พรรคกล้าธรรม จัดงาน ‘กล้าธรรม ทำมากกว่าพูด’ เปิดตัวผู้สมัคร สส.แบบแบ่งเขต และ สส.แบบบัญชีรายชื่อ พร้อมเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคกล้าธรรม โดยในช่วงเช้า เวลา 10.00 น. เป็นการอบรมพิเศษเรื่องกฎหมายและข้อควรระวังการหาเสียงการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2569 จากนั้นในเวลา 13.40 น. นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะหัวหน้าพรรคกล้าธรรม จะกล่าวเปิดงาน แนะนำผู้สมัคร สส.แบบแบ่งเขต และสส.บัญชีรายชื่อ ตามด้วย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม จะแถลงอุดมการณ์และนโยบายพรรค


บรรยากาศเป็นไปด้วยความคึกคัก มีอดีต สส.และว่าที่ผู้สมัคร สส.ที่ย้ายมาจากพรรคการเมืองอื่น รวมถึงแกนนำพรรค มาร่วมงานกันอย่างคับคั่ง ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวได้พบกับกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ อดีต สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ซึ่งมาร่วมงานด้วย โดยกิตติศักดิ์ เปิดเผยว่า แม้จะต้องเว้นวรรคทางการเมือง 2 ปี หลังพ้นจากตำแหน่ง สว. แต่ได้พาลูกชายบุญธรรม คือปองภพ ณ สงขลา มาลงสมัคร สส.พิษณุโลก เขต 4
นอกจากนี้ ธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรี ,สมศักดิ์ เทพสุทิน อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และแกนนำพรรคเพื่อไทย ได้มาร่วมงานในครั้งนี้ด้วย พร้อมเปิดเผยว่า วันนี้สวมเสื้อแล้วก็ชัดเจน ซึ่งก็ต้องรอมติของพรรคว่าจะให้ทำหน้าที่อะไร และเบื้องต้นคาดว่า จะสมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อ ส่วนลำดับที่เท่าไหร่อยู่ที่มติของพรรค แต่ขณะนี้ก็ยังเป็นเลขาธิการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์อยู่ ส่วนเหตุผลที่ตัดสินใจมาร่วมกับพรรคกล้าธรรมนั้น เพราะตลอดที่ผ่านมาตนทำหน้าที่ดูแลประชาชนมาโดยตลอด โดยเฉพาะเรื่องราวร้องทุกข์ ซึ่งพรรคพรรคกล้าธรรมเปิดพื้นที่เรื่องนี้ โดยเอาภาคสังคมเป็นตัวตั้ง ซึ่งตรงกับจริตที่เราทำอยู่แล้ว จึงตัดสินใจเข้าร่วมงานด้วย
เมื่อถามว่า ร.อ.ธรรมนัส เป็นคนชวนมาใช่หรือไม่ ธนกฤต กล่าวว่า ใช้คำว่าเราคุยกันดีกว่า ไม่มีใครชวนใคร ตามองตาเห็นหัวใจตรงกัน

ด้าน นฤมล กล่าวช่วงหนึ่งว่า พรรคกล้าธรรมไม่ใช่พรรคใหม่ แต่เป็นพรรคที่ดำเนินงานมาแล้วกว่า 5 ปี เดิมใช้ชื่อ ‘พรรคเศรษฐกิจไทย’ ซึ่งเป็นพื้นที่การเมืองที่สมาชิกพรรคได้ร่วมต่อสู้ในสมรภูมิการเมืองมาอย่างต่อเนื่อง ก่อนจะมีการเปลี่ยนแปลงผู้นำพรรค และได้รับความไว้วางใจให้ทำหน้าที่หัวหน้าพรรค จากนั้นได้เปลี่ยนชื่อเป็น ‘พรรคกล้าธรรม’ เมื่อวันที่ 6 สิงหาคมปีที่ผ่านมา โดยยืนยันว่า การเปลี่ยนชื่อพรรคไม่ได้เกิดจากการวางแผนล่วงหน้า แต่เป็นผลจากสถานการณ์ทางการเมืองในขณะนั้น พร้อมย้ำว่า พรรคยึดมั่นในความจงรักภักดีและการทำงานร่วมกันมาโดยตลอด


