50 ปี 'ตะวันออกกลาง-ไทย' ภายใต้ 'โอกาส-ความเสี่ยง' แนวทาง 'รัฐไผ่ลู่ลม'่

5 มี.ค. 2569 - 16:33

  • ตลอดกว่า 50 ปีที่ผ่านมา ประวัติศาสตร์ร่วมสมัยพิสูจน์แล้วว่าไทยไม่ใช่เพียง "ผู้ชม" แต่เป็น "ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย" โดยตรงจากสมรภูมิตะวันออกกลาง ผ่านหลายปัจจัยที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ของประเทศ นั่นคือ เศรษฐกิจ พลังงาน ตลอดจน แรงงานไทยในต่างแดน

50 ปี 'ตะวันออกกลาง-ไทย' ภายใต้ 'โอกาส-ความเสี่ยง' แนวทาง 'รัฐไผ่ลู่ลม'่

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและภูมิภาคตะวันออกกลางตลอดครึ่งศตวรรษที่ผ่านมาเปรียบเสมือนเส้นด้ายที่ถูกถักทอด้วยความซับซ้อนของพลังงาน แรงงาน และการทูต แม้ในเชิงภูมิศาสตร์ ประเทศไทยจะตั้งอยู่ห่างไกลจากศูนย์กลางของความขัดแย้งในลุ่มน้ำไทกริส-ยูเฟรทีส หรือชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน หลายพันกิโลเมตร 

แต่แรงสั่นสะเทือนจากเสียงปืนและระเบิดในดินแดนเหล่านั้น กลับส่งผลกระทบโดยตรงต่อวิถีชีวิตของประชาชนไทยอย่างลึกซึ้ง ตั้งแต่ยุคที่ราคาน้ำมันพุ่งสูง จนทำให้ข้าวแกงในตลาดแพงขึ้นอย่างรวดเร็ว ไปจนถึงยุคที่แรงงานไทยนับแสนคนต้องกลายเป็น "ตัวประกัน" หรือ "ผู้แสวงโชค" ในดินแดนที่เต็มไปด้วยเปลวเพลิงแห่งสงคราม 

ประวัติศาสตร์หน้านี้ จึงไม่ใช่เพียงการบันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในต่างแดน แต่คือการทำความเข้าใจความเปราะบางและทักษะการปรับตัวของไทยในเวทีโลกที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

วิกฤต สงครามยมคิปปูร์ (สงครามอาหรับ-อิสราเอลครั้งที่ 4)

ในช่วงต้นทศวรรษที่ 1970 โลกต้องเผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญเมื่อ สงครามอาหรับ-อิสราเอลครั้งที่ 4 หรือ "สงครามยมคิปปูร์" (Yom Kippur War) อุบัติขึ้นในเดือนตุลาคม 1973 เมื่อพันธมิตรอาหรับที่นำโดยอียิปต์และซีเรียเปิดฉากโจมตีอิสราเอลในวันศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของชาวยิว 

ความขัดแย้งครั้งนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การสู้รบในคาบสมุทรไซนายหรือที่ราบสูงโกลัน แต่ได้ลุกลามกลายเป็น "สงครามพลังงาน" ครั้งแรกของโลก เมื่อกลุ่มประเทศอาหรับผู้ผลิตน้ำมัน (OAPEC) ตัดสินใจใช้ทรัพยากรธรรมชาติเป็นอาวุธทางการเมือง โดยการประกาศลดการผลิตและคว่ำบาตรการส่งออกน้ำมันไปยังประเทศที่สนับสนุนอิสราเอล

ในเวลานั้น ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงรอยต่อทางการเมืองที่เปราะบางที่สุด รัฐบาลของ จอมพลถนอม กิตติขจร กำลังสิ้นสุดอำนาจลงหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 และส่งไม้ต่อให้กับรัฐบาล สัญญา ธรรมศักดิ์ ท่ามกลางบรรยากาศการเรียกร้องประชาธิปไตย วิกฤตการณ์น้ำมันครั้งที่ 1 ได้พุ่งเข้าใส่ไทยอย่างจัง 

ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นจาก 2.9 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เป็นเกือบ 12 ดอลลาร์สหรัฐภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่เดือน ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่าตัว

