จากกรณีที่ ‘ไอลอว์’ ได้มีการจัดเวทีพูดคุยภายใต้หัวข้อ ‘ชนกำแพงให้จบๆ ผ่าพิภพ สว.' ที่โรงแรมมารวยการ์เด้น และช่วงหนึ่ง ‘ยิ่งชีพ อัชฌานนท์’ ได้มีการกล่าวพาดพิงถึง ‘ภราดร - กรวีร์ ปริศนานันทกุล’ 2 สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ที่มีส่วนพัวพันกับการกระบวนการทุจริตเลือกสว.
ล่าสุดวันนี้ได้มีการชี้แจงจากทั้ง 2 คนแล้ว โดย ‘ภราดร ปริศนานันทกุล’ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โดยยืนยันว่าทั้งเขาและน้องชาย รวมถึงพรรคภูมิใจไทย ไม่มีความเกี่ยวข้องกับการฮั้วสว.อย่างที่ถูกพาดพิด ส่วนข้อมูลการโทรเข้า-ออกเป็นข้อมูลส่วนบุคคล จึงตั้งคำถามว่าข้อมูลที่ นำมาเผยแพร่เป็นข้อมูลจริงหรือไม่ และได้มาอย่างไร เพราะข้อมูลลักษณะนี้ต้องประสานเครือข่ายโทรศัพท์และใช้เวลาในการขอข้อมูล หากเป็นข้อมูลที่ได้จาก
เมื่อถามถึงกรณีที่มีการอ้างว่า ผู้สมัคร สว.อ่างทองโทรหาในวันที่ 27 มิถุนายน 2567 หลังการเลือก สว. เสร็จสิ้น ภราดรกล่าวว่า เหตุการณ์ผ่านมาแล้ว 2 ปี จึงไม่สามารถยืนยันได้ว่าในวันดังกล่าวมีการโทรหรือไม่ เพราะหากตอบโดยไม่มีหลักฐานก็อาจถูกตั้งข้อสงสัยได้ สิ่งสำคัญจึงอยู่ที่หลักฐานที่นำมาเปิดเผย โดยผู้ที่นำหลักฐานมาเผยแพร่ต้องเป็นผู้ยืนยันความถูกต้อง ไม่ใช่ให้ผู้ถูกกล่าวหาเป็นฝ่ายพิสูจน์
ภราดรย้ำว่า หากมีการอ้างว่าสอง สว. คือ 'สืบศักดิ์ แววแก้ว' และ 'คอดียะห์ ทรงงาม' โทรหาในช่วงเวลาดังกล่าว ก็ต้องนำหลักฐานมาพิสูจน์ว่าเป็นข้อมูลจริงหรือไม่ ทั้งคลิปเสียง ภาพ หรือหลักฐานอื่น เพราะตาราง Excel เพียงอย่างเดียวสามารถจัดทำขึ้นได้
พร้อมยังกล่าวถึงกรณีที่ iLaw อ้างว่าข้อมูลมาจากสำนวนการสอบสวนของคณะกกต. ว่า หากเป็นเช่นนั้นยิ่งต้องตรวจสอบ เพราะสำนวนการสืบสวนสอบสวนของรัฐไม่ควรถูกเผยแพร่ จึงควรถาม กกต. ว่าข้อมูลดังกล่าวมาจากหน่วยงานจริงหรือไม่ และหากเป็นข้อมูลของผู้มีส่วนได้เสีย ก็ต้องถามบุคคลที่ถูกพาดพิงว่าข้อมูลถูกต้องหรือไม่ ยืนยันว่า ในการเข้าชี้แจงต่อ กกต. ไม่มีประเด็นเรื่องการโทรศัพท์ และไม่เคยให้ข้อมูลหรือถูกสอบถามเกี่ยวกับการโทรเข้า-ออก
เมื่อถามถึงกรณีที่มี สส. และรัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทยถูกพาดพิง แม้เหตุการณ์เกิดขึ้นก่อนรัฐบาลอนุทิน 2 ภราดรกล่าวว่า ต้องชี้แจงกันไป พร้อมย้ำว่าไม่สามารถบังคับให้สังคมเชื่อว่าทำหรือไม่ได้ทำ สิ่งสำคัญคือหลักฐานที่เข้มแข็งและถูกต้อง