นฤมล ระบุว่า พรรคกล้าธรรมเริ่มต้นด้วย สส. เพียง 2 คน แต่ไม่เคยหยุดนิ่งในการขยายสมาชิกและสร้างความเข้มแข็งของพรรค จนปัจจุบันกลายเป็นพรรคการเมืองที่มีความพร้อมสูงสุด มีสมาชิกมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง และเป็นพรรคแรกที่สามารถส่งผู้สมัคร สส.ครบทั้ง 77 จังหวัด ขณะที่มีเพียงไม่กี่พรรคการเมืองเท่านั้นที่สามารถส่งผู้สมัครได้ครบทั่วประเทศ พร้อมย้ำว่า พรรคกล้าธรรมมีนโยบายที่ชัดเจน ทำงานต่อเนื่อง และมีผลงานที่พิสูจน์ได้จริง ไม่ทำนโยบายขายฝัน ไม่หลอกประชาชน ไม่ว่าจะเป็นการแจกเงินหรือโครงการที่ไม่สามารถทำได้จริง


นอกจากนี้ นฤมล ยังเปิดเผยถึงการตัดสินใจเสนอชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค โดยระบุว่า ได้หารือกับ ร.อ.ธรรมนัส มาอย่างต่อเนื่อง จนเห็นตรงกันว่าพรรคต้องมีความชัดเจน เพื่อให้ประชาชนที่เลือกพรรคกล้าธรรมทราบอย่างแน่นอนว่า จะได้ใครเป็นนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่นอมินีของใคร จึงขอประกาศเสนอชื่อ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียวของพรรค

นฤมล กล่าวว่า เหตุผลที่พรรคกล้าธรรมพร้อมเสนอชื่อ ร.อ.ธรรมนัส เพราะเป็นผู้นำที่ “กล้า” กล้าพูด กล้าเถียง และกล้ายืนหยัดพูดแทนพี่น้องเกษตรกรและประชาชน ทั้งในสภาผู้แทนราษฎร การประชุมคณะรัฐมนตรี รวมถึงการเผชิญหน้ากับกลุ่มผู้ชุมนุม ซึ่งไม่ใช่รัฐมนตรีทุกคนจะกล้าออกไปรับฟังและแก้ไขปัญหา พร้อมเชื่อมั่นว่า ผู้นำที่มีความกล้าเช่นนี้จะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับประเทศได้

“ต้องเป็นคนกล้าแบบนี้ ไม่ใช่แค่คนพูดเก่ง ดีแต่พูด ขายฝัน พวกเราคือพันธุ์พิเศษ พันธุ์กล้าธรรม ถ้าได้ร่วมกันรบเมื่อไหร่ เราไม่เคยแพ้ การชนะเลือกตั้งซ่อมเขต 8 นครศรีธรรมราช ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่คือความกล้า และครั้งนี้พวกเราต้องถามตัวเองว่า บ้าพอไหม กล้าพอไหม เพราะพวกเราเป็นคนกล้าธรรม เจอกันที่สภาฯ”
— นฤมล กล่าวทิ้งท้าย

ร.อ.ธรรมนัส ได้แถลงนโยบายและอุดมการณ์ของพรรค โดยเริ่มต้นด้วยการกล่าวบทกลอนว่า “แม้หนทางข้างหน้าจะว่างเปล่า แดดจะเผาจนผิวผ่องจนหมองไหม้ รู้ทั้งรู้ว่าที่ตรงโน้น มีหุบเหว มีเปลวไฟ ถ้าใจไม่กล้า จะก้าวไปได้อย่างไรพี่น้อง” จากนั้นได้กล่าวว่า วันนี้ยังมีพี่น้องประชาชนจำนวนมากเฝ้าดูว่าเส้นทางของพรรคกล้าธรรมจะเดินไปอย่างไร อาจถูกมองว่าเป็นคนบ้า แต่เป็นความบ้าที่บ้าทำงาน บ้าสร้างประโยชน์ให้ประชาชนทั้งประเทศ และยืนยันว่า ผู้ร่วมอุดมการณ์ของพรรคทุกคนล้วนมีประสบการณ์การเมือง พร้อมทำงานจริง


ร.อ.ธรรมนัส กล่าวขอบคุณบุคคลสำคัญทางการเมืองหลายรายที่ตัดสินใจร่วมอุดมการณ์กับพรรคกล้าธรรม พร้อมย้ำว่า พรรคกล้าธรรมไม่ใช่พรรคที่ขายฝัน ไม่ใช่พรรคที่พูดเพราะแต่ทำไม่ได้ เหมือนบางพรรคที่มีนโยบายสวยหรูแต่ไม่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริงเมื่อเป็นรัฐบาล ประเทศไทยมีคนเก่ง คนฉลาดมากมาย แต่ถ้าขาดความกล้า องค์ความรู้เหล่านั้นก็ไม่มีความหมาย

