาะกิจที่มีความภักดีสูง และการดำเนินนโยบายปราบปรามศัตรูทางการเมืองอย่างเด็ดขาดภายใต้วาทกรรมอันลือลั่นที่ว่า "ภายใต้ดวงอาทิตย์นี้ ไม่มีสิ่งใดที่ตำรวจไทยทำไม่ได้"

ยุคสมัยของ พล.ต.อ.เผ่า เต็มไปด้วยคดีอื้อฉาวเกี่ยวกับการใช้อำนาจมืดและการอุ้มฆ่าทางการเมือง เช่น คดีสังหาร 4 อดีตรัฐมนตรีสายอีสาน ณ ทุ่งบางเขน, คดีอุ้มหาย เตียง ศิริขันธ์ และการหายตัวไปอย่างลึกลับของ หะยีสุหลง ผู้นำจิตวิญญาณแห่งสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งสะท้อนการใช้กลไกตำรวจ ในการกำจัดขั้วตรงข้ามทางการเมืองอย่างเบ็ดเสร็จ

เฉลิม อยู่บำรุง ขุนพลฝีปากกล้าแห่งเวทีสภา

จาก สารวัตรกองปราบปราม ผู้เปี่ยมไปด้วยลีลาและชั้นเชิง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ได้ก้าวเข้าสู่สนามการเมืองและกลายเป็นนักการเมืองระดับแกนนำที่ครองตำแหน่งสำคัญในหลายรัฐบาล อาทิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และรองนายกรัฐมนตรี ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ , สมัคร สุนทรเวช และ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

จุดเด่นของ ร.ต.อ.เฉลิม คือ การเป็นขุนพลสภาที่มีวาทศิลป์ดุเดือดและไหวพริบปฏิภาณในการโต้ตอบทางการเมือง นโยบายเด่นคือการปราบปรามผู้มีอิทธิพล ยาเสพติด และการจัดตั้งศูนย์อำนวยการพลังแผ่นดินเอาชนะยาเสพติด เพื่อลดการแพร่ระบาดของสิ่งผิดกฎหมายในระดับชุมชน

ขณะเดียวกันมักมีบทบาทในการควบคุมสถานการณ์และเจรจาในคดีความมั่นคงและการประท้วงทางการเมืองครั้งสำคัญ รวมถึงคดีตรวจสอบการทุจริตเชิงนโยบายของรัฐบาลฝ่ายตรงข้ามผ่านกระบวนการ อภิปรายไม่ไว้วางใจ

ร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ "มือปราบตงฉิน" - จัดระเบียบสังคม

ในช่วงต้นทศวรรษ 2540 รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ได้เปิดตัวรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ต่อมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ที่ชื่อ ร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ หรือ "ผู้กองปุ่ม" ผู้ซึ่งก้าวเข้ามาปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ของนักการเมืองไทยด้วยแนวคิดทางวิชาการด้านอาชญาวิทยา อย่างเป็นระบบ

นโยบายที่สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วประเทศคือ "การจัดระเบียบสังคม" โดยการกำหนดเวลาเปิด-ปิดสถานบริการอย่างเข้มงวด การปราบปรามแหล่งอบายมุข สะเทือนถึง ผู้มีอิทธิพลทาการเมือง และบังคับใช้กฎหมายลิขสิทธิ์ และทรัพย์สินทางปัญญาอย่างจริงจังเพื่อลดปัญหาสังคมและอาชญากรรม จนทำให้สังคมขนานนามท่านว่า "มือปราบตงฉิน" 

ผลงานชิ้นโบแดง คือ การเจรจาข้อพิพาททางด่วน ซึ่งทำให้รัฐบาลสามารถปกป้องเงินภาษีของประชาชนและเซฟงบประมาณแผ่นดินได้สูงถึง 6,200 ล้านบาท

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง บทบาทนิติธรรมเชิงรุก

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ถือเป็นนายตำรวจนักบริหารที่มีชื่อเสียงโด่งดังจากการดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ก่อนจะผันตัวมาเป็น เลขาธิการพรรคประชาชาติ และดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ใน รัฐบาลเศรษฐา ถึง แพทองธาร  โดยเน้นการสร้างความยุติธรรมที่จับต้องได้และการปราบปรามกลุ่มทุนสีเทา

บทบาทและผลงานเด่นของ พ.ต.อ.ทวี การใช้กฎหมายพิเศษในการสืบสวนเชิงลึกเพื่อทลายเครือข่ายแชร์ลูกโซ่และการฉ้อโกงประชาชน ตลอดจนการปฏิรูประบบทัณฑสถานและกระบวนการยุติธรรมทางอาญาเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ

พ.ต.อ.ทวี ทำ คดีดิไอคอนกรุ๊ป (The iCon Group) โดยได้มอบหมายให้ดีเอสไอเร่งสืบสวนและอายัดทรัพย์สินในคดีฉ้อโกงประชาชนและแชร์ลูกโซ่ที่มีผู้เสียหายมากกว่า 300 คน และมูลค่าความเสียหายเกินกว่า 100 ล้านบาท เพื่อเร่งคืนเงินและเยียวยาผู้เสียหายให้ได้มากกว่า 700 ล้านบาท

หรือจะเป็น คดีฮั้วเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ปี 2567 โดย ดีเอสไอได้รับเป็นคดีพิเศษในข้อหาอั้งยี่และฟอกเงิน จากกรณีขบวนการสมคบคิดที่มีเงินสะพัดกว่า 300 ล้านบาท โดยมีหลักฐานภาพกล้องวงจรปิดและมีการเตรียมสอบสวนรายชื่อบุคคลในโพยฮั้วกว่า 200 ราย

พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ สีกากีสายตรง "บ้านใหญ่บุรีรัมย์"

พล.ต.ท. รุทธพล เนาวรัตน์ หรือ ผู้การรุท เริ่มต้นรับราชการตำรวจในปี 2540 ที่ตำแหน่งสารวัตรสืบสวน สภ.เมืองบุรีรัมย์ เติบโตอย่างมั่นคงจนได้ดำรงตำแหน่ง ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบุรีรัมย์ และ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 

ก่อนจะเข้าสู่การเมือง ได้รับแต่งตั้งเป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ใน รัฐบาลอนุทิน 1 และ 2 

พล.ต.ท.รุทธพล ทำคดีที่โดดเด่นคือ คดี Forex ได้สั่งการให้ดีเอสไอดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องและขอศาลออกหมายจับ 30 ราย ซึ่งรวมถึง "โค้ชเจมส์" ที่ถูกจับกุม ณ สนามบินสุวรรณภูมิ และ ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส. พรรคประชาชน 

โดย พล.ต.ท.รุทธพล ได้ชี้แจงต่อสื่อมวลชนถึงข้อพิรุธในการทำธุรกรรมเทรดทองคำและเส้นทางการเงินที่โอนรับ-ส่งอย่างไร้เหตุผลสมควร พร้อมย้ำว่าการดำเนินคดีเป็นไปตามพยานหลักฐานและไม่ได้กลั่นแกล้งทางการเมือง

ขณะที่ ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ตั้งข้อสังเกตว่าการที่ พล.ต.ท.รุทธพล และดีเอสไอเร่งรัดขอออกหมายจับ ภาวุธ  สส.พรรคประชาชน ในคดีฟอกเงิน Forex-3D อาจเป็นเกมการเมืองเพื่อ ปิดปาก

และ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ตั้งข้อสงสัยว่าการที่ พล.ต.ท.รุทธพล  และ ดีเอสไอ แถลงข่าวเอ่ยชื่อ ภาวุธ เกี่ยวข้องกับคดี Forex ทั้งที่ยังไม่ได้เป็นผู้ถูกกล่าวหา หรือมีการออกหมายเรียก เป็นการ ดิสเครดิตทางการเมือง

ทั้งหมดนี้จะเห็นได้ว่า หากมองย้อนกลับไปในอดีต พัฒนาการของ "รัฐมนตรีตำรวจ" สะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านเชิงอำนาจและบริบททางสังคมอย่างมีนัยสำคัญ ในยุคแรกของ พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ อำนาจตำรวจถูกใช้อย่างล้นพ้น เพื่อผลประโยชน์ส่วนตนทางการเมืองและการกำจัดศัตรูของรัฐผ่านความรุนแรง 

ต่อมาในยุคของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง อำนาจสีกากีได้เปลี่ยนผ่านเข้าสู่การ ต่อสู้ในระบบสภาผู้แทนราษฎร และการบริหารราชการแผ่นดิน

จนกระทั่งเมื่อสังคมเรียกร้องหาความโปร่งใส ยุคของ ร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ จึงได้นำ "หลักคุณธรรม-นิติศาสตร์"เข้ามาจัดระเบียบสังคมและรักษาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของรัฐ

ท้ายที่สุดในยุคของ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง และ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ บทบาทของอดีตนายตำรวจในตำแหน่ง รัฐมนตรีว่กาารกระทรวงยุติธรรม ได้ยกระดับสู่การเป็น "ผู้บังคับใช้กฎหมายระดับนโยบาย" ผ่านกลไกต่างๆ เช่น กรมสอบสวนคดีพิเศษ

อ้างอิง

kpi / chula / stabundamrong / isranews / thestandard / isranews / dsi / isranews / thairath / portal / thaigov / matichon / thestandard / thaipost / thaipbs /

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์