ผลกระทบต่อไทยนั้นรุนแรงและฉับพลัน เนื่องจากโครงสร้างเศรษฐกิจในขณะนั้นพึ่งพาน้ำมันนำเข้าเพื่อการผลิตไฟฟ้าและการขนส่งเกือบทั้งหมด เมื่อต้นทุนพลังงานพุ่งสูงขึ้น ภาวะเงินเฟ้อในประเทศจึงดีดตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ข้าวสาร และน้ำตาลทรายแพงขึ้นจนประชาชนเดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้า 

'รัฐบาลสัญญา' ต้องรับมือกับความไม่พอใจของมวลชนที่เพิ่งผ่านการประท้วงใหญ่มาหมาดๆ กลายเป็นบทเรียนแรกที่สอนให้รัฐไทยรู้ว่า "ความมั่นคงทางพลังงาน" คือหัวใจสำคัญของ "เสถียรภาพทางการเมือง"

สงครามอาหรับ-อิสราเอลครั้งที่ 4
สงครามอาหรับ-อิสราเอลครั้งที่ 4

การปฏิวัติอิหร่าน สงครามอิรัก-อิหร่าน และยุคทอง 'แรงงานไทย'

ขณะที่โลกเริ่มปรับตัวเข้ากับราคาน้ำมันที่สูงขึ้นได้เพียงไม่กี่ปี พลวัตในตะวันออกกลางก็เปลี่ยนไปอีกครั้งด้วยเหตุการณ์ "การปฏิวัติอิสลามในอิหร่าน" ปี 1979 เมื่อ พระเจ้าชาห์ โมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี ถูกโค่นล้มอำนาจ และ อายาตุลเลาะห์ โคมัยนี ก้าวขึ้นมานำประเทศสู่รัฐอิสลาม 

ตามมาด้วย สงครามอิรัก-อิหร่าน ที่ยืดเยื้อนาน 8 ปี เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้เกิด "วิกฤตการณ์น้ำมันครั้งที่ 2" ซึ่งราคาน้ำมันดิบพุ่งทะยานไปถึงเกือบ 40 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

ในประเทศไทย ยุคนี้คือช่วงรอยต่อระหว่างรัฐบาล พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ และ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ แม้ไทยจะได้รับผลกระทบจากค่าน้ำมันที่แพงขึ้น แต่ราคาน้ำมันที่สูงมหาศาลกลับทำให้กลุ่มประเทศอาหรับในแถบอ่าวเปอร์เซีย โดยเฉพาะซาอุดีอาระเบีย มีรายได้ล้นปรี่จนเริ่มโครงการก่อสร้างเมืองและโครงสร้างพื้นฐานระดับยักษ์ 

นี่คือจุดเริ่มต้นของ "ยุคทองแรงงานไทย" ที่รัฐบาลพลเอกเปรม มองเห็นช่องทางในการแก้ปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดและการว่างงาน โดยการส่งเสริมให้คนไทยไปขุดทองในตะวันออกกลางอย่างเป็นล่ำเป็นสัน

เงินตราต่างประเทศที่แรงงานไทยส่งกลับบ้านกลายเป็นเส้นเลือดใหญ่ที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจชาติในช่วงทศวรรษที่ 1980 ภาพของแรงงานไทยที่กลับบ้านพร้อมเงินก้อนโต กลายเป็นแรงบันดาลใจให้คนหนุ่มสาวจากชนบทหลั่งไหลสู่ทะเลทรายเพื่อแลกความเหนื่อยยากกับอนาคตที่ดีกว่าของครอบครัว 

อย่างไรก็ตาม ความสงบสุขในตะวันออกกลางนั้นเป็นเพียงชั่วคราว เมื่อเมฆหมอกของสงครามครั้งใหม่เริ่มก่อตัวขึ้นที่พรมแดนคูเวต

 สงครามอิหร่าน-อิรัก
สงครามอิหร่าน-อิรัก

สงครามอ่าวเปอร์เซีย กับ รัฐบาลบุฟเฟ่ต์คาบิเนต

ในเดือนสิงหาคม 1990 กองทัพอิรักภายใต้การนำของ ซัดดัม ฮุสเซน ได้รุกรานและยึดครองคูเวตอย่างรวดเร็ว สร้างความตกตะลึงไปทั่วโลก 