ร.อ.ธรรมนัสยังกล่าวถึงบุคลิกส่วนตัวว่า เป็นคนตรงไปตรงมา ปากกับใจตรงกัน ไม่ดัดจริต แม้จะถูกขอให้พูดเบาลงในบางสถานการณ์ แต่ความเป็นตัวตนไม่สามารถเปลี่ยนได้ โดยยกตัวอย่างกรณีที่ถูกผู้นำบางพรรคโจมตี ซึ่งสุดท้าย เลือกตอบโต้ด้วยเหตุผลและมารยาท ทั้งนี้ ร.อ.ธรรมนัส ยังยกตัวอย่างการทำงานในยามวิกฤตว่า มักเป็นคนแรกที่ลงพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์น้ำท่วมจังหวัดน่าน หรือพื้นที่หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา พร้อมยืนยันว่า การทำงานของพรรคกล้าธรรมต้องอาศัยหัวใจและสมองของคนที่กล้าทำอย่างแท้จริง

ในด้านนโยบาย ร.อ.ธรรมนัส ระบุว่า นโยบายหลักของพรรคคือการเปลี่ยนชีวิตคนฐานราก โดยเฉพาะพี่น้องเกษตรกร เรื่องที่ดินทำกินจะเป็นภารกิจสำคัญ หากมีโอกาสกลับมาดูแล จะผลักดันการเปลี่ยนที่ดิน ส.ป.ก. ที่เหลือให้เป็นโฉนดเพื่อการเกษตร และยกระดับเป็นโฉนดครุฑแดง เพื่อสร้างความมั่นคงให้กับประชาชนทั่วประเทศ


“8 ก.พ. จากนั้น 6 วัน วันวาเลนไทน์มาฉลองกัน และหลังจากนั้นสภาฯ เปิดเมื่อไหร่เราไปเจอกัน พรรค กธ.วันนี้ ธรรมนัส พรหมเผ่า พร้อมเป็นผู้นำในการเข้าสู่เวทีการเลือกตั้ง พร้อมนำคาราวานเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรให้เยอะที่สุดในแผ่นดิน และสิ่งสำคัญจะไม่ทำให้ผิดหวัง เราจะไม่ยอมปล่อยให้พวกท่านอยู่ข้างหลังโดยลำพัง ผู้ชายชื่อ ธรรมนัส พรหมเผ่า เป็นแบบนี้ อาจจะโผงผาง พูดจาไม่เพราะ เวลาลงพื้นที่ ทั้งสาวแก่แม่ม่าย ลูกหลานเยาวชน เข้ามาห้อมล้อม ขอกอด ขอเซลฟี่ ขอผูกเสี่ยว ก่อนทิ้งท้ายว่า เราทำมากกว่าพูด เพื่อคนไทย”
— ร.อ.ธรรมนัส กล่าว


นอกจากนี้ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ร.อ.ธรรมนัส เปิดเผยว่า พรรคกล้าธรรมเตรียมจัดเวทีปราศรัยใหญ่รวม 17 เวที แบ่งตามกลุ่มจังหวัด อาทิ พะเยา เชียงราย ลำปาง เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำพูน และสงขลา โดยแต่ละเวทีจะมีประชาชนเข้าร่วมไม่ต่ำกว่าหมื่นคน ขณะเดียวกัน ได้แจ้งให้ว่าที่ผู้สมัคร สส.แบบแบ่งเขต เตรียมความพร้อมในวันที่ 27 ธันวาคม ส่วนบัญชีรายชื่อจะมีจำนวน 100 รายชื่อ เรียงตามลำดับอักษร โดย ร.อ.ธรรมนัส เป็นผู้สมัครบัญชีรายชื่อลำดับที่ 1 และ นฤมล ลำดับที่ 2 พร้อมระบุว่า วันที่ 28 ธันวาคม จะมีการจับสลากหมายเลขพรรค โดยหวังให้ได้หมายเลขที่เป็นมงคล เสริมความมั่นใจในการเดินหน้าสู่สนามเลือกตั้งครั้งสำคัญของประเทศ



