รัฐบาล ‘ภูมิใจไทย’ ชิงจังหวะ ปัดฝุ่น ‘โครงการแลนด์บริดจ์’ อีกครั้ง ผลพวงจากสถานการณ์ ‘ช่องแคบฮอร์มุซ’ การสู้รบระหว่าง ‘อิหร่าน-สหรัฐฯ’ และอิทธิพลของ ‘สหรัฐฯ’ ใน ‘ช่องแคบมะละกา’ โดยเฉพาะท่าทีของ ‘อินโดนีเซีย’ ที่ใกล้ชิดสหรัฐฯ มากขึ้น ผลพวงจากความขัดแย้ง ระหว่าง ‘อินโดนีเซีย-จีน’ ในทะเลจีนใต้
ความชัดเจนดังกล่าว เริ่มขึ้นเมื่อ ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ นายกฯ เปิดเผย ภายหลังพูดคุยกับ ‘หวัง อี้’ รมว.ต่างประเทศจีน ที่เป็นมือทำงานของ ‘สี จิ้นผิง’ ปธน.จีน ในการเยือนไทย 23-25 เม.ย.ที่ผ่านมา โดยยอมรับว่ามีการพูดคุยถึงโครงการ ‘แลนด์บริดจ์’
หนึ่งในคีย์แมน ‘ภูมิใจไทย-รัฐบาล’ อย่าง ‘พิพัฒน์ รัชกิจประการ’ รองนายกฯ และ รมว.คมนาคม ที่ดูแลพื้นที่ภาคใต้ของ ภท. รับลูกทันที เตรียมลงพื้นที่ จ.ระนอง-ชุมพร เพื่อทำการศึกษา-รับฟังความเห็น เดือน พ.ค.69
โดย ‘พิพัฒน์’ ระบุว่า มีแนวคิดในการผนวก โครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ (SEC) และ ‘โครงการแลนด์บริดจ์’ เข้าเป็นโครงการเดียวกัน เพราะพื้นที่ดำเนินการคาบเกี่ยวกัน จ.ชุมพร จ.ระนอง และ จ.สุราษฎร์ธานี
สำหรับงบประมาณ ‘โครงการแลนด์บริดจ์’ อยู่ที่ 1 ล้านบ้านบาท ในแง่ ‘การเมือง’ พื้นที่ ‘ภาคใต้’ คือ ‘ฐานเสียงสำคัญ’ ของ ‘ภูมิใจไทย’ ในมิติ ‘การเมือง-เศรษฐกิจ-สิ่งแวดล้อม’ ยังคงต้องถกเถียงกันต่อไป แต่ในมุมมอง ‘ความมั่นคง’ โครงการนี้ ถือเป็นอีกโจทย์ท้าท้าย
SPACEBAR ได้ร่วมแลกเปลี่ยนแนวคิดกับ ‘รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร’ ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคง ในมุมมอง ‘การต่างประเทศ’ และ ‘ความมั่นคง’ ในภูมิภาค หากโครงการถูกขับเคลื่อน
ข้อดี
- เพิ่มทางเลือกคมนาคม/ขนส่ง
- ต่อยอดการลงทุน ขยายความเจริญ
ข้อควรระวัง
- เข้าสู่ความขัดแย้งทาง ‘ภูมิรัฐศาสตร์’
- การแทรกซึมของ ‘มหาอำนาจ’ มากกว่ามา ‘ลงทุน’
- ไม่คุ้มค่าเท่า ‘คลอง’ ต้องเปลี่ยนถ่ายสินค้าผ่าน ‘ถนน-รถไฟ’ ที่มีการมองถึง ‘ต้นทุน’ การขนส่งต่างๆ และไม่สะดวกเท่ากับ ‘คลอง’ ซึ่ง ‘คุณค่า’ ที่น้อยกว่านี้ แม้โอกาสตกเป็น ‘เป้าหมาย’ ของ ‘มหาอำนาจ’ จะน้อยกว่า ‘คลอง’ แต่ก็ไม่สามารถวางใจได้
