ชงเชือด 5,814 รายชื่อ! ‘กสถ.’ ส่ง ‘ก.กลาง’ ชี้ขาด ‘นายกฯ’ ลั่นไม่มีมวยล้มต้มคนดู

15 ก.ค. 2569 - 19:13

  • ‘อนุทิน’ ลั่น “คดีโกงสอบท้องถิ่น” ไม่มีมวยล้มต้มคนดู ย้ำเคยบอกแล้วให้ชะลอผลสอบทั้งหมด

  • จ่อชงรายชื่อผู้สอบที่พบคะแนนผิดปกติ 5,814 ราย เข้าสู่การพิจารณาของ ก.กลาง 23 ก.ค. ชี้ชะตาเพิกถอนบรรจุหรือไม่

  • สั่งขยายผลถึงเครือข่ายทั้งหมด พร้อมส่งสัญญาณทบทวนกฎหมายปิดช่องโหว่การทุจริต

ชงเชือด 5,814 รายชื่อ! ‘กสถ.’ ส่ง ‘ก.กลาง’ ชี้ขาด ‘นายกฯ’ ลั่นไม่มีมวยล้มต้มคนดู

ท่ามกลางแรงกดดันจากสังคมและการเร่งตรวจสอบคดีทุจริตสอบท้องถิ่นที่กำลังสั่นสะเทือนระบบราชการทั่วประเทศ ที่ประชุมคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) ซึ่งมี อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน ได้เปิดฉากพิจารณาผลการตรวจสอบคะแนนสอบครั้งสำคัญ หลังพบผู้เข้าสอบหลายพันรายมีคะแนนผิดปกติ จนกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่อาจนำไปสู่การเพิกถอนการบรรจุข้าราชการท้องถิ่นครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การสอบท้องถิ่นไทย

ภายหลังการประชุม อรรษิษฐ์ เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญและมีความห่วงใยต่อกรณีทุจริตการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น พร้อมกำชับให้ดำเนินการตรวจสอบอย่างถึงที่สุด และต้องสามารถชี้แจงต่อสาธารณชนได้อย่างชัดเจน

โดยที่ประชุมได้รับรายงานผลการตรวจสอบเปรียบเทียบคะแนนดิบกับคะแนนที่ประกาศผลสอบ จากการดำเนินงานร่วมกันระหว่างกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พบผู้สอบที่มีคะแนนผิดปกติจำนวน 5,814 ราย

อรรษิษฐ์ กล่าวว่า ผู้ที่พบความผิดปกติแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่

  • กลุ่มที่คะแนนเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ประมาณ 3,621 ราย
  • กลุ่มที่เดิมมีคะแนนดีอยู่แล้ว แต่คะแนนเพิ่มขึ้นผิดปกติ ประมาณ 1,713 ราย
  • กลุ่มที่คะแนนแตกต่างเพียง 1 คะแนน แต่เอกสารกระดาษคำตอบไม่ชัดเจน ประมาณ 480 ราย

ทั้งนี้ ที่ประชุมเห็นควรส่งรายชื่อทั้ง 5,814 ราย ไปยังคณะกรรมการกลางข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่น (ก.กลาง) ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจตามกฎหมาย เพื่อพิจารณาว่าจะดำเนินการเพิกถอนการบรรจุหรือไม่ โดยย้ำว่าอำนาจตัดสินใจขั้นสุดท้ายเป็นของ ก.กลาง

เพิกถอนหรือไม่ขึ้นอยู่กับ ‘ก.กลาง’ – ‘นายกท้องถิ่น’ เป็นผู้ลงนามคำสั่งสุดท้าย

เมื่อถามว่าการประชุมคณะกรรมการกลาง 3 ก. ได้แก่ ก.อบจ., ก.เทศบาล และ ก.อบต. ในวันที่ 23 ก.ค.นี้ จะมีมติเพิกถอนทันทีหรือไม่ อรรษิษฐ์ กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของที่ประชุม หลังได้รับข้อมูลทั้งหมด

