ดีเดย์มีผลบังคับใช้พระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 หรือ ‘กฎหมายนิรโทษกรรม’ ที่เราต่างคุ้นเคยกันดี ด้วยความพยายามหลายปี เพื่อจุดประสงค์สลายความขัดแย้งทางการเมืองกว่าตลอด 20 ปี
กฎหมายฉบับนี้ จะนิรโทษกรรมให้แก่ผู้ที่เข้าร่วมชุมนุมทางการเมือง หรือแสดงออกทางการเมือง อันมีมูลเหตุมาจากความขัดแย้ง หรือแรงจูงใจทางการเมือง ซึ่งได้กระทำตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2548 ถึง 16 กรกฎาคม 2568
ครอบคลุมคดีการเมืองสำคัญ อาทิ ช่วงก่อนการรัฐประหารปี 49 การชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (เสื้อเหลือง) และการปิดล้อมสนามบิน, การชุมนุมของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือ เสื้อแดง, การชุมนุมคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) เช่น การปิดล้อมสถานที่ราชการ ขัดขวางการเลือกตั้ง, ช่วงหลังการรัฐประหาร ที่ออกประกาศและคําสั่ง คสช. การชุมนุมเชิงสัญลักษณ์ต่างๆ รวมถึงการรณรงค์ออกเสียงประชามติ และการดำเนินกิจกรรมการของกลุ่มคนรุ่นใหม่
ล้าง 31 ฐานความผิด เว้น 3 กรณี
นิรโทษกรรม ตาม 31 ฐานความผิด ที่ระบุในบัญชีแนบท้าย รวมทั้งที่เกี่ยวพันกัน ให้การกระทำนั้นไม่เป็นความผิด และให้ผู้กระทำการนั้น พ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิด และไม่ถือว่าเป็นผู้เคยกระทำความผิด โดยพ้นจากความรับผิดทางอาญา และทางพินัย เท่าที่ไม่ขัดกับพันธกรณีตามกฎหมายระหว่างประเทศ
แต่ไม่ให้มีผลนิรโทษกรรม แก่การกระทำความผิดฐานทุจริต หรือประพฤติมิชอบ, การกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112, และการกระทำความผิดที่ทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย หรือเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 หรือที่เป็นการกระทำความผิดต่อส่วนตัว หรือที่เป็นการกระทำที่ต้องรับผิดต่อบุคคลใด ที่มิใช่หน่วยงานของรัฐเป็นการเฉพาะราย หรือเฉพาะกลุ่ม
ผลทางคดี ระงับ-ยุติ ลบประวัติ
สำหรับคนที่ยังมิได้ถูกฟ้องคดีต่อศาล หรืออยู่ในระหว่างการสอบสวนของพนักงานสอบสวน หรือพนักงานอัยการ ให้ระงับหรือยุติการสอบสวน หรือการฟ้องคดี แล้วแต่กรณี
หากถูกฟ้องคดีต่อศาลแล้ว และคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลใด ให้ศาลนั้น ยุติการพิจารณา และจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ
คดีใดที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลงโทษ ก่อนวันที่ พ.ร.บ.นี้ มีผลใช้บังคับ ให้ถือว่าไม่เคยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิด และถ้าอยู่ระหว่างการรับโทษ ให้การลงโทษสิ้นสุดลง และให้ปล่อยตัวไป
กรณีที่มีการบันทึกประวัติอาชญากรรม หรือมีการบันทึกไว้ในฐานะเป็นประวัติอาชญากรรม ให้ประวัตินั้น เป็นอันสิ้นผล และจะนำประวัติอาชญากรรม ไปใช้ยังบุคคลนั้น ในทางที่เป็นโทษมิได้ และให้หน่วยงานของรัฐ ซึ่งมีหน้าที่และอำนาจจัดทำ หรือจัดเก็บประวัติอาชญากรรม ลบข้อมูลประวัติความผิดทางอาญา
ไม่ตัดสิทธิ์บุคคล ร้องทางแพ่ง
ขณะที่การกระทำ ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายทางแพ่ง แก่หน่วยงานของรัฐ ให้การดำเนินคดีทางแพ่งโดยหน่วยงานของรัฐเป็นอันยุติลง และมิให้หน่วยงานของรัฐ ฟ้องร้องเพิ่มเติมเกี่ยวกับความเสียหายดังกล่าว
ถ้าศาลมีคำพิพากษา หรือคำสั่งให้ผู้ใดชำระค่าเสียหายแก่หน่วยงานของรัฐใด ให้การชดใช้ค่าเสียหาย หรือการบังคับคดีให้หน่วยงานของรัฐ เป็นอันยุติลง ทั้งนี้ ไม่กระทบต่อการชำระหนี้ หรือการบังคับคดีที่ดำเนินการเสร็จสิ้นไปก่อนแล้ว
แต่แม้คนผู้นั้นได้รับสิทธิพ้นจากความรับผิด พ.ร.บ.นี้ ก็ไม่เป็นการตัดสิทธิของผู้อื่น ซึ่งไม่ใช่หน่วยงานของรัฐ ที่ได้รับผลกระทบจากการกระทำของผู้นั้นในการที่จะใช้สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายทางแพ่ง จากการกระทำของผู้นั้นได้
เยาวชนต่ำ 18 ร้องขอ คกก. ใช้มาตรการพิเศษ แต่ไม่รวม ม.112
การกระทำความผิดส่วนที่ไม่ได้รับการนิรโทษกรรมของผู้ซึ่งอายุต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ ในขณะกระทำความผิดร้องขอ ไม่ว่าผู้นั้นจะถูกดำเนินคดี หรือแจ้งข้อกล่าวหาแล้วหรือไม่ และคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขเห็นเป็นการสมควร ให้จัดทำแผนแก้ไขบำบัดฟื้นฟูผู้กระทำความผิด แล้วส่งแผน พร้อมความเห็นไปยังพนักงานอัยการ เพื่อใช้มาตรการพิเศษแทนการดำเนินคดีอาญา