- การทุจริตโครงการที่ใช้งบประมาณสูง ‘เสี่ยงล้มละลาย’ และ ‘มหาอำนาจ’ เข้ามาจัดการ เช่น กรณีคลองปานามา
ข้อเสนอแนะ
- ด้านความปลอดภัย การสร้าง ‘ฐานทัพเรือ’ เพิ่ม และ การพัฒนา ‘ฐานทัพเรือพังงา’ คุ้มกันเส้นทาง ป้องกันโจรสลัด ที่มีการโจมตีเรือสินค้า ผ่านอาวุธยุทโธปกรณ์รูปแบบต่างๆ เช่น โดรนใต้น้ำ เป็นต้น
- การพัฒนา ‘พื้นที่อุตสาหกรรม ในรูปแบบ FDI (Foreign Direct Investment) เพื่อเป็น ‘ฐานการผลิต’ และ ‘กระจายสินค้า’ ผ่าน 2 ทาง ‘ทะเลอันดามัน-มหาสมุทรอินเดีย’ และ ‘ทะเลจีนใต้-มหาสมุทรแปซิฟิก’ เพราะลำพังการ ‘ถ่ายสินค้า’ 2 ฝั่งทะเล ‘อันดามัน-อ่าวไทย’ ย่อมไม่คุ้มค่า-ไม่เพียงพอ โดยสิ่งที่จะพัฒนาอีกด้าน คือ ‘อสังหาริมทรัพย์’ และ ‘ภาคบริการ’ ต่างๆ
- จัดสมดุล ‘พาร์ทเนอร์’ จากประเทศต่างๆ ที่เข้ามาลงทุน และ สิทธิครอบครองที่ดิน เช่น จีน , สิงคโปร์ เป็นต้น ที่แสดงท่าทีสนับสนุนโครงการของไทย
ผลพวงจาก ‘ช่องแคบฮอร์มุซ’ ที่ ‘อิหร่าน’ ทำการ ‘ปิด’ และ ‘เก็บค่าธรรมเนียม’ ส่งผลต่อให้เริ่มมีการ ‘เปลี่ยนระบบ’ ช่องแคบต่างๆ หนึ่งในนั้น คือ ‘ช่องแคบมะละกา’ หากเทียบกับ ‘ช่องแคบฮอร์มุซ’ ถือว่าที่มีความสำคัญกว่า ขนาดแคบกว่า และอันตรายกว่า
การที่ ‘อินโดนีเซีย’ ออกมาเสนอนโยบาย ‘เก็บค่าผ่านทาง’ ช่องแคบมะละกา แม้จะเป็นเพียงแนวคิด ยังไม่เกิดขึ้นจริง แต่ถูกมองว่าเป็นการสร้าง ‘อำนาจต่อรอง’ โดยพุ่งเป้าไปที่ ‘จีน’ ที่ต้องใช้ ‘ช่องแคบมะละกา’ ในการขนส่งสินค้า
สำหรับ ‘อินโดนีเซีย’ มีความขัดแย้งกับ ‘จีน’ ในพื้นที่พิพาทใน ‘ทะเลจีนใต้’ ซึ่งที่ผ่านมา ‘อินโดนีเซีย’ ก็ขนับเข้าหา สหรัฐฯ มาขี้นเรื่อยๆ ตั้งแต่ยุค ‘บารัค โอบามา’ ขณะเป็น ปธน.สหรัฐฯ ส่วน ‘สิงคโปร์’ ก็มีความสัมพันธ์แนบแน่นสหรัฐฯ มายาวนาน
ทั้งหมดนี้ต้องติดตามว่าจะเป็น ‘Game Changer’ ของ ‘ไทย’ หรือไม่ ? ในการช่วงชิงจังหวะ ที่มีทั้ง ‘ข้อดี-ข้อควรระวัง’ กับ ‘โครงการแลนด์บริดจ์’ ภายใต้ความท้าทายทาง ‘ภูมิรัฐศาสตร์’ ในยุคที่ ‘ระเบียบโลก’ ถูกท้าทายจาก ‘หลายขั้วมหาอำนาจ’