ส่วนขั้นตอนการออกคำสั่งเพิกถอนการบรรจุ จะต้องดำเนินการโดยนายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ผู้สอบแต่ละรายได้รับการบรรจุเข้ารับราชการ

สำหรับการนำบัญชีสำรองขึ้นมาทดแทนผู้ที่อาจถูกเพิกถอนนั้น จะต้องตรวจนับคะแนนใหม่ทั้งหมด เนื่องจากกระดาษคำตอบอยู่กับสำนักงาน ป.ป.ช. และต้องยึดข้อเท็จจริงใหม่ หากพบความผิดปกติเพิ่มเติมก็สามารถดำเนินคดีต่อได้

ส่วนผู้ที่ยังไม่ได้รับการบรรจุ ขณะนี้ยังไม่มีผลกระทบ แต่หากมีตำแหน่งว่างจากการเพิกถอน จะสามารถบรรจุผู้ที่มีคะแนนถึงเกณฑ์ตามลำดับได้

สำหรับกรณีต้องเรียกคืนเงินเดือนจากผู้ที่ถูกเพิกถอนการบรรจุหรือไม่นั้น นายอรรษิษฐ์ ระบุว่า เป็นอำนาจของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นที่จะพิจารณาดำเนินการต่อไป

ไม่ใช่แค่รอบปี 2568 ‘ป.ป.ช.’ เดินหน้าขยายผลย้อนหลัง หากพบเกี่ยวข้องดำเนินการทั้งหมด

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีผู้สอบผ่านในรอบปี 2568 จำนวนประมาณ 50,000 คน ว่าจะต้องตรวจสอบทั้งหมดหรือไม่ว่า เรื่องนี้ไม่ได้จำกัดเฉพาะการประกาศผลสอบครั้งล่าสุด แต่ ป.ป.ช. มีการสืบสวนขยายผลอย่างต่อเนื่อง รวมถึงตำรวจที่จับกุมผู้กระทำผิดแล้ว

หากพบความเชื่อมโยงไปถึงการสอบในอดีต หรือเกี่ยวข้องกับหน่วยงานใด ป.ป.ช. จะแจ้งไปยังหน่วยงานนั้นเพื่อดำเนินการต่อ

ส่วนกรณีเลขานุการ กสถ. ซึ่งปรากฏชื่อถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวน อรรษิษฐ์ กล่าวว่า การแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนเกิดขึ้นก่อนที่ ป.ป.ช. จะเปิดเผยรายชื่อ และเมื่อทราบเรื่องก็ได้ถอนตัวออกจากคณะกรรมการทันที เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจและไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการต่อไป

‘ประธาน กสถ.’ ยันกรรมการ 17 คนไม่เกี่ยวข้องทุจริต ชี้ต้องหาต้นตอการแก้คะแนน

ด้าน วันชัย จันทร์พร ประธานคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) กล่าวว่า สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจก่อนคือ กสถ. และ ก.กลาง เป็นคนละองค์กร โดย กสถ. มีกรรมการ 17 คน ซึ่งพยายามดำเนินการทุกขั้นตอนให้เกิดความบริสุทธิ์และยุติธรรม

วันชัย กล่าวว่า การสอบครั้งนี้มีผู้สมัครถึง 438,277 คน คณะกรรมการประชุมร่วมกันกว่า 20 ครั้ง เพราะต้องการให้ได้บุคลากรที่มีคุณภาพเข้าสู่ระบบราชการ

“ไม่ต้องการให้คนที่คดโกงต่างๆ มาบริหารราชการ ซึ่งเขาบรรจุอายุ 24 ปี อายุราชการจะไม่ต่ำกว่า 36 ปี เราอยากให้เขาเข้ามาแล้ว อยากได้คนที่บริสุทธิ์ยุติธรรมจริงๆ”