สำหรับประเทศไทย เหตุการณ์นี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของราคาน้ำมันที่อาจสูงขึ้น แต่เป็นวิกฤตความปลอดภัยของแรงงานไทยนับแสนคนที่ทำงานอยู่ในคูเวตและอิรัก รัฐบาลของ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ซึ่งกำลังเผชิญกับช่วงปลายของความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ (ยุคบุฟเฟ่ต์คาบิเนต) ต้องรีบปรับตัวรับมือกับสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานนี้

ปฏิบัติการอพยพคนไทยข้ามทะเลทรายไปยังประเทศจอร์แดน กลายเป็นข่าวดังระดับโลก รัฐบาลต้องประสานงานเช่าเหมาลำเครื่องบินการบินไทยและเครื่องบินจากต่างประเทศ เพื่อรับคนไทยกลับบ้าน ซึ่งถือเป็นการอพยพพลเรือนครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของไทย 

ในขณะเดียวกัน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ที่กำลังเป็นขาขึ้นอย่างร้อนแรงในยุคนั้น กลับ "ดิ่งเหว" อย่างรุนแรง ดัชนีหายไปกว่า 50% ภายในระยะเวลาไม่กี่เดือน เนื่องจากนักลงทุนกังวลว่าสงครามจะยืดเยื้อและทำลายเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ

ต่อมาเมื่อรัฐบาล อานันท์ ปันยารชุน เข้ามาบริหารประเทศ หลังการรัฐประหารปี 2534 ภารกิจสำคัญคือการเยียวยาแรงงานที่กลับมาและจัดการกับภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นจากราคาน้ำมันดิบที่ขึ้นไปแตะระดับ 140 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วงสั้นๆ 

เหตุการณ์นี้สอนให้ไทยรู้ว่าความมั่งคั่งจากแรงงานต่างแดนนั้นมีความเสี่ยงสูงหากตั้งอยู่ในเขตสมรภูมิ

สงครามอ่าวเปอร์เซีย
สงครามอ่าวเปอร์เซีย

สงครามอิรัก กับ ยุครัฐบาลไทยรักไทย

หลังเหตุการณ์ 11 กันยายน 2001 สหรัฐอเมริกาได้เปิดฉากสงครามต่อต้านการก่อการร้าย และนำไปสู่การบุกอิรักในปี 2003 เพื่อโค่นล้ม ซัดดัม ฮุสเซน 

ในยุคนี้ รัฐบาลภายใต้การนำของ ทักษิณ ชินวัตร ตัดสินใจดำเนินการทูตในมิติที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น โดยการส่งทหารไทยเข้าร่วมในภารกิจฟื้นฟูอิรักภายใต้การสนับสนุนของสหประชาชาติและกองกำลังนานาชาติ

ประเทศไทยได้จัดตั้ง "กองกำลังเฉพาะกิจปฏิบัติการเพื่อมนุษยธรรม 976 ไทย/อิรัก" ซึ่งประกอบด้วยทหารช่างและหน่วยแพทย์ ไปประจำการที่เมืองกัรบะลาอ์ ทางตอนใต้ของอิรัก 

ภารกิจหลักไม่ใช่การรบ แต่เป็นการซ่อมแซมโรงเรียน โรงพยาบาล และระบบสาธารณูปโภคที่พังทลายจากสงคราม

อย่างไรก็ตาม ความอันตรายยังคงอยู่ทุกฝีก้าว ในวันที่ 27 ธันวาคม 2003 เกิดเหตุมือระเบิดฆ่าตัวตายโจมตีค่ายลิมาร์ที่กองทัพไทยตั้งมั่นอยู่ ส่งผลให้ทหารไทยเสียชีวิต 2 นาย คือ จ.ส.อ.มิตร กล้าหาญ และ จ.ส.อ.อัมพร ชูเกิด (ได้รับพระราชทานยศเป็นพันเอกภายหลังเสียชีวิต)

แม้จะมีความสูญเสีย แต่ภารกิจนี้ช่วยยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างไทยและสหรัฐฯ จนนำไปสู่การที่ไทยได้รับสถานะ "พันธมิตรหลักนอกกลุ่มนาโต" ในปี 2546 ซึ่งมีผลดีต่อการจัดหาอาวุธและการร่วมมือทางความมั่นคงในระยะยาว 