หรือให้พนักงานอัยการ ยื่นคำร้องต่อศาลที่คดีอยู่ระหว่างการพิจารณา เพื่อให้ใช้มาตรการ และสั่งยุติคดี โดยไม่ต้องมีคำพิพากษา ตามกฎหมายว่าด้วยศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว และให้ศาลมีอำนาจรับฟังความเห็นของคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ประกอบการพิจารณาสั่งใช้มาตรการดังกล่าวได้ ไม่ว่าคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นใด ทั้งนี้ ไม่ใช้บังคับกับการกระทำความผิดตาม ม.112
'9 ผู้ชี้ขาด' คดีการเมืองใด ได้นิรโทษบ้าง
ขั้นตอนสำคัญหลังจากนี้ คือ การแต่งตั้งคณะกรรมการ ที่จะมาทําหน้าที่วินิจฉัยชี้ขาด ว่าคดีทางการเมืองใด สมควรถูกได้รับการนิรโทษกรรมบ้าง

กฎหมายกำหนดให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งเรียกว่า ‘คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข’ ประกอบด้วย ประธานกรรมการ (อนุทิน ชาญวีรกูล) นายกรัฐมนตรี หรือรองนายกรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย, รองประธานกรรมการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม (พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์)
กรรมการโดยตำแหน่ง ปลัดกระทรวงยุติธรรม (ปิยะศิริ วัฒนวรางกูร) เลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (หรรษา หอมหวล) ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (ยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร) พ่วงตำแหน่งเลขานุการ
กรรมการที่แต่งตั้ง ผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านกฎหมาย หรือด้านสิทธิมนุษยชน หรือด้านกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ซึ่งได้รับความเห็นชอบ จากที่ประชุมคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร (วิปรัฐบาล), ที่ประชุมคณะกรรมการประสานงานพรรคการเมืองฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร (วิปฝ่ายค้าน) ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย และผู้เชี่ยวชาญในองค์กรภาคประชาสังคม เกี่ยวกับการจัดการความขัดแย้งและอำนวยความยุติธรรม เป็นที่ประจักษ์ ซึ่งประธานสภาผู้แทนราษฎรเสนอ
ผลวินิจฉัยถือเป็นที่สุด ผูกพันหน่วยงานรัฐ
มีหน้าที่และอำนาจ วินิจฉัยชี้ขาดการได้รับนิรโทษกรรม และการพ้นจากความรับผิดทั้งปวงตาม พ.ร.บ.นี้ โดยให้ถือว่าเป็นที่สุด มีผลผูกพันให้หน่วยงานของรัฐในกระบวนการยุติธรรม ต้องรับไปดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง
รับเรื่องร้องขอการนิรโทษกรรมจากผู้ที่มีประโยชน์เกี่ยวข้อง โดยต้องจัดให้มีช่องทาง อำนวยความสะดวกในการร้องขอการนิรโทษกรรม, เรียกเอกสาร สิ่งของ หรือบุคคลมาให้ข้อมูลหรือข้อเท็จจริง, จัดทำรายงานผลการดำเนินงาน การประเมินสถานการณ์ และข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการสร้างเสริมสังคมสันติสุขเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา คณะรัฐมนตรี ศาล และเผยแพร่ต่อประชาชน, สื่อสารสร้างความเข้าใจสาธารณะ เพื่อนำไปสู่การสร้างเสริมสังคมสันติสุข, แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ, ออกระเบียบหรือประกาศ และดำเนินการอื่นใด เพื่อบังคับการให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.นี้
โดยต้องจัดให้มีการประชุมครั้งแรกภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ พ.ร.บ.มีผลบังคับใช้ (ก่อน 23 ก.ย.) และต้องดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายใน 180 วัน นับแต่วันประชุมครั้งแรก สามารถขยายเวลาออกไปได้ไม่เกิน 2 ครั้ง ครั้งละไม่เกิน 90 วัน
ส่งผลให้ต้องจับตา ทั้งฝ่ายการเมืองและข้าราชการ จะมีความเป็น 'กลางทางการเมือง' ในรูปแบบไหน รวมถึงกระบวนการสรรหา 'กรรมการ' ที่จะมาจากการให้ความเห็นชอบ และเสนอชื่อ จะตรงตามคุณสมบัติตามเป้าที่ตั้ง หรือถูกนำมาจากฟากไหน จะมีความรู้สึกนึกคิดเข้ากับฝ่ายใดมากน้อยกว่ากันหรือไม่ เนื่องจากในทุกคำตัดสิน ล้วนส่งผลต่อ 'นักโทษการเมือง' ทั้งสิ้น
ล่าชื่อ 'ลบมรดกรัฐประหาร' ทุเลา 35 นักโทษ โดนลอยแพ
ขณะที่ความเคลื่อนไหว ภาคประชาชน 'เครือข่ายจัดงานรำลึก 6 ตุลาฯ' ได้เริ่มแคมเปญล่ารายชื่อ 'ลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลาฯ' ร่วมเสนอร่างกฎหมาย เพื่อยกเลิกคำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 ที่เพิ่มโทษคดี ม.112 จากเดิมจำคุกไม่เกิน 7 ปี เป็นจำคุก 3–15 ปี และเพิ่มอัตราโทษความผิดฐานหมิ่นประมาท และดูหมิ่นในหลายมาตรา หวังบรรเทาให้ผู้ต้องหา คดี ม.112, ม.110 นักโทษกว่า 35 คน ที่พวกเขามองว่า 'โดนลอยแพ' จาก พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขดังกล่าว