วันชัย จันทร์พร

วันชัย ระบุว่า จุดสำคัญคือ ต้องตรวจสอบว่าการแก้ไขข้อมูลเกิดขึ้นในขั้นตอนใด เพราะข้อมูลการประมวลผลไม่ได้อยู่กับ กสถ. แต่อยู่กับคู่สัญญาตามกระบวนการจัดสอบ

“ขอให้ลองคิดดู ตอนที่จับได้ ใครที่ไปจับตัวกระดาษที่เฉลยและแก้ข้อมูลอยู่ ข้อมูลต่าง ๆ เหล่านี้ไม่ได้ไปอยู่ที่เรา ซึ่งอยู่ที่คู่สัญญา ต้องไปดำเนินการ จะต้องไปดูว่าข้อบกพร่องต่าง ๆ เหล่านี้ เกิดขึ้นได้อย่างไร”

วันชัย จันทร์พร

‘ป.ป.ช.’ เรียก ‘กสถ.’ ให้ข้อมูล ยันยังไม่ใช่ผู้ถูกกล่าวหา

วันชัย กล่าวถึงกรณี ป.ป.ช. เรียก กสถ. ทั้ง 17 คนเข้าให้ข้อมูลว่า ขณะนี้ยังไม่ใช่ผู้ถูกกล่าวหา แต่เป็นผู้ที่ถูกเชิญมาให้ข้อมูล เนื่องจากเป็นคณะกรรมการที่กำกับดูแลกระบวนการสอบ

“ป.ป.ช.อยากได้ข้อมูล​ว่า ขั้นตอนและกระบวนการเป็นอย่างไร เรากำกับดูแลแล้วเป็นอย่างไร ข้อบกพร่องเกิดจากตรงไหน แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นจะดำเนินการอย่างไร”

วันชัย จันทร์พร

วันชัย ยืนยันว่า ก่อนประกาศผลสอบ กสถ. มีการประชุมตรวจสอบผลคะแนนถึง 2 ครั้ง ใช้เวลาพิจารณาหลายชั่วโมง รวมถึงตรวจสอบประเด็นความผิดปกติที่ปรากฏในข่าว

โดยตามสัญญาจ้างและ TOR มหาวิทยาลัยคู่สัญญาเป็นผู้รับผิดชอบกระบวนการสอบ ตั้งแต่การจัดสอบ การประมวลผลคะแนน ไปจนถึงการส่งผลสอบให้ กสถ. ตรวจสอบ

พบคะแนนในแฟลชไดร์ฟไม่ตรงกระดาษคำตอบ ‘ป.ป.ช.’ ตรวจสอบหลักฐาน

ประธาน กสถ. กล่าวว่า จำนวนผู้มีคะแนนผิดปกติแบ่งเป็น 3 กลุ่มเช่นเดียวกัน

  • กลุ่มแรก ประมาณ 3,600 ราย เป็นผู้ที่คะแนนตกแต่ผลประกาศกลับผ่าน
  • กลุ่มที่สอง เป็นผู้ที่คะแนนจริงแตกต่างจากคะแนนประกาศอย่างมาก เช่น คะแนนจริงอยู่ประมาณ 61-62 คะแนน แต่ผลประกาศกลับสูงถึง 80 คะแนน
  • กลุ่มที่สาม เป็นกลุ่มคะแนนต่างกันเพียง 1-2 คะแนน และไฟล์สำเนากระดาษคำตอบไม่ชัดเจน

พร้อมระบุว่า กระดาษคำตอบตัวจริงคือหลักฐานสำคัญที่สุด เนื่องจากเป็นสิ่งที่ยืนยันคะแนนที่ผู้เข้าสอบทำได้จริง

“ข้อมูลที่นำมาตรวจ คือนำข้อมูลที่อยู่ในตู้เซฟที่ให้ผมมาไปตรวจกับประกาศผลว่าตรงกันหรือไม่ ซึ่งวันนี้ข้อมูลตรงกัน แต่พอไปตรวจกับตัวสแกนกระดาษคำตอบใน ภาค ก. และ ภาค ข. พบว่าคะแนนไม่ตรงกันกับไฟล์กระดาษคำตอบในแฟลชไดร์ฟ”