ขณะที่ในมิติเศรษฐกิจ ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงจากสงครามอิรัก กลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลทักษิณต้องใช้มาตรการพยุงราคาเพื่อไม่ให้กระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน

สงครามอิรัก
สงครามอิรัก

อาหรับสปริง และ วิกฤตในลิเบีย - การอพยพครั้งใหญ่ 'แรงงานไทย'

คลื่นแห่งความเปลี่ยนแปลง "อาหรับสปริง" (Arab Spring) ที่เริ่มต้นในตูนิเซียได้ลุกลามมายังลิเบียจนเกิดเป็นสงครามกลางเมืองที่รุนแรง 

สำหรับคนไทย ลิเบียคือแหล่งงานฝีมือที่สำคัญ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมน้ำมันและก่อสร้าง รัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และต่อมาคือ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต้องรับมือกับภารกิจอพยพแรงงานไทยกว่า 25,000 คน ที่ติดอยู่ท่ามกลางสมรภูมิ

การอพยพครั้งนี้มีความซับซ้อนอย่างยิ่ง รัฐบาลต้องเช่าเรือสำราญจากประเทศอิตาลี เพื่อเข้าไปรับแรงงานที่ท่าเรือทริโปลีและเบงกาซี เพื่อนำไปส่งที่ประเทศกรีซและตุรกี ก่อนจะใช้เครื่องบินรับกลับประเทศไทย

รัฐบาลไทยได้อนุมัติงบประมาณกว่า 746 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางและเงินชดเชยเยียวยาแรงงาน 

เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นว่า แม้โครงสร้างการส่งออกแรงงานไทยจะเปลี่ยนไปสู่แรงงานฝีมือมากขึ้น แต่ความเสี่ยงจากความไม่สงบทางการเมืองในภูมิภาคตะวันออกกลาง ยังคงเป็นปัจจัยที่ไทยหลีกเลี่ยงไม่ได้

สงครามกลางเมืองลิเบีย
สงครามกลางเมืองลิเบีย

สงครามฮามาส-อิสราเอล และ วิกฤตการณ์ตัวประกัน - ความท้าทายทางการทูต

เหตุการณ์ที่กลุ่มฮามาสเปิดฉากโจมตีอิสราเอลครั้งใหญ่ เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2023 ได้กลายเป็นวิกฤตการณ์ที่กระทบจิตใจคนไทยมากที่สุดในประวัติศาสตร์ความขัดแย้งตะวันออกกลาง เนื่องจากมีแรงงานไทยจำนวนมากทำงานอยู่ในพื้นที่การเกษตรริมชายแดนฉนวนกาซา 

การโจมตีครั้งนี้ส่งผลให้มีแรงงานไทยเสียชีวิตกว่า 40 ราย และมีผู้ถูกจับเป็นตัวประกันหลายสิบคน

ภายใต้รัฐบาลของ เศรษฐา ทวีสิน และต่อเนื่องถึงรัฐบาล แพทองธาร ชินวัตร ประเทศไทยต้องดำเนินยุทธศาสตร์การทูตที่เข้มข้นที่สุด รัฐบาลได้จัดเที่ยวบินอพยพแรงงานไทยนับหมื่นคนกลับประเทศ 

แต่สิ่งที่ท้าทายที่สุดคือการเจรจาช่วยตัวประกัน ซึ่งไทยได้ใช้ช่องทางพิเศษผ่านทีมงานของ วันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา และกลุ่มมุสลิมในไทย เพื่อเจรจาโดยตรงกับผู้แทนฮามาส ณ กรุงเตหะราน ประเทศอิหร่าน

ความสำเร็จในการเจรจาทำให้ตัวประกันชาวไทยเป็นกลุ่มแรกๆ ที่ได้รับการปล่อยตัวในช่วงปลายปี 2023 ซึ่งเป็นผลมาจากท่าทีที่ชัดเจนของไทยว่าเราไม่ใช่คู่ขัดแย้งและมีความสัมพันธ์ที่ดีกับมิตรประเทศในตะวันออกกลางทุกฝ่าย 

อย่างไรก็ตาม สงครามที่ยืดเยื้อจนถึงปี 2025 ยังคงส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันโลกและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของไทยอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลต้องทำงานหนักเพื่อรักษาสมดุลระหว่างการสนับสนุนสันติภาพและการดูแลความปลอดภัยของพลเมือง

