คณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) เดินหน้าจัดการปัญหาทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2568 ด้วยการประกาศ ยกเลิกบัญชีผู้สอบแข่งขันได้บางส่วน พร้อมประกาศขึ้นบัญชีรายชื่อผู้สอบแข่งขันได้ฉบับใหม่
การดำเนินการครอบคลุมทั้งบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ในพื้นที่ทั่วไป ซึ่ง ยกเว้นกลุ่มภาคใต้ เขต 1 และเขต 2 และมีประกาศเฉพาะสำหรับ กลุ่มภาคใต้ เขต 1 และเขต 2 ให้ยกเลิกบัญชีบางส่วนและขึ้นบัญชีรายชื่อผู้สอบแข่งขันได้ใหม่เช่นเดียวกัน
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางการตรวจสอบคดีทุจริตสอบท้องถิ่นปี 2568 ซึ่งรัฐบาลยืนยันว่า การจัดการปัญหาจะไม่หยุดอยู่เพียงการถอดถอนรายชื่อผู้สอบที่เกี่ยวข้องกับการทุจริต แต่จะเดินหน้าตรวจสอบไปถึงผู้ร่วมกระทำการและผู้ที่เกี่ยวข้องในทุกระดับ
“ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม” ไม่ว่าใครเกี่ยวข้อง ต้องถูกดำเนินคดี
รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า แนวทางของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาการทุจริตสอบข้าราชการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการถอดถอนรายชื่อผู้สอบที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตจำนวน 5,925 ราย
รัชดากล่าวว่า รัฐบาลยืนยันที่จะดำเนินการสอบสวนเพื่อหาตัวผู้ร่วมกระทำการ ทำให้ข้อเท็จจริงปรากฏ และคืนความถูกต้องเป็นธรรมให้กับผู้ที่เสียโอกาสจากการทุจริต โดยนายกรัฐมนตรีกำชับทุกหน่วยงานให้ยึดหลัก “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม”
หมายความว่า ไม่ว่าผู้เกี่ยวข้องจะเป็นใคร หากพบว่ามีส่วนร่วมในการทุจริต จะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายทั้งหมด
รัฐบาลจึงวางแนวทางดำเนินการออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ การจัดการบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ การดำเนินคดีอาญา และการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายในภาพรวม
ถอนชื่อผู้เกี่ยวข้อง เดินหน้าจัดทำบัญชีใหม่
ส่วนแรก คือการถอดถอนชื่อผู้สอบที่เกี่ยวข้องกับการทุจริต โดยกระทรวงมหาดไทยได้ดำเนินการตามผลการตรวจสอบ และเรื่องดังกล่าวได้ข้อสรุปในที่ประชุม กสถ. ก่อนรายงานให้คณะกรรมการกลางข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น (ก.กลาง) รับทราบเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2569 เพื่อส่งต่อให้คณะกรรมการพนักงานส่วนท้องถิ่นระดับจังหวัด (ก.จังหวัด) ดำเนินการตามขั้นตอน
สำหรับบัญชีที่มีตำแหน่งว่างลงหลังการถอดถอน กสถ.จะต้องหารือแนวทางปฏิบัติต่อไป ทั้งการประกาศบัญชีรายชื่อใหม่ และการพิจารณาเลื่อนบัญชีผู้สอบแข่งขันรายอื่นขึ้นมาทดแทน
จุดสำคัญจึงไม่ได้อยู่เพียงการนำรายชื่อที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตออกจากบัญชี แต่ยังรวมถึงการจัดการผลกระทบต่อผู้สอบที่ผ่านการแข่งขันโดยสุจริต ซึ่งต้องได้รับความเป็นธรรมจากกระบวนการจัดทำบัญชีใหม่
เปิดคดีอาญา 13 ราย ไล่ตั้งแต่เจ้าหน้าที่ถึงกลุ่มแก้กระดาษคำตอบ
ส่วนที่สอง คือการดำเนินคดีอาญา โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้พนักงานสอบสวนออกหมายเรียกผู้ต้องหา 13 ราย ซึ่งเกี่ยวข้องกับความผิดหลายลักษณะ
กลุ่มแรกถูกกล่าวหาในความผิดเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่และเอกสารราชการ ได้แก่ ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ, เป็นเจ้าพนักงานปลอมเอกสารราชการโดยอาศัยตำแหน่งหน้าที่, เป็นเจ้าพนักงานรับรองหลักฐานอันเป็นเท็จในเอกสารราชการ, ร่วมกันเอาไปเสียหรือทำให้สูญหายซึ่งเอกสารของผู้อื่น, ร่วมกันปลอมเอกสารราชการ และร่วมกันเปิดผนึกหรือนำเอกสารที่ปิดผนึกของผู้อื่นไปเพื่อล่วงรู้ข้อความ