วันชัย จันทร์พร

วันชัย เผยด้วยว่า กสถ. ไม่สามารถระบุได้ว่าใครเป็นผู้แก้ไขคะแนน แต่ขอให้หน่วยงานที่มีอำนาจตรวจสอบเป็นผู้พิสูจน์ข้อเท็จจริง พร้อมยืนยันว่า กรรมการทั้ง 17 คนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริต

‘ป.ป.ช.’ เร่งตรวจสอบกระดาษคำตอบ 8 แสนแผ่น ชะลอบรรจุล็อตใหม่

ด้าน สุชาติ กรวยกิตานนท์ รองเลขาธิการ ป.ป.ช. เปิดเผยว่า หลังจากนี้ ป.ป.ช. จะนำข้อมูลเข้าสู่คณะไต่สวน เพื่อประกอบข้อเท็จจริง พร้อมประสานงานกับกระทรวงมหาดไทยเพื่อเร่งดำเนินการ

สำหรับกระดาษคำตอบประมาณ 800,000 แผ่น อยู่ระหว่างการตรวจสอบ หากพบปัญหาเพิ่มเติมจะนำมาเป็นประเด็นในการพิจารณาต่อไป เนื่องจากเรื่องนี้มีผลกระทบโดยตรงต่อผู้ที่ได้รับการบรรจุแล้ว

ส่วนจะมีการแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมหรือไม่ นายสุชาติ กล่าวว่า ต้องรอการพิจารณาของคณะไต่สวน หลังจาก ป.ป.ช. ยกระดับเรื่องนี้เป็นคดีที่มีความสำคัญ เนื่องจากมีผู้เกี่ยวข้องจำนวนมากและส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง

สำหรับผู้ที่รอการบรรจุ สุชาติ กล่าวว่า ที่ประชุมมีข้อเสนอให้ชะลอการบรรจุออกไปก่อน เพื่อรอความชัดเจนของกระบวนการตรวจสอบ

“เกิดเหตุการณ์แบบนี้ ทั้งผู้มีอำนาจแต่งตั้งบรรจุ หรือนายกแต่ละท้องถิ่น เมื่อเห็นแบบนี้แล้วคุณจะกล้าทำหรือไม่ ผมมองว่าเขาน่าจะตัดสินใจเองได้ ซึ่งทางท้องถิ่นสามารถชะลอการบรรจุเองได้”

สุชาติ กรวยกิตานนท์

ทั้งนี้ สุชาติ ระบุว่า ผู้ที่ได้รับผลกระทบสามารถใช้สิทธิทางศาลเพื่อขอคำสั่งคุ้มครองได้ เนื่องจากคดีนี้ส่งผลกระทบต่อผู้สมัครสอบจำนวนหลายแสนคน และกระทบต่อความเชื่อมั่นของระบบการคัดเลือกบุคลากรภาครัฐโดยตรง

‘อนุทิน’ นำถก ‘บช.ก.’ ย้ำคดีต้องโปร่งใส เชื่อขยายผลถึงเครือข่ายทุจริต

หลังคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) มีมติส่งรายชื่อผู้มีคะแนนสอบผิดปกติ 5,814 ราย ให้คณะกรรมการกลางข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่น (ก.กลาง) พิจารณาดำเนินการตามกฎหมาย ความเคลื่อนไหวในช่วงบ่ายของวันเดียวกันได้ยกระดับจากการตรวจสอบความผิดปกติของคะแนนสอบ ไปสู่การติดตามเส้นทางคดีอาญาและเครือข่ายผู้เกี่ยวข้องกับขบวนการทุจริตสอบท้องถิ่น

