โครงการ ‘แลนด์บริดจ์’ (Land Bridge) มีชื่อเต็มว่า ‘โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งเพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน’ เป็นหนึ่งในนโยบายเรือธงที่ได้รับการผลักดันอย่างจริงจังในยุค ‘รัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน’ ภายใต้เป้าหมาย เพื่อสร้างเส้นทางขนส่งสินค้าข้ามคาบสมุทรภาคใต้ เชื่อมทะเลฝั่งอ่าวไทยกับทะเลอันดามัน ลดการพึ่งพาช่องแคบมะละกา และยกระดับประเทศไทยสู่ศูนย์กลางโลจิสติกส์แห่งใหม่ของภูมิภาค
หลายปีที่ผ่านมา โครงการถูกนำเสนอในฐานะ ‘Game Changer’ ที่จะเปลี่ยนโฉมเศรษฐกิจไทย แต่เมื่อเวลาผ่านไป กลับเผชิญคำถามมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งด้านความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ความเป็นไปได้ทางธุรกิจ ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การถือครองที่ดินรอบแนวโครงการ ตลอดจนแรงคัดค้านจากภาคประชาชน
ท้ายที่สุด วานนี้ (24 ก.ค.) รัฐบาลได้ประกาศยุติการผลักดันโครงการอย่างเป็นทางการ
ย้อนดูจุดเริ่มต้น ‘แลนด์บริดจ์’
แม้รัฐบาลปัจจุบันจะผลักดัน โครงการแลนด์บริดจ์ ให้เป็นหนึ่งในเมกะโปรเจกต์สำคัญของประเทศ แต่หากย้อนกลับไปดู คำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภา กลับพบว่า ไม่มีการระบุโครงการแลนด์บริดจ์ไว้โดยตรง มีเพียงการกล่าวถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ระบบโลจิสติกส์ และการยกระดับศักยภาพการคมนาคมของประเทศในภาพรวม
ต่อมา พรรคภูมิใจไทย ซึ่งกำกับดูแลกระทรวงคมนาคม ได้หยิบแนวคิดนี้กลับมาผลักดันจนกลายเป็น ‘เมกะโปรเจกต์ระดับชาติ’ เหตุผลหลัก คือ การยกระดับขีดความสามารถทางเศรษฐกิจของประเทศ เพิ่มศักยภาพด้านโลจิสติกส์ ลดต้นทุนและระยะเวลาการขนส่งสินค้า ตลอดจนสร้าง ความมั่นคงด้านพลังงาน ด้วยการเปิดทางเลือกใหม่ในการลำเลียงน้ำมันและก๊าซ รวมถึงยกระดับไทยให้เป็นศูนย์กลางการคมนาคมและการค้าของภูมิภาค
เผชิญแรงต้านหนักจากกลุ่มต่างๆ
แม้รัฐบาลและพรรคภูมิใจไทยจะชู ‘แลนด์บริดจ์’ เป็นโครงการแห่งอนาคต แต่ก็ต้องเผชิญกับคำถามเรื่องความคุ้มค่า ผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม รวมถึงกระแสคัดค้านจากคนในพื้นที่ ตลอดจนนักวิชาการ กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
ชาวบ้านในพื้นที่ จ.ชุมพร และ จ.ระนอง กังวลว่า จะต้องสูญเสียที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย เนื่องจากเส้นทางโครงการพาดผ่านพื้นที่เกษตร สวนยาง สวนปาล์ม และชุมชนหลายแห่ง นอกจากนี้ ประชาชนยังเรียกร้องให้เปิดเผยรายละเอียดการเวนคืนและการชดเชยให้ชัดเจน พร้อมด้วยความกังวลต่อการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึก ถนน รถไฟ และนิคมอุตสาหกรรม จะกระทบป่าชายเลน ป่าต้นน้ำ และระบบนิเวศทางทะเล ตลอดจนเกรงว่าจะกระทบแหล่งประมงพื้นบ้านและความหลากหลายทางชีวภาพ โดยเฉพาะบริเวณชายฝั่งอันดามัน
นักวิชาการบางส่วน ยังตั้งข้อสังเกตว่า ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าผู้ประกอบการเดินเรือจะเปลี่ยนมาใช้แลนด์บริดจ์แทนการเดินเรือผ่านช่องแคบมะละกา พร้อมตั้งคำถามว่า การลงทุนระดับกว่า 1 ล้านล้านบาท จะให้ผลตอบแทนคุ้มค่าหรือไม่ นอกจากนี้ เครือข่ายภาคประชาชน ยังเรียกร้องให้ศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพอย่างรอบด้าน และเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ
เรื่องเริ่มบานปลาย เมื่อมีการรวมตัวของเครือข่ายประชาชนภาคใต้หลายครั้ง ทั้งในพื้นที่ชุมพร ระนอง และหน้าทำเนียบรัฐบาล โดยยื่นหนังสือถึงรัฐบาล เพื่อขอชะลอโครงการและทบทวนการศึกษาใหม่ และเรียกร้องให้รัฐบาลพัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้ด้วยแนวทางอื่นที่ไม่กระทบวิถีชีวิตของชุมชน
ทั้งหมดนี้ กลายปัจจัยสำคัญที่ทำให้การเดินหน้าโครงการไม่ได้ราบรื่นเหมือนที่วางเป้าหมายไว้
นายกฯ เบรกเกม
หลังเกิดกระแสคัดค้านอย่างหนัก ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จึงมีคำสั่งแต่งตั้ง ‘เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ’ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้เป็นประธานคณะกรรมการศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ พร้อมกำหนดกรอบเวลา 90 วัน เพื่อปรับแผนให้สอดรับสถานการณ์พลังงานและภูมิรัฐศาสตร์โลก พร้อมประเมินความคุ้มค่าและรูปแบบโลจิสติกส์ ก่อนเสนอ ครม. พิจารณา
ครหา ‘การเมือง’
นอกจากข้อถกเถียงเรื่องความคุ้มค่าและผลกระทบต่อชุมชนแล้ว ‘แลนด์บริดจ์’ ยังเผชิญกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในมิติทางการเมือง โดยมีรายงานข่าวพาดพิงถึงบุคคลที่ถูกเรียกว่า ‘อาม่า ส.’ ซึ่งถูกเชื่อมโยงกับบุคคลและเครือญาติของคนในรัฐบาล ภายใต้ข้อกล่าวหาที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือ การกว้านซื้อที่ดินหลายพันไร่ในพื้นที่ที่คาดว่า จะได้รับ ‘อานิสงส์’ จากโครงการแลนด์บริดจ์ ทั้งในจังหวัดชุมพรและระนอง จนเกิดข้อสงสัยว่า อาจเป็นการซื้อสะสมที่ดินล่วงหน้าก่อนโครงการจะเดินหน้าหรือไม่?
อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีสรุปว่า การซื้อขายที่ดินดังกล่าวเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย และยังไม่มีคำวินิจฉัยที่ชี้ว่า บุคคลที่ถูกพาดพิงกระทำความผิดแต่อย่างใด แต่ข้อครหาดังกล่าว กลับกลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้โครงการแลนด์บริดจ์ถูกจับตาอย่างใกล้ชิด!
เปลี่ยนท่าที
ก่อนการประกาศยุติโครงการเพียง 6 วัน รัฐบาลได้ส่งสัญญาณสำคัญเกี่ยวกับการเปลี่ยนแนวทางพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ
เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2569 ระหว่างการเยือนนครเฉิงตู สาธารณรัฐประชาชนจีน ของ ‘อนุทิน’ ได้กล่าวถึงโครงการแลนด์บริดจ์ว่า แม้รัฐบาลยังคงศึกษาโครงการต่อไป แต่สิ่งสำคัญในเวลานั้นคือการเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ยัง ‘ขาดการเชื่อมต่อ’
ในวันเดียวกัน ระหว่างกิจกรรม “Prime Minister–Thai Private Sector Luncheon” ซึ่งมีผู้บริหารภาคเอกชนไทยกว่า 150 คนเข้าร่วม นายกฯ ก็ได้เปิดเผยถึงข้อเสนอจากภาคธุรกิจว่า ประเทศไทยอาจยังไม่จำเป็นต้องลงทุนในแลนด์บริดจ์ภายในช่วง 5–10 ปีข้างหน้า
นับเป็นการส่งสัญญาณปรับแนวทางผลักดันโครงการ หลัง ‘นายก‘ ลดการพูดถึง ‘แลนด์บริดจ์’ ในภาพรวม และหันมาเน้นการเชิญชวนจีนร่วมลงทุน ‘พัฒนาท่าเรือระนอง’ มากขึ้น
ปิดฉาก ‘แลนด์บริดจ์’
24 กรกฎาคม 2569 ‘เอกนิติ’ แถลงผลการศึกษาและประกาศ ‘ยุติ’ การผลักดันโครงการแลนด์บริดจ์อย่างเป็นทางการ
ด้วยเหตุผลสำคัญ ได้แก่
- ไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่คาดว่าจะได้รับลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับต้นทุนการลงทุนมหาศาล
- ความเป็นไปได้ทางธุรกิจต่ำ มีโอกาสต่ำที่สายเรือระหว่างประเทศจะเปลี่ยนเส้นทางมาใช้แลนด์บริดจ์ในระดับที่ทำให้โครงการคุ้มทุน
- ความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและภาระงบประมาณ มีความเสี่ยงสูงต่อทรัพยากรธรรมชาติ ระบบนิเวศชายฝั่ง และอาจสร้างภาระทางการคลังในระยะยาว หากผลตอบแทนไม่เป็นไปตามเป้าหมาย

แม้จะยุติโครงการแลนด์บริดจ์ แต่รัฐบาลยังคงเดินหน้าพัฒนาศักยภาพด้านโลจิสติกส์ของภาคใต้ผ่านแนวทางอื่น ได้แก่ การพัฒนาท่าเรือระนอง การยกระดับท่าเรือเดิม การเชื่อมต่อระบบรางและถนนที่ยังขาดช่วง การพัฒนาโครงการ Missing Link รวมถึงการยกระดับเครือข่ายโลจิสติกส์เดิมให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
การปิดฉากแลนด์บริดจ์ ไม่ใช่เพียงจุดจบของโครงการขนาดใหญ่หนึ่งโครงการ แต่ยังเป็นบทเรียนสำคัญ ที่สะท้อนว่า การลงทุนระดับประเทศ ต้องผ่านการทดสอบ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ก่อนจะได้รับการยอมรับจากสังคมอย่างแท้