ในกลุ่มนี้มีอดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น และผู้อำนวยการสำนักทดสอบทางการศึกษาและจิตวิทยา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) รวมอยู่ด้วย
ขณะที่อีกกลุ่มเกี่ยวข้องกับการ แก้ไขกระดาษคำตอบ โดยมีผู้ถูกกล่าวหาจำนวน 11 ราย ถูกดำเนินคดีในข้อหาอั้งยี่ ซ่องโจร ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 และความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์
หลังพนักงานสอบสวนสอบปากคำและแจ้งข้อกล่าวหาครบถ้วนแล้ว จะสามารถสรุปสำนวนส่งให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการไต่สวนตามขั้นตอน โดยตั้งเป้าหมายภายในวันที่ 12 สิงหาคม 2569
ปปง.เร่งตรวจเส้นเงินกว่า 200 ราย
นอกจากการดำเนินคดีทางอาญาแล้ว รัฐบาลยังเดินหน้าตรวจสอบเส้นทางการเงิน โดยสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) อยู่ระหว่างเร่งตรวจสอบเส้นทางการเงินและกลุ่มเป้าหมาย มากกว่า 200 ราย
อย่างไรก็ตาม ปปง.ยังไม่สามารถเปิดเผยรายชื่อผู้ที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบได้ เนื่องจากอาจกระทบต่อข้อกฎหมายและกระบวนการดำเนินงาน โดยจะดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป
การตรวจสอบเส้นเงินจึงเป็นอีกแนวทางสำคัญในการขยายผลคดี จากการตรวจสอบเพียงพฤติการณ์ในการสอบ ไปสู่การค้นหาความเชื่อมโยงทางการเงินของบุคคลและกลุ่มที่เกี่ยวข้อง
‘ปกรณ์’ สรุปผลสอบ ชงนายกฯ สั่งการต่อ
ส่วนที่สาม ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีการทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการและพนักงานท้องถิ่น ประจำปี 2568 ได้ดำเนินการสรุปผลการตรวจสอบแล้ว
ขั้นตอนต่อไปคือเสนอรายงานต่อนายกรัฐมนตรี เพื่อให้นายกรัฐมนตรีมีข้อสั่งการ และส่งต่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามผลการตรวจสอบ ทั้งในด้าน แพ่ง อาญา วินัย และจริยธรรม
เท่ากับว่าการจัดการคดีครั้งนี้กำลังขยายจากการเพิกถอนรายชื่อผู้สอบ ไปสู่การตรวจสอบความรับผิดของผู้เกี่ยวข้องในหลายมิติ โดยมีเป้าหมายให้การดำเนินการครอบคลุมทั้งผู้กระทำผิด ผู้สนับสนุน และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการทุจริต
ไม่ใช่แค่เอาผิดคนโกง แต่ต้องคืนความยุติธรรมให้คนสอบสุจริต
รัชดากล่าวว่า การดำเนินการทั้ง 3 ส่วน ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเอาผิดผู้ทุจริต แต่ยังเป็นการคืนความเป็นธรรมให้กับผู้สอบแข่งขันที่เข้าสู่สนามสอบโดยสุจริต รวมถึงฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบการสอบเข้ารับราชการในทุกระดับ
รัฐบาลต้องการให้คนที่มีความรู้ความสามารถได้รับโอกาสเข้ารับราชการอย่างเป็นธรรม ขณะเดียวกันต้องสร้างกลไกป้องกันไม่ให้เกิดการทุจริตในลักษณะเดียวกันขึ้นอีก
จาก “ยกเลิกบัญชี” สู่การรื้อทั้งขบวนการ
การประกาศของ กสถ. จึงเป็นมากกว่าการเปลี่ยนแปลงบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ เพราะเกิดขึ้นพร้อมกับการเดินหน้าคดีอาญา การตรวจสอบเส้นทางการเงิน และการเตรียมเสนอผลสอบข้อเท็จจริงให้นายกรัฐมนตรีมีข้อสั่งการต่อ
จากนี้โจทย์สำคัญไม่ได้มีเพียงว่า “ใครถูกถอดชื่อ?” แต่คือ “ใครอยู่เบื้องหลังการทุจริต และระบบสอบเปิดช่องให้การแก้ไขผลสอบเกิดขึ้นได้อย่างไร?”
เพราะความเสียหายจากคดีนี้ไม่ได้กระทบเฉพาะผู้ที่ถูกตัดชื่อออกจากบัญชี แต่กระทบถึงผู้สอบที่แข่งขันอย่างสุจริตและความเชื่อมั่นของสังคมต่อระบบการคัดเลือกคนเข้าสู่ราชการ
การพิสูจน์ความสำเร็จของรัฐบาลจึงไม่ใช่เพียงจำนวนผู้ถูกดำเนินคดี แต่ต้องไปถึงการทำให้ระบบสอบกลับมา โปร่งใส ตรวจสอบได้ และสร้างหลักประกันว่า คนที่เข้าสู่สนามแข่งขันด้วยความสามารถและความสุจริต จะไม่ต้องแพ้ให้กับการทุจริตอีก