โดยที่กองบังคับการปราบปราม กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางมาติดตามความคืบหน้าคดีทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น ปี 2568 ด้วยตนเอง โดยมี พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) และ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) ร่วมรายงานความคืบหน้าของคดี

อนุทิน กล่าวว่า ในฐานะหัวหน้ารัฐบาลและ รมว.มหาดไทย ขอขอบคุณสำนักงานตำรวจแห่งชาติ รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่ร่วมกันคลี่คลายคดี ซึ่งถือเป็นการกระทำที่อุกอาจ ผิดกฎหมาย และเป็นเรื่องที่สร้างความเสียหายต่อความเชื่อมั่นของประชาชน

“ตั้งแต่เกิดเรื่องขึ้นมา ผมก็ไม่ได้มีความสบายใจ เพราะว่ามันเป็นเรื่องภายในกำกับดูแลของรัฐบาล ถ้าไม่ได้ไม่ได้รับความร่วมมืออันดีจากทุกท่าน ก็จะทำให้ความเคลือบแคลงใจของพี่น้องประชาชน ตลอดจนความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อคดีนี้เป็นที่สงสัย แต่ท่านทั้งหลายทำให้ทุกอย่างเกิดความกระจ่างชัดเจน ทำให้เห็นเครือข่ายว่าหลายคนที่มีมีส่วนร่วมอยู่ในวงจรนี้ก็ยังร่วมในการกระทำการอาชญากรรมทุจริตอื่น ๆ ด้วย แสดงว่าวงจรนี้ที่เรียกว่า ‘วงจรอุบาทว์’ มันมีเครือข่ายเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน”

อนุทิน ชาญวีรกูล

นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า รัฐบาลจะไม่เข้าไปช่วยเหลือ อำนวยความสะดวก หรือบิดเบือนกระบวนการยุติธรรม พร้อมขอให้ประชาชนเชื่อมั่นว่าคดีนี้จะดำเนินการตามข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน

“ขอให้ทุกท่านได้มั่นใจว่า จะไม่มีการบิดเบือนคดีเป็นอื่นเป็นอันขาด ทุกอย่างต้องเป็นไปตามข้อเท็จจริงตามหลักฐานที่เรามีอยู่ ที่เรากำลังสืบเสาะหาอยู่ และเป็นการกระทำที่มันจะต้องมีการตรวจทานกัน มีการประกอบเปรียบเทียบกัน นี่คือหลักที่ประชาชนทุกคนสามารถให้ความไว้วางใจได้ว่าคดีนี้ไม่มีมวยล้มต้มคนดู ไม่มีการบรรเทา ไม่มีการยืดหยุ่น ทุกอย่างจะต้องถูกดำเนินการไปด้วยหลักกฏหมายอย่างเคร่งครัด”

อนุทิน ชาญวีรกูล

อนุทิน กล่าวว่า ขณะนี้มีเจ้าหน้าที่หลายรายถูกสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่แล้ว แต่ยังไม่สามารถระบุได้ว่าใครผิดหรือถูก เพราะทุกอย่างต้องผ่านกระบวนการสอบสวนและพิสูจน์หลักฐานให้ชัดเจน

ชง ‘ก.กลาง’ 23 ก.ค. พิจารณาเพิกถอนบรรจุ ย้ำ ‘รมว.มหาดไทย’ ไม่มีอำนาจสั่งเอง

อนุทิน กล่าวถึงกรณีการเพิกถอนรายชื่อผู้ได้รับการบรรจุข้าราชการท้องถิ่นกว่า 5,000 ราย ว่า ได้รับรายงานจาก นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ภายหลังการประชุม กสถ. ว่า พบความผิดปกติของคะแนนสอบ และเตรียมนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการกลางข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่น (ก.กลาง) ในวันที่ 23 ก.ค.นี้

พร้อมย้ำว่า หากตนเองมีอำนาจสั่งได้ก็สั่งไปแล้ว เพราะอยู่ในฐานะ รมว.มหาดไทย แต่กระบวนการตามกฎหมายต้องผ่านการพิจารณาของ ก.กลาง