บทเรียน 50 ปี 'ตะวันออกกลาง' เดือด

หากเรามองย้อนกลับไปตลอด 50 ปีที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าภูมิภาคตะวันออกกลางมีบทบาทสำคัญต่อประเทศไทยใน 3 มิติหลักที่ไม่อาจแยกขาดจากกันได้ไม่ว่าจะเป็น

มิติความมั่นคงทางพลังงาน เพราะ ตะวันออกกลางคือหัวใจของราคาพลังงานในไทย ทุกครั้งที่เกิดเสียงปืน ราคาน้ำมันจะพุ่งสูง และไทยต้องเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อและการขาดดุลการค้า บทเรียนจากปี 1973 และ 1979 นำไปสู่การที่ไทยต้องพยายามหาแหล่งพลังงานในอ่าวไทยและพัฒนาพลังงานทางเลือกมากขึ้นในปัจจุบัน

มิติแรงงานและเศรษฐกิจฐานราก จะเห็นได้ว่า จากยุค "ขุมทรัพย์" ในซาอุดีอาระเบีย ยุคพลเอกเปรม มาจนถึง ยุคแรงงานเกษตร ในอิสราเอลยุคปัจจุบัน เงินตราจากตะวันออกกลางได้ช่วยสร้างฐานะให้คนไทยนับล้านครอบครัว แต่ในขณะเดียวกัน สงครามก็กลายเป็นความเสี่ยงที่ทำลายชีวิตและทรัพย์สินของแรงงานเหล่านี้อย่างไม่มีวันกลับ

มิติการต่างประเทศและความมั่นคง เห็นได้จากประเทศไทยได้เรียนรู้ที่จะวางตัวเป็น "รัฐไผ่ลู่ลม" ที่สามารถร่วมมือกับสหรัฐฯ ในภารกิจฟื้นฟูอิรักปี 2003 แต่ในขณะเดียวกันก็สามารถคุยกับกลุ่มฮามาสผ่านอิหร่านในปี 2023 เพื่อช่วยตัวประกัน ความยืดหยุ่นทางการทูตนี้เองที่เป็นกุญแจสำคัญในการรักษาผลประโยชน์ของชาติท่ามกลางความขัดแย้งของมหาอำนาจ

ประวัติศาสตร์ความขัดแย้ง ในตะวันออกกลางตั้งแต่ปี 1973 จนถึง 2025 คือหลักฐานชั้นดีที่แสดงให้เห็นว่า "โลกใบนี้เล็กลงเรื่อยๆ" ความผันผวนในดินแดนห่างไกลสามารถสะเทือนถึงเศรษฐกิจไทยได้ในเวลาเพียงข้ามคืน รัฐบาลไทยทุกยุคสมัย ตั้งแต่จอมพลถนอม ไปจนถึง แพทองธาร ต่างต้องเรียนรู้วิธีการแก้ปัญหาที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ จากเดิมที่เพียงแค่คุมราคาน้ำมัน สู่การจัดการอพยพคนนับหมื่น และการเจรจาเพื่อชีวิตในภาวะวิกฤต

ในอนาคต ความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจจะเปลี่ยนรูปแบบไปสู่ สงครามไฮบริด หรือ ความขัดแย้งด้านเทคโนโลยีพลังงาน แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนคือ ความจำเป็นที่ประเทศไทยจะต้องมี "ยุทธศาสตร์เชิงรุก" 

ในการคาดการณ์และปรับตัว ไม่ใช่เพียงแค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเมื่อเกิดเหตุการณ์แล้ว การกระจายความเสี่ยงด้านแรงงานไปสู่ภูมิภาคที่ปลอดภัยกว่า และการสร้างความมั่นคงทางพลังงานที่ยั่งยืน จึงเป็นโจทย์ใหญ่ที่ประเทศไทยต้องขบคิด เพื่อให้คนไทยสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมั่นคง

อ้างอิง

dailynews / thaipublica / /headline/ .econlib / atfx/ moneybuffalo / autoinfo / today / mol / investerest / thairath / thaijo / mfa / mfa / mgronline / prachatai / voathai / mgronline / voathai / spacebar /

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์