ภราดรยังยกวรรณกรรมเรื่อง 'คำพิพากษา' ของ ‘ชาติ กอบจิตติ’ มาเปรียบเทียบว่า สังคมไม่ควรตัดสินใครจากข้อกล่าวหาโดยไม่ตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมย้ำว่าในฐานะนักการเมืองยอมรับการตรวจสอบ และพร้อมต่อสู้หากข้อมูลที่นำมาเปิดเผยเป็นข้อมูลจริง แต่การกล่าวหาด้วยข้อมูลที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ส่วนกรณี iLaw ระบุว่าจะเปิดเผยรายชื่อ สว. เพิ่มเติม ภราดรกล่าวว่า ไม่มีปัญหา แต่ต้องยืนยันว่าข้อมูลถูกต้อง และพร้อมเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบ รวมถึงให้ความร่วมมือกับทุกกระบวนการ
เมื่อถามถึงกรณีที่ ‘พริษฐ์ วัชระสินธุ์’ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ต้องการให้พิสูจน์ในชั้นศาล และ กกต. อาจส่งเรื่องผู้ถูกกล่าวหา 229 คนให้ศาลพิจารณา ภราดรกล่าวว่า อยู่ที่ กกต. ซึ่งเป็นต้นทาง และก่อนส่งเรื่องควรมีพยานหลักฐานที่ชัดเจนเพียงพอ
ภราดรยกกรณีการยุบ ‘พรรคชาติไทย’ ในอดีตว่า กกต. เคยมีความเห็นว่ามีการทุจริตเลือกตั้งและนำไปสู่การยุบพรรค ก่อนที่ศาลยุติธรรมจะมีคำพิพากษาภายหลังว่าไม่มีการซื้อเสียงและคืนเงินให้ผู้สมัคร สส. จึงเห็นว่าการตัดสินบุคคลจากเพียงความเชื่อหรือข้อมูลที่ยังไม่ผ่านการพิสูจน์ไม่ควรเกิดขึ้น ต้องมีพยานหลักฐานเพียงพอก่อนกล่าวหา
ขณะที่ ‘กรวีร์ ปริศนานันทกุล’ สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ยืนยันว่าไม่เกี่ยวข้องกับกระบวนการเลือก สว. ตามที่ iLaw กล่าวหา และยินดีให้ตรวจสอบ แต่ตั้งคำถามว่าข้อมูลการโทรศัพท์ที่นำมาเผยแพร่เป็นข้อเท็จจริงหรือไม่ และได้มาโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
กรวีร์กล่าวว่า ในการชี้แจงต่อ กกต. ที่ผ่านมาไม่มีประเด็นเรื่องการโทรศัพท์ในวันเลือก สว. ระดับประเทศ และตนไม่เคยถูกสอบถามหรือแจ้งข้อกล่าวหาเกี่ยวกับเรื่องนี้ ข้อมูลที่เผยแพร่เป็นข้อมูลส่วนบุคคล จึงไม่แน่ใจว่าการนำมาเปิดเผยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
กรวีร์ยืนยันว่า ข้อกล่าวหาที่ระบุว่าผู้สมัคร สว. โทรศัพท์หาในวันเลือก สว. ระดับประเทศ พร้อมระบุพิกัดพื้นที่ใกล้เมืองทองธานี ไม่เป็นความจริง โดยวันดังกล่าวอยู่ที่ จ.อ่างทอง ส่วนมีใครโทรเข้าหรือโทรออกหรือไม่นั้น ไม่สามารถยืนยันได้เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ผ่านมาแล้ว
กรวีร์กล่าวอีกว่า การเปิดเผยข้อมูลเป็นลักษณะต่อเนื่อง ทำให้ตั้งคำถามว่ามีส่วนใดที่กระทำผิดกฎหมายหรือไม่ เพราะข้อมูลที่นำเสนอเป็นเพียงการนำเหตุการณ์ต่าง ๆ มาประกอบกัน และยังไม่ชี้ชัดว่าตนมีส่วนร่วมกับกระบวนการเลือก สว. อย่างไร
เมื่อถามว่าจะดำเนินคดีกับ ‘ยิ่งชีพ’ หรือไม่ กรวีร์กล่าวว่า จะให้ฝ่ายกฎหมายพิจารณาก่อนว่าจำเป็นต้องดำเนินการหรือไม่ หากมีการเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องหรือข้อมูลส่วนบุคคลจนทำให้เกิดความเสียหาย ก็จำเป็นต้องใช้สิทธิ์ตามกฎหมายต่อไป