“ถ้าสั่งได้ป่านนี้ก็สั่งไปแล้ว, ถ้าอยู่ในอำนาจ รมว.มหาดไทย ป่านนี้ผลสอบครั้งนี้มันก็ไม่เกิดแล้ว แต่เรื่องนี้จะต้องผ่านคณะกรรมการกลาง ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี และก่อนหน้านี้ได้ให้แนวทางตั้งแต่ทราบเรื่องว่าให้ชะลอ อย่าเพิ่งเรียกไปรายงานตัว”

อนุทิน ชาญวีรกูล

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตั้งแต่ทราบเรื่อง ได้ให้แนวทางให้ชะลอการเรียกรายงานตัวและการบรรจุไว้ก่อน แต่พบว่ายังมีบางพื้นที่ดำเนินการบรรจุต่อ แม้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) จะมีหนังสือแจ้งให้ชะลอ

“ผมก็ต้องถาม แล้วใครจะรับผิดชอบ ในการที่ทักแล้วไม่ให้บรรจุแล้วยังให้ไปบรรจุต่อ ขนาดกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ออกหนังสือให้ชะลอ แต่ก็ยังบรรจุต่อไป ซึ่งตรงนี้จะต้องอยู่ในขั้นตอนของพนักงานสอบสวนหรือคนที่เกี่ยวข้องดำเนินการต่อไป”

อนุทิน ชาญวีรกูล

อนุทิน ระบุว่า ในการประชุม ก.กลาง จะมีการนำข้อมูลทั้งหมดเข้าสู่การพิจารณา โดยส่วนตัวเห็นว่าควรยกเลิกผลที่เกี่ยวข้องกับผู้ที่พบความผิดปกติ แต่ต้องขึ้นอยู่กับมติของคณะกรรมการ

แจงข้อจำกัดอำนาจ “ไม่ได้ไม่ทำ แต่กฎหมายกำหนดให้ต้องผ่านคณะกรรมการ”

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า เหตุใดนายกรัฐมนตรีในฐานะ รมว.มหาดไทย จึงไม่ใช้อำนาจสั่งถอนการบรรจุเอง อนุทิน กล่าวว่า คำถามลักษณะนี้สะท้อนว่ายังไม่เข้าใจกฎหมาย เพราะ รมว.มหาดไทยไม่มีอำนาจดำเนินการฝ่ายเดียว

“มันไม่ได้มีอำนาจ ถ้ามีอำนาจก็เรียบร้อยไปแล้ว ไม่ใช่แค่ทัก แต่บอกแล้วให้ชะลอ แต่ต้องใช้มติของคณะกรรมการกลาง กฎหมายมันเขียนไว้”

อนุทิน ชาญวีรกูล

อนุทิน กล่าวว่า โครงสร้างคณะกรรมการตามกฎหมายมีตัวแทนจากหลายฝ่าย ทั้งกระทรวงมหาดไทย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และผู้ทรงคุณวุฒิ ดังนั้นการตัดสินใจต้องเป็นมติร่วมกัน ไม่ใช่อำนาจของรัฐมนตรีเพียงคนเดียว

หากพบทุจริตตั้งแต่ต้น อาจต้องยกเลิกผลสอบทั้งหมด

เมื่อถามถึงผู้สมัครที่สอบผ่านและต้องการขอความเป็นธรรม อนุทิน กล่าวว่า ต้องพิจารณาตามข้อเท็จจริง เพราะขณะนี้พบความผิดปกติของคะแนนประมาณ 5,900 ราย

หากตรวจพบว่ามีการเปิดเผยข้อสอบ หรือมีการบิดเบือนผลคะแนนตั้งแต่ต้น ก็ต้องพิจารณาตามช่องทางกฎหมายว่า สามารถยกเลิกหรือเพิกถอนผลสอบได้หรือไม่

ส่วนผู้ที่เกี่ยวข้องกับการทุจริต จะมีการขึ้นบัญชีห้ามสอบหรือไม่นั้น อนุทิน กล่าวว่า ต้องพิจารณากำหนดไว้ใน TOR ต่อไป แต่ผู้ที่พบว่าคะแนนในกระดาษคำตอบไม่ตรงกับผลประกาศ จะต้องเข้าสู่กระบวนการสอบสวน หากพบผิดจริงก็ต้องดำเนินคดี

สำหรับตำแหน่งที่อาจว่างลงกว่า 5,000 ตำแหน่ง จะเลื่อนบัญชีสำรองขึ้นมาหรือสอบใหม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ต้องรอการพิจารณาของ ก.กลางก่อน เพราะต้องดูว่าจะยกเลิกผลสอบหรือดำเนินการในรูปแบบใด

นายกฯ เตรียมนั่ง ‘ประธาน ก.กลาง’ เองหวังปิดช่องโหว่กฎหมาย

อนุทิน กล่าวว่า ปกติหลังรับตำแหน่ง รมว.มหาดไทย จะมอบหมายให้ รมช.มหาดไทย กำกับดูแลกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น จึงเห็นว่ามีความจำเป็นต้องเข้ามาทำหน้าที่ประธาน ก.กลางด้วยตัวเอง

ส่วนแนวทางป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ อนุทิน กล่าวว่า ต้องกลับไปพิจารณากฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะ พ.ร.บ.กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2542 เพราะหากเปิดช่องให้เกิดการทุจริตในระดับนี้ จำเป็นต้องปรับปรุงกฎหมายให้รัดกุมมากขึ้น

เชื่อขยายผลถึงผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด ยันไม่มีใครรอดเพราะตำแหน่ง

อนุทิน กล่าวอีกว่า คดีนี้จะมีการแถลงความคืบหน้าและขยายผลอีกหลายครั้ง เพราะเชื่อว่ายังมีผู้เกี่ยวข้องมากกว่าผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมแล้ว

“ในส่วนของผมมีความเชื่อมั่นในความสามารถ-ศักยภาพของเจ้าหน้าที่ฯ ว่าเราจะไม่มีการปล่อยให้คนร่วมกระทำผิดในครั้งนี้ลอยนวลอย่างแน่แท้ และระบบนี้ไม่ต้องห่วง เพราะคนมันเยอะ จับได้แต่ละคนเดี๋ยวเขาก็ซัดทอดถึงคนอื่น มันเป็นธรรมชาติอยู่แล้ว สิ่งที่ผู้สื่อข่าวกังวลว่าตรงไหนซ่อนอยู่ไหน คนไหนมีส่วนเกี่ยวข้อง คนไหนทำเป็นฮีโร่ แต่จริงๆ มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างเต็มส้นเท้า ก็จะถูกขยายผลออกมาเรื่อยๆ ซึ่งการดำเนินการของเจ้าหน้าที่จนถึงระดับนี้ ก็มาจากการสืบสวนขยายผล”

อนุทิน ชาญวีรกูล

นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวถึงกรณีข้าราชการ นักการเมือง หรือผู้มีตำแหน่งทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องว่า กฎหมายกำหนดบทลงโทษไว้หนักกว่าบุคคลทั่วไป

“ยิ่งเป็นข้าราชการ เจ้าพนักงาน นักการเมือง เป็นผู้ที่มีสถานะต้องโดนลงโทษ 2-3 เท่า มันยังมีกฎหมายนี้อยู่ ผมได้ให้หลักการนี้ไปยังผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการดำเนินคดีนี้ทุกคน”

อนุทิน ชาญวีรกูล

‘ป.ป.ท.’ เร่งหาช่องโหว่ระบบสอบ เสนอแนวทางป้องกันในอนาคต

ด้าน ภูมิวิศาล เกษมศุข เลขาธิการ ป.ป.ท. กล่าวว่า หลังจากนี้ ป.ป.ท. จะเร่งศึกษาข้อเท็จจริงและหาช่องโหว่ของกระบวนการสอบ เพื่อจัดทำแนวทางป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันอีก และจะนำเสนอให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป

‘สถ.’ ชี้คะแนนไม่ตรง 5,814 ราย เตรียมนับใหม่ก่อนเลื่อนบัญชี

ด้าน อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด และเข้าร่วมประชุม กสถ. ด้วยตัวเอง เพื่อรับทราบขั้นตอนและผลตรวจสอบ

ที่ผ่านมา มีการบรรจุผู้สอบผ่านไปแล้ว 3 รอบ จำนวน 15,000 คน โดยมีผู้มารายงานตัว 14,988 คน จากทั้งหมด 15,520 คน

จากการนำคะแนนที่ประกาศผลมาเปรียบเทียบกับคะแนนดิบในกระดาษคำตอบ พบว่ามีคะแนนไม่ตรงกันจำนวน 5,814 ราย แบ่งเป็น กลุ่มคะแนนถูกเพิ่มจากสอบไม่ผ่านให้ผ่านการคัดเลือก จำนวน 3,621 ราย, กลุ่มที่คะแนนผ่านอยู่แล้ว แต่ถูกเพิ่มเพื่อให้อยู่ในลำดับต้น ๆ จำนวน 1,713 ราย และกลุ่มคะแนนต่างกัน 1 คะแนน และต้องตรวจสอบเพิ่มเติม จำนวน 480 ราย

อรรษิษฐ์ เผยด้วยว่า กสถ. มีมติส่งเรื่องต่อไปยังคณะกรรมการ 3 ก. ได้แก่ ก.จังหวัด ก.เทศบาล และ ก.องค์การบริหารส่วน เพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่

ส่วนกรณีหากต้องเพิกถอนการบรรจุ 5,814 ราย จะต้องมีการนับคะแนนใหม่ และนำผู้ที่มีคะแนนผ่านเกณฑ์ขึ้นมาบรรจุแทน โดยขณะนี้กระดาษคำตอบอยู่กับ ป.ป.ช.

เมื่อถามว่าจะกระทบการทำงานของท้องถิ่นหรือไม่ หากมีการเพิกถอนจำนวนมาก อรรษิษฐ์ กล่าวว่า ตำแหน่งจะว่างลงตามกระบวนการ พร้อมตั้งคำถามว่า “จะให้คนที่ทุจริตทำงานต่อหรือ?” ก่อนแสดงความมั่นใจว่า มติที่ประชุมในวันที่ 23 ก.ค.นี้ ของ ก.กลาง จะมีมติยืนตามคณะกรรมการ กสถ.

คดีโกงสอบท้องถิ่น เดิมพันความเชื่อมั่นระบบราชการ

คดีทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่นปี 2568 กำลังเข้าสู่ขั้นตอนสำคัญ หลังพบคะแนนผิดปกติกว่า 5,800 ราย และมีผู้ได้รับการบรรจุเข้ารับราชการไปแล้วจำนวนมาก

จากนี้ จุดชี้ขาดอยู่ที่การประชุม ก.กลาง วันที่ 23 ก.ค. ซึ่งจะเป็นผู้พิจารณาว่าจะเพิกถอนการบรรจุ ยกเลิกผลสอบ หรือดำเนินการในแนวทางใด ขณะเดียวกัน ป.ป.ช. และหน่วยงานปราบปรามทุจริตยังเดินหน้าตรวจสอบหลักฐานสำคัญ ทั้งกระดาษคำตอบและเส้นทางการแก้ไขข้อมูล

มากกว่าการเอาผิดผู้เกี่ยวข้อง คดีนี้ยังเป็นบททดสอบสำคัญของระบบคัดเลือกบุคลากรภาครัฐ ว่าจะสามารถรักษามาตรฐานความโปร่งใส และเรียกคืนความเชื่อมั่นจากประชาชนได้หรือไม่

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์